นี่คือบทความที่เรียกว่าเป็น ‘ที่สุด’ หรือ Ultimate How-to ในการเริ่มต้นอาชีพ Infopreneur แบบละเอียดยิบ!

ท่ามกลางกระแสเสียงจากผู้คนมากมายบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีอย่างต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันที่ผมกำลังเขียนข้อความนี้ (มีนาคม 2016) แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าไม่เคยมีสมัยไหนที่คนสร้างธุรกิจส่วนตัวได้ง่ายเท่าสมัยนี้

ช่วงปี 2013 – 2016 ผมมีโอกาสพบเจอผู้มากมายสร้างรายได้หลักล้านต่อปีจากธุรกิจส่วนตัวทำคนเดียว หรือมีผู้ร่วมก่อตั้ง 2-3 คนและพนักงานหยิบมือ ที่มีอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ จนล่าสุดผมพบกลุ่มวัยรุ่นอายุ 19-25 ปีที่สร้างรายได้ปีละหลายล้านจากธุรกิจนานาชนิดทั้ง ออนไลน์ และออฟไลน์

อะไรคือสาเหตุให้คนเริ่มธุรกิจง่ายขึ้น และรวยเร็วขึ้น?…

คำตอบคือ ‘อินเตอร์เน็ต

เมื่อ 20 ปีก่อน อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย Google search engine ยังไม่มี ทำให้การเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และแรงบันดาลใจต่างๆ ด้วยปลายนิ้วยังทำไม่ได้ และ Social media อย่าง Facebook, Twitter, และ Instagram รวมไปถึงโปรแกรมผลิตสื่อด้วยตนเอง อย่างเช่น Blog และ Youtube ก็ยังไม่มีเช่นกัน ช่องทางการสร้างตัวตน หรือประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการที่มีราคาถูก เข้าถึงคนได้มากและเร็วแบบในปัจจุบันจึงทำไม่ได้เช่นกัน

แต่พอมาถึงวันที่ Google search engine, Social media และเครื่องมือผลิต Content media ต่างๆ ก้าวหน้าและใช้งานง่ายเข้าถึงผู้คน คนรุ่นใหม่จึงมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลสำคัญๆ ในการทำธุรกิจมากมาย และสามารถเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวต่างๆ ด้วยเงินลงทุนที่ต่ำเป็นประวัติกาล ต้นทุนเริ่มต้นธุรกิจหนักๆ อาทิ การเปิดหน้าร้าน และการจ้างพนักงานจำนวนมาก ถูกตัดออกไปทันทีด้วยการเปิดเป็นหน้าเว็บไซต์ และใช้ Facebook โฆษณาขายของ เพียงสองส่วนนี้ก็สามารถประหยัดเงินเริ่มต้นได้เกือบล้านบาท และ Fixed cost รายเดือนหลายส่วนก็หายไปเดือนละเป็นแสนๆ บาทจากการไม่ต้องมีหน้าร้านและสำนักงาน จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนรุ่นใหม่จึงเริ่มต้นได้ง่าย และคนรวยมีแนวโน้มอายุน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต

แม้แต่ผมเองซึ่งเป็นคน Gen X ซึ่งช่วงวัยรุ่นของผมยังไม่มีเทคโนโลยีเหล่านี้ กว่าจะมามีก็ล่วงเข้าอายุ 28-29 และต้องใช้เวลาเรียนรู้ลองผิดลองถูกอีกประมาณหนึ่ง แต่เมื่อได้แนวทางของตัวเองแล้วก็ตามมาด้วยผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และได้รับประสบการณ์สร้างธุรกิจออนไลน์ที่กลายมาเป็นวลีประจำตัวผม คือ สร้างธุรกิจจากโน้ตบุ๊คเครื่องเดียว

การขายสินค้าและบริการผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นมีหลายแบบ ได้แก่…

  • ขาย Physical products เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ
  • ขาย Digital products เช่น ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น ดนตรี ภาพถ่าย ภาพยนตร์ ฯลฯ
  • ขาย Services เช่น รับจ้างแปล รับจ้างออกแบบ ฯลฯ

ซึ่งเหล่านี้ผมลองทำมาหมดแล้ว มีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล แต่ที่ผมรู้สึกได้ชัดคือ ผมไม่มีหัวเรื่องการขายสินค้าแฟชั่นและสินค้าตามเทรนด์ต่างๆ ทำให้ผมขาดทุนจากกลุ่มนี้ ในขณะที่ผมได้เงินดีจากการขายบริการแปลเอกสาร แต่มันเหนื่อยมากและได้รับเงินเป็น Credit term ซึ่งมันช้าและผมเครียดที่ต้องรอและตามทวงเงิน – ผมจึงพยายามคิดหาทางออกว่าขายอะไรบนโลกออนไลน์ที่ประกอบไปด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1. ไม่ต้องใช้ทุน หรือใช้ไม่เกินหลักหมื่น
2. ไม่ต้องสต็อกสินค้า
3. ได้รับเงินก่อน
4. มีคนเคารพนับถือด้วยก็ดีนะ! (อันนี้แถม)

ในที่สุดผมก็ลงเอยกับสิ่งที่เรียกว่า Infopreneur — มีคุณสมบัติตรงเป๊ะทุกประการและสร้างรายได้ทะยานสู่ หลักล้านต่อปี และผมประมาณการณ์ว่ายอดขายในอนาคตอันใกล้มีโอกาสไปถึงหลัก 10 ล้านบาท ถึงตรงนี้คุณเริ่มคิดแล้ว่า Infopreneur คืออะไร หรือมันมีศักยภาพอะไรในการทำเงินขนาดนั้น…

เราเดินทางสู่โลกของ Infopreneur กันครับ!

Infopreneur คืออะไร?

Infopreneur มาจากสองคำผสมกัน ได้แก่…

Information = ข้อมูลความรู้
+
Entrepreneur = ผู้ประกอบการ

Infopreneur คือผู้ประกอบการชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลและความรู้มาบรรจุเป็นชุดผลิตภัณฑ์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Information products ที่ง่ายต่อการส่งมอบและบริโภคข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

Infopreneur สามารถนำข้อมูลความรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวเองก็ได้ หรือจากการศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก็ได้ หรือทั้งสองอย่างรวมกันก็ได้เช่น ถ้ามาจากประสบการณ์ตรงเรียกว่า Result expert คือผู้ปฏิบัติจนได้ผลลัพธ์แล้วมาบอกต่อ และ Research expert คือผู้ศึกษาค้นคว้าจนทะลุปรุโปร่งแล้วสามารถสังเคราะห์ให้เข้าใจง่ายและเร็ว

และอีกกรณีที่อาจไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ ผู้ที่มีความสามารถในการรวบรวมคนเก่งๆ มาสัมภาษณ์ แล้วถอดเนื้อหาของผู้ถูกสัมภาษณ์ออกมาเป็นชุดผลิตภัณฑ์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ อาทิ สำนักพิมพ์ ธุรกิจสื่อการเรียนการสอน ธุรกิจอบรมสัมมนา ที่มีเทรนเนอร์ในสังกัด เหล่านี้เป็นธุรกิจข้อมูลความรู้ในระดับองค์กร หรือ Information business เต็มรูปแบบ บางครั้งอาจเรียกว่า Education business

ตัวอย่าง Infopreneur ไทย

ในต่างประเทศมี Infopreneur เยอะมากและมีอยู่แทบทุกสายอาชีพ สาย Mass อาทิ สอนเล่นหุ้น สอนการตลาดออนไลน์ สอนพูดต่อหน้าชุมชน สอนฟิตเนส ฯลฯ ก็มี หรือสาย Super niche อย่าง สอนหายใจทางจมูกขณะว่ายน้ำ หรือ สอนหายใจบนภูเขา ก็มี แต่เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและตัวอย่างที่ดีสำหรับคนไทย ผมขอยก Infopreneur ไทยมาให้ดู

ceo info sample 1วิสูตร แสงอรุณเลิศ

รู้จักกันดีในนาม พี่บอย แห่ง Facebook page Boy’s Thought นักแต่งเพลง, บรรณาธิการ, และนักเขียน Best Seller ‘งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า’ เราอาจรู้จักพี่บอยในฐานะนักเขียน แต่หนังสือเล่ม Non-fiction ก็จัดอยู่ใน Information products และพี่บอยก็มีผลิตภัณฑ์ทั้ง อีบุ๊ค, ออดิโอบุ๊ค, คอร์สออนไลน์ และสัมมนาสด ครบสายงาน Infopreneur
( ติดตามได้ที่: www.boywisoot.com )

ceo info sample 2บัณฑิต อึ้งรังสี

คุณบัณฑิต เป็นคนที่ขายความรู้มายาวนานมาก มีหนังสือเล่มและออดิโอบุ๊คมากมาย สอนสารพัด How-to ตั้งแต่ การขาย ความสำเร็จ คิดดี คิดบวก ไปจนถึงหาคู่และการครองเรือน! ส่วนสัมมนาสดก็มีทั้ง สอนเขียน และ สอนพูด และสอนเรื่องการสร้างความสำเร็จให้ตนเอง
( ติดตามได้ที่ www.bunditinspire.com )

ceo info sample 3ฟ้าใส พึงอุดม

คุณฟ้าใส ทำธุรกิจโค๊ชชิ่งฟิตเนสและการโภชนา โดยเปิดเป็น 2 แบบ แบบแรกคอร์สออนไลน์เป็นตารางโปรแกรมให้นักเรียนนำไปปฏิบัติและมี Live webinar สำหรับพูดคุยติดตามผลกับนักเรียน แบบที่สองเป็นคอร์สสอนสด ราคาสูงกว่าแต่เป็นการโค๊ชชิ่งกันตัวต่อตัว
( ติดตามได้ที่ www.fitjunctions.com )

ceo info sample 4กวิน สุวรรณตระกูล

คุณกวิน หรือ คุณต้าร์ อดีตพนักงานในสายการเงินปัจจุบันผันตัวมาเป็นคนให้ความรู้เรื่องการลงทุนแบบ Dollar Cost Average หรือ DCA เจาะกลุ่มคนทำงานอยากลงทุนในหุ้นแบบวินัยและระยะยาว มีทั้งหนังสือ, อีบุ๊ค, คอร์สออนไลน์, และสัมมนา
( ติดตามได้ที่ www.tarkawin.com )

ceo info sample 5โสภา พิมพ์สิริพานิชณ์

คุณโซอี้ เป็นนักธุรกิจเจ้าของแบรนด์ผ้าพันคอ Zoe ต่อยอดธุรกิจด้วยการเป็น Infopreneur ออกหนังสือเล่ม ‘แอบทำ 1 ชั่วโมงต่อวันฝันเปลี่ยน สูตรสำเร็จเคล็ดสร้างล้าน’ และสัมมนาสด ออดิโอบุ๊ค และคอร์สออนไลน์ ภายใต้คอนเซ็ปชื่อแนวเดียวกัน โดยในชุดผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะมีการยกกรณีศึกษาการทำธุรกิจผ้าพันคอเข้ามาด้วยช่วยเป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจโดยหลักการตลาดนี้เรียกว่า Education marketing
( ติดตามได้ที่ www.facebook.com/hizoepage )

ceo info sample 6สืบศักดิ์ ลิ่วลักษณ์

คุณสืบศักด์ หรือ คุณวี เป็นที่ปรึกษา Ecommerce ให้นักธุรกิจ SME และมีหนังสือเล่ม สัมมนาสด คอร์สออนไลน์ และดีวีดีวีดีโอ ในหัวของการขายของออนไลน์มากมาย อาทิ Workshop ‘V Commerce คลิ๊กเป็นเห็นเงินล้าน’, ดีวีดีวีดีโอ ‘ติดอันดับ Google ด้วยตนเอง กับการทำ Google AdWord’
( ติดตามได้ที่: www.facebook.com/Vcommerce.co.th )

ceo info sample 7คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์

คุณบี คงเกียรติ เป็นอดีตเทรนเนอร์ด้านการขายประจำบริษัท ก่อนออกมาเป็น In-house trainer แล้วก็เป็นเจ้าของงานสัมมนาของตนเอง ก่อนจะพัฒนาเป็นผู้จัดงานสัมมนาขนาดใหญ่ โดยแต่ละงานจะมีคีย์วิทยากรและชื่องานที่สอดคล้องกัน อาทิ ร่วมกับพี่บอย วิสูตร และคุณบัณฑิตจัดสัมมนา ‘งานไม่ประจำ ทำเงินจากการสอน’ หรือร่วมกับคุณต็อบ เถ้าแก่น้อย และคุณหมู เจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพ OokBee.co จัดสัมมนา ‘Start เงินร้อย สู่เถ้าแก่น้อยเงินล้าน’ เป็นต้น
( ติดตามได้ที่ www.facebook.com/Beyondtraining.in.th )

[separator style_type=”single” top_margin=”40″ bottom_margin=”40″ sep_color=”#81d742″ border_size=”” icon=”” icon_circle=”” icon_circle_color=”” width=”” alignment=”center” class=”” id=””]

Information products แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่

1. หนังสือ

1.1 หนังสือเล่ม

หนังสือเล่มเป็นผลิตภัณฑ์ความรู้พื้นฐานและเก่าแก่ที่สุด เป็นการเขียนความรู้ใส่กระดาษ สามารถใส่รูปภาพและกราฟฟิคต่างๆ ได้ตามต้องการ ในอดีต หนังสือมักเกิดจากการเขียนแล้วนำไปเสนอสำนักพิมพ์ ผ่านกระบวนการตรวจสอบ ตีพิมพ์ และกระจายไปยังร้านหนังสือต่างๆ ทั่วประเทศ

หนังสือเล่มมีราคาระหว่าง 200-400 บาท ส่วนแบ่งนักเขียนประมาณ 10%

แต่ในปัจจุบันนักเขียนเริ่มหันมาทำ Self-publishing หรือ เขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง และจัดส่งเอง โดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์และร้านหนังสือ ต่างประเทศเริ่มทำกันเยอะโดยการไปขายผ่านร้านค้าออนไลน์อย่าง Amazon.com และในประเทศไทยก็เริ่มมีให้เห็นบ้าง

ผมคำนวณต้นทุนและค่าจัดส่งต่างๆ แล้ว การทำ Self-publishing จะทำให้คุณมีกำไรจากการขายประมาณ 40-50% เลยทีเดียว

1.2 หนังสืออีเลคทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊ค

ทำงานและเร็วมากกว่าหนังสือเล่มหลายเท่าตัว อีบุ๊คเป็นการเขียนใส่ Microsoft Word หรือซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเซฟเป็นไฟล์ Adobe PDF แล้วขายได้เลย แต่กรณีนี้จะมีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย อีกวิธีในการจำหน่ายโดยมีระบบป้องกันการละเมิดที่แข็งแรงกว่าคือการนำไปขายผ่านเว็บไซต์ขายอีบุ๊คออนไลน์ ได้แก่ Ookbee.com, Ebook.in.th, mebmarket.com เป็นต้น – ผู้ซื้อจะต้องดาวน์โหลดและอ่านผ่าน Application เฉพาะของผู้ให้บริการเหล่านี้ อีกทั้งยังเป็นระบบส่วนกลางในการชำระเงิน ส่งมอบอีบุ๊ค และจัดทำรายงานยอดขายต่างๆ ให้คุณไปในตัวด้วยครับ

อีบุ๊คสามารถตั้งราคาได้เกือบเท่า หรือเทียบเท่าหนังสือเล่ม ได้แก่ 200 บาทเป็นต้นไป และการขายผ่านเว็บไซต์ขายอีบุ๊คออนไลน์ นักเขียนจะถูกหักค่าธรรมเนียมระบบต่างๆ รวมแล้วประมาณ 30-40% เป็นอย่างน้อย หรือเท่ากับคุณจะมีกำไรขั้นต้นถึงตัวเองระหว่าง 60-70% ซึ่งก็ถือว่าเยอะ!

2. หนังสือเสียง หรือ ออดิโอบุ๊ค

เป็นการบันทึกความรู้ในรูปแบบเสียงแล้วบรรจุเป็น แผ่นซีดีก็ได้ หรือ จะทำเป็นดิจิตอลไฟล์สำหรับฟังออนไลน์ก็ได้

การบันทึกความรู้เป็น ออดิโอบุ๊ค ทำได้สองรูปแบบหลักๆ ได้แก่…

a. อ่านจากหนังสือเล่ม
กรณีนี้ต้องมีหนังสือเล่มมากางอ่านเพื่อบันทึก คุณต้องอ่านอย่างมีจังหวะจังโคน เพื่อให้ได้อรรถรสในการฟัง

b. บรรยายความรู้แบบการเล่า
กำหนดหัวข้อบรรยาย หัวข้อละ 5-15 นาที แล้วบรรยายเหมือนการเล่าความรู้ให้นักเรียนหรือเพื่อนฟังตามปกติ

ราคาของออดิโอบุ๊คอยู่ระหว่าง 200-1000 บาท แล้วแต่เนื้อหา ความยาว และความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ และกำไรขั้นต้นของ ออดิโอบุ๊ค กรณีเป็นแผ่นซีดี บันทึกเสียงและส่งผลิตเอง และจัดส่งเอง จะอยู่ที่ 60% ขึ้นไป

อีกกรณีคือจัดทำผ่านสำนักพิมพ์ (เป็น Physical) และจัดทำผ่าน Ookbee.com (เป็น Digital) สองกรณีนี้ก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ผมไม่เคยทำผ่านสองกรณีนี้จึงไม่รู้อัตราผลตอบแทน

3. วีดีโอคอร์ส

อันนี้งานยากสุด บันทึกภาพและเสียง ตัดต่อ หรืออาจมีการใส่ Effect ต่างๆ ลงไป ถ้าทำเองต้องมีความรู้เรื่องอุปกรณ์อย่างดี และอุปกรณ์ก็ราคาแพงมากตั้งแต่ Hardware ยัน Software แต่เมื่อทำเสร็จแล้ว วีดีโอคอร์ส มีราคาขายสูงมากเช่นกัน คือหลักพันบาทขึ้นไป และผมเคยเห็นคนขายวีดีโอคอร์สที่เป็นไฟล์ดิจิตอลแบบรับชมออนไลน์ในราคาหลักหมื่นบาท!

วีดีโอคอร์ส สามารถทำออกมาในรูปแบบ DVD ก็ได้ หรือเป็น Course online ก็ได้ นอกจากนั้น Course online ยังแบ่งเป็น รับชมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ตัวเอง โดยมีการติดตั้งระบบ Member login เพื่อคนชำระเงินก่อนแล้วจึงจะได้รับการ activate member ให้เข้าไปดูเนื้อหาเฉพาะได้

อีกกรณีคือการไปขายผ่าน Course store ได้แก่ SkillLane.com, Talapanya.com และ CourseSquare.com เป็นต้น เหล่านี้จะมีเครื่องมือและทีมงานในการบันทึกวีดีโอและตัดต่อออกมาให้สำเร็จ รวมไปถึงเป็นระบบ Payment gateway และจัดทำรายงานยอดขายต่างๆ ให้คุณด้วย

กำไรขั้นต้นของวีดีโอคอร์ส กรณีที่เป็นไฟล์ดิจิตอลรับชมผ่านเว็บไซต์ตัวเอง หากไม่นับค่าอุปกรณ์หรือค่าเอาต์ซอสงานวีดีโอ คุณจะมีเพียงค่าเช่า Host และ Domain name ปีละ 3,000-4,000 บาทเท่านั้น ส่วนยอดขายทั้งหมดหักค่าโฆษณาคือกำไรของคุณ —กรณีขายผ่าน Course store เช่น SkillLane.com เป็นส่วนแบ่งจากยอดขาย คุณได้ 60% และทาง Course store รับ 40%

4. คอร์สสัมมนา และเวิร์คช็อป

สัมมนาเป็นบรรยายมากหน่อย เวิร์คช็อปกิจกรรมเยอะหน่อย มีทั้ง Public เปิดให้ความรู้แบบสาธารณะจ่ายเงินมาเรียน และ In-house คือองค์กรจ้างไปให้ความรู้พนักงาน เหล่านี้เรียกรวมๆ ว่า Live event

สัมมนา Public มีราคาตั้งแต่หลักพันบาท ไปจนถึงหลักหมื่น หลักแสน และหลักล้านบาทก็มีสำหรับการสอนโดยคนระดับโลกและเป็นเวิร์คช็อปเข้มข้นใกล้ชิด ส่วน In-house ผู้สอนอาจมีค่าตัวชั่วโมงละหมื่น ไปจนถึงหลายๆ หมื่น กระทั่งหลักแสน เหล่านี้อยู่ที่เนื้อหา ประสบการณ์ และชื่อเสียง

โดยส่วนตัวผมมองว่าสัมมนาเป็นงานที่เหนื่อยมาก ยิ่งคนเยอะยิ่งเหนื่อย และค่าใช้ใจก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนคน ถ้าจะทำให้อยู่ได้แบบสบายๆ ต้องจัดสัมมนาราคาสูงด้วยและคนเข้าเยอะด้วย

แต่ข้อดีของสัมมนาคือคุณได้พบปะผู้คนจริงๆ หากจัดงานดีๆ ก็จะสามารถสร้าง Connection และ Community ดีๆ ที่ต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นได้ครับ ยกตัวอย่างนักธุรกิจบางคนใช้สัมมนาในการ Upsell ไปสู่ Personal coaching, consulting หรือแม้แต่การทำโครงการร่วมทุนต่างๆ ครับ

สรุป

จากที่เล่ามาคุณอาจมองว่า Infopreneur เป็นอาชีพหรือธุรกิจที่ต้นทุนต่ำกำไรสูง ซีดีชุดละ 500 บาท วีดีโอคอร์สชุดละหลายพันกำไรบานเบอะ แต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่ามูลค่าที่แท้จริงของ Information products ไม่ได้อยู่ที่แพ็กเกจจิ้ง แต่อยู่ที่เนื้อหาที่ทำให้มันมีราคาสูง และความรู้ที่คุณมี คือต้นทุนราคาแพงที่มาจากการศึกษาและสั่งสมมาตลอดช่วงชีวิตของคุณนั่นเองครับ

[separator style_type=”single” top_margin=”40″ bottom_margin=”40″ sep_color=”#81d742″ border_size=”” icon=”” icon_circle=”” icon_circle_color=”” width=”” alignment=”center” class=”” id=””]

ทำไมคนต้องจ่ายเงินซื้อความรู้ ในเมื่อความรู้ฟรีมีเต็มอินเตอร์เน็ต

หนึ่งในทัศนคติที่เป็นอุปสรรคและเกือบทำให้ผมไม่ได้เริ่มต้นขายความรู้คือเรื่องนี้ครับ ผมคิดว่าใครจะมาจ่ายเงินซื้อความรู้จากเราในเมื่อของฟรีก็มีเต็มอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อผมมองดูคนที่ขายหนังสือฮาวทูจนขายดิบขายดี, คนขายคอร์สสัมมนาราคาแพงๆ คนขายหนังสือเสียงกันโครมๆ ก็เลยคิดตามว่า มันก็ขายได้นี่หว่า — อะไรคือเหตุผลที่คนยังคงจ่ายเงินซื้อความรู้ ผมมองเห็น 3 สาเหตุหลักๆ

a. ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตกระจัดกระจาย

ผมเรียนรู้วิธีทำ Blog และการตลาดออนไลน์ด้วยตัวเองจากข้อมูลฟรีบนอินเตอร์เน็ต และกว่าจะเข้าถึง เข้าใจ ใช้เป็นจนสามารถเล่าความรู้ได้อย่างปัจจุบันก็ใช้เวลาเป็นปีที่ผมต้องท่องไปทั่วโลกออนไลน์และเสพข้อมูลอันละนิดละหน่อยจากเว็บไซต์ต่างๆ อยู่นานมาก เหล่านี้กินเวลามหาศาลนำไปสู่เหตุผลที่ 2…

b. คนต้องการประหยัดเวลา

เวลา เป็นสิ่งที่มีค่ามากจนประเมินไม่ได้ หากใช้เวลาไม่เป็นชีวิตจะเปล่าประโยชน์มาก แต่หากใช้เวลาเป็นชีวิตจะรุ่งโรจน์และร่ำรวยมาก การเสพความรู้ที่ปรุงสำเร็จมาแล้ว และโดยคนที่เชื่อถือได้ช่วยให้คนประหยัดเวลาในชีวิตได้มาก นำไปสู่เหตุผลสุดท้าย

c. คนต้องการของสำเร็จรูปและใช้งานง่าย

คนต้องการเสพข้อมูลปรุงสำเร็จที่แพ็กเกจมาแล้ว แทนที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นปี ขอเรียนรู้ผ่านคนอื่นที่ไปศึกษาและทดลองมาแล้วและสอนผ่าน หนังสือ วีดีโอ หรือคอร์สสัมมนา ที่เรียนจบในหนึ่งวัน

กล่าวโดยสรุป คนจ่ายเงินให้กับ Information products เพื่อเป็นการ ซื้อความรู้ ซื้อเวลา ซื้อความสะดวก ในการนำไปประยุกต์ใช้งานต่อครับ!

[separator style_type=”single” top_margin=”40″ bottom_margin=”40″ sep_color=”#81d742″ border_size=”” icon=”” icon_circle=”” icon_circle_color=”” width=”” alignment=”center” class=”” id=””]

เริ่มต้นอาชีพ Infopreneur Part 1:
ตีแตกทัศนคติแห่งความล้มเหลว

Part 1-a: Passion สำคัญไฉน

ธุรกิจ และอาชีพใดๆ ที่คนทำแล้วได้ดี ทำแล้วรวย คนอื่นๆ จะแห่กันมาทำตามและลอกเลียนแบบ แต่ Infopreneur มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากหลายๆ ธุรกิจตรงที่มันลอกเลียนแบบกันยาก

นอกจากความรู้ที่คุณมี อาชีพนี้ขายได้เพราะ แบรนด์บุคคล และสไตล์การสื่อสารเนื้อหา ไม่อาจลอกเลียนแบบกันได้ และไม่ได้แข่งกันที่ราคา ถ้านักเรียนศรัทธาในแบรนด์ของผู้สอนคนหนึ่งแล้ว อีกคนก้าวเข้ามาลอกเลียนแบบก็จะถูกเปรียบเทียบหรือเกิดการไม่ยอมรับจากตลาดได้ง่าย

อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความอึดในการป้อนความรู้ดีๆ ฟรีๆ ออกไป เป็นอาชีพที่ต้องเรียกว่าต้อง ‘ทนรวย’ และ ‘ยืนระยะ’ จนกว่าจะได้รับผลตอบรับจากตลาด ฉะนั้นคุณไม่ควรเริ่มต้นอาชีพนี้เพราะ หวังรวยง่าย รวยสบาย รวยเร็ว เพราะมันจะทำให้คุณ Fail ได้ง่ายๆ

ส่วนตัวผมและพันธมิตร และเพื่อนๆ ร่วมวงการส่วนหนึ่งสร้างธุรกิจ Information business จาก Passion หรือความหลงใหลในความรู้ และความรักในการถ่ายทอดเพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีจากการที่คนไทยมีความรู้ เกือบทุกคนที่ผมรู้จักและประสบความสำเร็จอย่างสูงมักมีจุดเริ่มต้นที่คล้ายกันคือ อยากให้ประเทศไทยมีสิ่งดีๆ แบบนี้ๆ เขาจึงขอเป็นคนผลักดันให้มันเกิดขึ้นมา

เหตุผลนี้ทำให้เราเดินมาได้ไกล แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่เลียนแบบโมเดลการทำงานที่แทบจะเหมือนกันเพียงเพราะเห็นว่าคนกลุ่มแรกทำแล้วมันเวิร์ค แต่เมื่อได้ทำแล้วกลับไม่ประสบผลลัพธ์ และค่อยๆ เงียบหายไปจากตลาด บางคนเปิดเว็บไซต์ขึ้นเป็นหน้า Under construction แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้นแล้วก็เลิกทำไปเลย

Part 1-b: ต้องมี Why ที่ชัดเจน

ความไม่ประสบผลเหล่านั้นเกิดจากการเริ่มทำธุรกิจ Information business เพราะคิดว่ามันคือทางลัดรวยสบาย ซึ่งทัศนคติแบบนี้ไม่มีพลังมากพอที่จะทำให้คุณยืนระยะและฝ่าอุปสรรคไปได้

และที่กล่าวมานี้ไม่ได้แปลว่า มีคนทำอยู่แล้วและคุณจะเริ่มทำบ้างไม่ได้ คุณทำได้ครับ! แต่ต้องมี Why ที่ชัดเจน ทำทำไม ทำเพื่อใคร คุณจะช่วยใคร สิ่งที่คุณทำต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนอื่น เมื่อคุณทำให้คนอื่นดีได้แล้วเมื่อนั้นคุณถึงจะได้รับผลตอบแทนจากคุณค่าที่คุณให้ไป

สุดท้าย.. จงเลือกเริ่มต้นทำจากเนื้อหาที่คุณรู้และรัก เพราะคุณจะต้องเขียน พูด และสอนสิ่งนั้นๆ ไปอีกหลายปี เมื่อคุณมีชื่อและเป็นที่ยอมรับแล้วก็ขยายไปสู่ Niche อื่นๆ หรือขยายไปสู่การสร้างพาร์ทเนอร์นักสอนต่อไป

Part 1-c: Don’t be shy อย่าอายการขาย

เป็นปัญหาระดับรากเหง้าในจิตใจคนไทยที่มองการค้าขายเป็นเรื่องน่าอายทั้งๆที่ชีวิตคนเราก็ผูกพันแน่นเหนี่ยวอยู่กับการค้าขายมาแต่ไหนแต่ไร เหตุการณ์แสนคุ้นเคยเกิดขึ้นกับทุกคน เช่น…

  • คุณไปดูหนังมาแล้วชอบมาก กลับไปคะยั้นคะยอให้เพื่อนไปดูให้ได้
  • คุณไปกินอาหารที่ร้านอร่อยแล้วกลับมาบอกเพื่อนให้ไปกิน ไม่กินเลิกคบ
  • ไปเที่ยวต่างประเทศกลับมาเล่าประสบการณ์จนเพื่อนคุณยอมควักกระเป๋าเป็นหลายๆ หมื่นบาทเพื่อไปเที่ยวตามที่คุณบอก

คนเราผูกพันกับการขายและการตลาด (Sales and Marketing) อย่างลึกซึ่งลงไปในระดับจิตใจ ตลอดชีวิตคุณขายของโดยที่ตัวเองไม่ได้เงินมาช้านานแล้วตามตัวอย่างที่กล่าวไว้ด้านบน และตลอดชีวิตคุณต้อง

  • ขายตัวเองเพื่อให้ได้รับการจ้างงานประจำ
  • ขายตัวเองเพื่อให้ได้รับสัญญาการทำธุรกิจ
  • ขายตัวเองเพื่อให้ได้รับอนุมัติเงินกู้
  • ขายตัวเองเพื่อให้เพศตรงข้ามอยากได้มาเป็นคู่ครอง

การขายเหล่านี้นำมาซึ่งสิ่งแลกเปลี่ยนทั้งตัวเงินโดยตรงและ/หรือ ทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ เช่น Barter, Relationship, Connection เป็นต้น ดังนั้น ทำไมคุณยังจะอายที่จะขายความรู้อีกเล่า!

โลกนี้อยู่ภายใต้กฎแห่งการแลกเปลี่ยน หรือ Law of exchange ทุกอย่างแลกเปลี่ยนเกื้อหนุนกัน ไม่มีอะไรฟรี แม้แต่สิ่งที่คิดว่าฟรีก็ไม่ฟรีเพราะมันจะมีสิ่งชดเชยแลกเปลี่ยนกันในโอกาสที่เหมาะสม ดังนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ การตั้งราคา และการขาย เป็นการนำ กฎการแลกเปลี่ยน มาทำจัดสรรให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ครั้งหนึ่งคุณเป็นผู้มีความรู้และคุณให้ความรู้แลกการยอมรับ —- ครั้งนี้คุณให้ความรู้แลกเงิน, It is law of exchange.

Part 1-d: Don’t wait ให้ถึงวันที่เก่งเทพ

ผมกังวลอยู่นานว่าจะลุกขึ้นมาเขียนหนังสืออีบุ๊คขายดีหรือไม่เพราะกลัวว่าตัวเองรู้ไม่พอ โดยเฉพาะเวลาเห็นคนที่เรารู้สึกว่าเขาเก่งกว่าเอาความรู้ออกมาขาย หรือบางคนก็แจกฟรีทำให้เรายิ่งไม่กล้า

แต่ภายหลังผมได้เรียนรู้ว่า หนึ่งคนหนึ่งชีวิตไม่อาจรู้ได้อย่างถึงที่สุดทุกอย่าง แม้แต่ใน Niche เดียวคุณก็ไม่สามารถเก็บความรู้ทุกซอกทุกมุมได้ ดังนั้นมันมีแค่ รู้แล้ว กับ ยังไม่รู้ และข้อเท็จจริงคือ บางสิ่งที่คุณรู้แล้ว คนที่เป็นอาจารย์อายุ 50-60 ปีก็อาจยังไม่รู้ในบางมุมนั้นๆ ที่คุณรู้แล้ว

ดังนั้นวิธีเริ่มต้นง่ายๆ คือ เมื่อคุณมีความรู้ในระดับหนึ่ง ก็เพียงมุ่งกลุ่มเป้าหมายที่รู้น้อยกว่าคุณเป็นหลัก เช่น คุณสอนวิธีทำเว็บไซต์ด้วย WordPress ขั้นพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายคือคนที่มีความรู้เป็นศูนย์ หากสอนขั้นแอดวานซ์ กลุ่มเป้าหมายคือพื้นฐาน เป็นต้นครับ

เพียงแต่ขอให้รู้จริง ถ่ายทอดเข้าใจง่าย… ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งจาก National Training Lab, Bethel, Maine (USA) คือ ทฤษฏีพีรามิดแห่งการเรียนรู้บอกว่าหลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์คนเราจะจดจำสิ่งที่เรียนผ่านการฟังและอ่านได้เพียงไม่เกิน 10% แต่หากเราลงมือปฏิบัติและนำสิ่งที่ปฏิบัติมาสอนต่อเราจะจดจำความรู้นั้นได้ถึง 75 และ 90% ตามลำดับ นั้นแปลว่าการสอนผู้อื่นคือสุดยอดแห่งการพัฒนาตัวเอง เพราะคุณจะจดจำสิ่งที่รู้ได้แทบจะตลอดชีวิตผ่านการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น

CEOblog-Theory of Learning Pyramid

กรณีศึกษา Ebook วิธีเป็นนักแปลอิสระ

 Original Cover Ebook How-to Freelanceผมมี Ebook เล่มหนึ่งแต่เปลี่ยนชื่อหลายครั้ง บางครั้งตั้งชื่อ คู่มือทำเงินจากอาชีพนักแปลอิสระ บางครั้งตั้งชื่อ เก่งภาษาหารายได้จากงานแปล ฯลฯ เอาเป็นว่าในกรณีนี้ขอเรียกกลางๆ ว่า Ebook วิธีเป็นนักแปลอิสระ ครับ

ผมมีประสบการณ์รับงานแปลอิสระแบบ พาร์ทไทม์ ประมาณ 2-3 ปี โดยก่อนหน้าที่จะได้ลงมือทำงานผมได้ศึกษาข้อมูลในอุตสาหกรรมการแปลอีกเป็นปี จนมีความรู้โครงสร้างอุตสาหกรรมการแปล และหลักปฏิบัติในการเป็นนักแปลอิสระ ถึงแม้ประสบการณ์ผมจะไม่มากมายเป็นสิบๆ ปีแต่ก็สามารถนำข้อมูลและประสบการณ์ที่สะสมกว่า 3 ปีให้คนที่สนใจแต่ข้อมูลเป็นศูนย์ได้เรียนรู้รวดเดียวจบในหนึ่งวัน

ข้อมูลที่ผมเขียนลง E-book ล้วนเป็นข้อมูลที่หาอ่านได้ตาม Blog และ Web board ต่างประเทศทั้งหมด รวมไปถึงบัญชีรายชื่อลูกค้า Translation agency ก็สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์แนว Directory ได้ฟรีๆ แต่ E-book ชุดนี้ขายดีมากเพราะข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นถูกนำมารวมไว้ในหนึ่งเดียวแบบ Step by step จากศูนย์ถึงร้อยซึ่งหากเทียบกับการค้นคว้าเองคงใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะครอบคลุมมากพอที่จะเริ่มต้นปฏิบัติได้

นอกจากนั้น การที่ผมรวบรวมรายชื่อ Translation agency ในต่างประเทศพร้อมอีเมล์แอดเดรสมาลงไว้ในไฟล์ Microsoft Excel ยังสะดวกในการ Copy and Paste แอดเดรสเหล่านั้นเพื่อส่งเป็นอีเมล์ออกไปหาลูกค้าและนำเสนอ Resume ได้อย่างรวดเร็วประหยัดเวลาในการจัดทำรายชื่อด้วยตัวเอง

Ebook วิธีเป็นนักแปล เริ่มเปิดตัวในราคา 270 บาทและปรับราคาไปถึง 370 บาท ยอดขายสะสมหลังหักค่าธรรมระบบชำระเงินแล้วได้ 119,751 บาท หากหักค่าโฆษณา Facebook แล้วกำไรสุทธิน่าจะอยู่ที่ประมาณ 80% และเร็วๆ นี้ผมจะจัดทำออกมาในรูปแบบหนังสือเล่มแบบ Self-publishing

จำได้ไหมครับ?…
เหตุผลที่ Ebook เล่มนี้ขายได้เพราะมันตอบโจทย์คนซื้อ 3 ข้อเป๊ะ!…

  • ข้อมูลฟรีมีก็จริง แต่มันกระจัดกระจายและโอเวอร์โหลดอยู่บนโลกออนไลน์
  • คนต้องการซื้อความสะดวก และความประหยัดเวลา
  • คนต้องการข้อมูลสำเร็จรูปให้ทำตามง่ายๆ

[separator style_type=”single” top_margin=”40″ bottom_margin=”40″ sep_color=”#81d742″ border_size=”” icon=”” icon_circle=”” icon_circle_color=”” width=”” alignment=”center” class=”” id=””]

เริ่มต้นอาชีพ Infopreneur Part 2:
ฮาวทู แนวไหนขายได้เป็นล้าน

มุมมองของนักล่าฝันคือความสุขจากการทำสิ่งที่รัก มุมมองของนักธุรกิจคือทำในสิ่งที่ตลาดต้องการ ถูกทั้งคู่และควรทำให้ทั้งคู่มาบรรจบด้วยกันเพื่อคุณจะได้สนุกและได้เงิน

เพราะ Passion:

การทำในสิ่งที่รักเป็นทุนทางใจให้คุณสามารถยืนหยัดอยู่กับสิ่งที่กำลังทำนั้นๆ ได้นานพอที่จะไปถึงวันที่คุณประสบความสำเร็จ หากปราศจากความรักในสิ่งที่ทำแล้วคุณจะไม่สนุกกับภาคปฏิบัติ เกิดความหดหู่ท้อใจหลังจากเริ่มต้นไปได้ไม่นาน

เพราะ Business:

หากมองแค่ความรักในสิ่งที่ทำแต่ไม่มองผลตอบแทน วันหนึ่งคุณจะแห้งตายไปเสียก่อนเพราะไม่มีเงินมาหล่อเลี้ยงเส้นทางที่คุณรัก การบรรจุอุปนิสัยของนักธุรกิจลงไปในสิ่งที่รักจึงเป็นเรื่องดีเพราะคุณจะเริ่มวิเคราะห์ในมุมของโอกาสทางการตลาดและแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาสร้างคุณค่าและมีรายได้ไปพร้อมกัน

เพื่อไม่ให้คุณต้องเสียเวลาสอนในสิ่งที่รัก แต่ไม่มีใครอยากรู้ ผมขอจำกัด ฮาวทู ที่มีตลาดรองรับแน่ๆ ออกเป็น 3 Category ใหญ่ๆ ได้แก่ How-to ทำเงิน, How-to ความรัก, และ How-to สุขภาพ

ปล. จริงๆ มีวิธีแบ่งหลากหลาย และสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะขายไม่ได้ แต่ 3 Category นี้แบ่งมาให้จำง่าย ไม่ซับซ้อน และค่อนข้างแน่นอนว่ามีตลาดรองรับครับ

Part 2-a: How-to ทำเงิน

สาขานี้เป็นสาขาที่มีตลาดรองรับใหญ่ที่สุดในสามสาขา เหตุเพราะเงินคือปัจจัยสูงสุดของสังคมมนุษย์ เงินสามารถนำพาทรัพยากรที่เหลืออื่นๆเข้ามาในชีวิต ทั้งความรัก และ สุขภาพ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นหนังสือ Best seller มากมายที่เกี่ยวกับ การทำเงิน และ ความร่ำรวย และยิ่งบนโลกอินเตอร์เน็ตแล้ว ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่

ข่าวดีคือคุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจ หรือเศรษฐี จึงจะขายความรู้ในกลุ่มนี้ได้ เพราะกลุ่มทำเงินยังรวมไปถึง วิธีประกอบสัมมาอาชีพต่างๆ เช่น วิธีเป็นฟรีแลนซ์ (อย่างที่ผมทำกับ Ebook วิธีเป็นนักแปล) วิธีเจรจาต่อรองการคู่ค้าหรือลูกค้า วิธีเป็นนายหน้าอสังหาฯ วิธีทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ วิธีสรรหาและนำเข้าสินค้าจากจีน ฯลฯ อีกมากมายซึ่งอาจมาจากประสบการณ์ในงานประจำของคุณได้เลย

กรณีศึกษา Pat Flynn

Pat Flynn เจ้าของเว็บไซต์ www.greenexamacademy.com เขาเปิดเว็บไซต์นี้ขึ้นมาเพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือในการบันทึกความรู้ที่เขาได้จากการศึกษาตำราสถาปนิกในสาขาวิชา LEED หรือ Leadership in Energy and Environmental Design

เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อเรียนจบใหม่เขาได้เข้าทำงานในตำแหน่ง Draft man ให้กับบริษัทออกแบบอาคารแห่งหนึ่งในขณะที่ความฝันของเขาคือการเป็นหัวหน้าทีมสถาปนิก หรือ Job captain แต่การจะเป็นหัวหน้าทีมสถาปนิกได้นั้นต้องมีคุณสมบัติตามที่อุตสาหกรรมกำหนด หนึ่งในนั้นคือการเป็นผู้สอบได้รับใบรับรอง LEED AP Certificate จึงจะสามารถยื่นขอเลื่อนตำแหน่งได้ แต่

การสอบเป็นผู้สำเร็จ LEED AP Certificate นั้นเป็นเรื่องยากและอัตราการสอบผ่านในแต่ละฤดูกาลมีไม่ถึงครึ่งของผู้สมัคร Pat Flynn จึงวางแผนงานการศึกษาเพื่อเตรียมตัวสอบอย่างเป็นระบบและมีวินัย หนึ่งในนั้นคือการศึกษาตำราและตอกย้ำความเข้าใจด้วยการสังเคราะห์บทเรียนออกไปเป็นบทความลงบล็อก หากเขาเข้าใจเนื้อหาอย่างขึ้นใจก็ย่อมต้องสามารถเขียนบทความได้โดยไม่ต้องเปิดตำราหน้าต่อหน้าและส่งผลให้ความเข้าใจด้วยหัวใจนำไปสู่การสอบผ่าน!

แต่ด้วยความที่บทความถูกเขียนลงเว็บไซต์ เนื้อหาถูกแสดงขึ้นโลกออนไลน์สามารถตรวจพบได้ผ่านทาง Google Search Engine เป็นเหตุให้ผู้คนค้นเจอ เมื่อมาเจอกับบทความคุณภาพสูงเกี่ยวกับ LEED ที่เขียนโดยผู้กำลังศึกษาด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเพราะถูกสังเคราะห์มาทำให้ง่ายแล้วโดยมุ่งหวังเพื่อการสอบให้ผ่าน ทำให้ผู้มุ่งหวังที่จะเข้าสอบ LEED คนอื่นๆ ต่างกล่าวถึงบอกต่อและหลั่งไหลกันมารับความรู้จากเว็บไซต์ Green Exam Academy อย่างล้นหลามด้วยปริมาณผู้เข้าชมที่สูงถึงวันละ 5,000-7,000 คน ซึ่งในสมัยนั้น (ประมาณปี 2007-2008) ก็นับว่าเป็นปริมาณผู้เยี่ยมชมที่สูงสำหรับเว็บที่ทำโดยคนไม่รู้เรื่อง SEO (การทำ Search Engine Optimization) และไม่มี Facebook ในขณะนั้น

Pat Flynn จึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการจัดทำเนื้อหาเหล่านี้ให้เป็นระบบระเบียบและขายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาใช้เวลาสองเดือนในการรวบรวมเนื้อหาที่อยู่ภายในเว็บมาบรรจุลงเป็น E-book จัดทำออกมาเป็นภาคเรียนต่างๆ และมีทั้งแบบ E-book และ Audio File และเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการโดยไม่ได้มีการทำการตลาดใดๆมากนัก ด้วยความที่มีคนติดตามมากอยู่แล้วจึงทำให้ Information product ของเขาขายดีมากสร้างยอดขาย $7,126 ภายในเดือนแรกที่เปิดขาย และเติบโตขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ $25,787 ภายในเดือนเดียวในเดือนที่หกของการเปิดขาย ยอดขายสะสมหนึ่งปีของ Information product ด้าน LEED รวมเป็นเงิน $170,442 หรือประมาณ 5.9 ล้านบาท! (Exchange rate 2016 estimate, $1 = THB 35)

หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้กลับไปทำอาชีพสถาปนิกอีกเลย

Part 2-b: How-to ความรัก

ความรัก เป็นนามธรรมที่ทรงพลังและเป็นความต้องการของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนแก่ชรา ส่วนตัวผมเชื่อว่าทุกสิ่งที่เราทำลงไปไม่ว่าจะพัฒนาตัวเองให้เก่งและดูดี มีฐานะมีเงินบ้านรถย่อมมีเป้าหมายสำคัญคือ ความรักและการยอมรับในครอบครัวและสังคม

ในต่างๆ ประเทศมีผลิตภัณฑ์ความรู้ (Information products) มากมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีหาคู่ และการออกเดท รวมไปถึงวิธีรักษาความสัมพันธ์ของคู่รักตั้งแต่ก่อนไปจนถึงหลังแต่งงานยันลูกโต เจ้าของผลิตภัณฑ์ความรู้บางคนมีรายได้คิดเป็นเงินไทยหลายล้านบาทจากการขาย ผลิตภัณฑ์ ขายสัมมนา และขายงานที่ปรึกษา เรื่องความรักความสัมพันธ์

ทั้งนี้ ความรัก ไม่ได้มีเพียงเรื่องคู่ แต่ยังครอบคลุมไปถึง ความยอมรับทางสังคม เช่น การเข้ากับผู้คนได้ การเป็นที่รักในองค์กรไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้านายหรือลูกน้อง การพัฒนาจิตใจและวิธีคิด การมีบุคลิกดี ฯลฯ

Part 2-c: How-to สุขภาพ

สุขภาพดีมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อความสามารถในการทำงานหาเงิน บุคลิกภาพ, จิตใจ, และความรักความสัมพันธ์ สุขภาพจึงเป็นหนึ่งใน ฮาวทู ขายดีที่สุดในโลกและเป็นผลิตภัณฑ์ตลาดคนมีเงินด้วย เพราะเมื่อคนมีเงินกินเงินใช้แล้วพร้อมจ่ายไม่สนใจราคาเพื่อลงทุนกับสุขภาพครับ

กลุ่ม ฮาวทูสุขภาพ ครอบคลุม วิธีออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนสเพิ่มกล้ามกระชับสัดส่วน โยคะ ฯลฯ วิธีโภชนาการ การกินอาหารให้สุขภาพดีมีร่างกายสวยงาม วิธีดูแลร่างกายให้ปลอดภัยหรือหายจากโรค วิธีบริโภคอาหารเสริม วิธีดูแลผิวกายผิวหน้า ฯลฯ เป็นต้น

กรณีศึกษา Steve Kamb

ในประเทศไทยมีคนเป็นผู้รู้ด้านสุขภาพมากมายและมักเขียนบทความสุขภาพแบบ Step by step วิธีทำหุ่นสวยอย่างละเอียดแสดงให้เห็นตั้งแต่ Day-1 ยัน Day-365 ว่าเกิดผลลัพธ์อะไรบ้างลงใน Web board (pantip.com เป็นต้น)

ในต่างประเทศก็ทำ แต่เขาทำลงเว็บไซต์ส่วนตัว (Blog) และสร้างแบรนด์บุคคล สามารถทำผลิตภัณฑ์ความรู้ออกมาขายร่ำรวยได้เงินเป็นล้านๆ บาทกันไปแล้ว ยกตัวอย่าง Steve Kamb แห่ง www.NerdFitness.com

Steve Kamb เริ่มจากวัยรุ่นที่มีปมด้อยจากการถูกคัดออกจากทีมคัดเลือกนักกีฬาเพราะผอมและสุขภาพไม่ดี ทำให้เจ็บใจและหันไปโหมเล่นฟิตเนสจนบาดเจ็บอย่างรุนแรง หลังจากหายบาดเจ็บ เขาจึงปรับทัศนคติตัวเองใหม่และศึกษาวิธีเล่นฟิตเนสที่ถูกต้องและพบว่าการสร้างรายการที่แข็งแรงและสวยงามต้องประกอบไปด้วยการ ออกกำลังและการโภชนาที่เหมาะสมคู่กันไป

เขาปฏิบัติเป็นเวลาหลายปีจนได้ร่างกายที่แข็งแรงสวยงามและสุขภาพที่เลิศมาก จึงเกิดแรงบันดาลใจในการนำความรู้เหล่านี้มาถ่ายทอดลง Blog ชื่อ NerdFiness.com และพัฒนาคอร์สออนไลน์ที่ชื่อว่า Men’s Fitness 101 และ Women’s Fitness 101 นอกจากนั้นยังมี E-book หลายเรื่องและ Live Fitness Camp อีกด้วย

เรียกว่ารวยเพราะ Information ด้านสุขภาพล้วนๆ ซึ่งเรื่องนี้คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ดังนั้นขอเพียงคุณนำความรู้และผลลัพธ์มาทำเป็นธุรกิจ Info ด้านการออกกำลังกาย ปังแน่นอนครับ – โดยปัจจุบันคนที่มีชื่อเสียงในไทยได้แก่ คุณฟ้าใส พึงอุดม แห่ง www.fitjunctions.com

[separator style_type=”single” top_margin=”40″ bottom_margin=”40″ sep_color=”#81d742″ border_size=”” icon=”” icon_circle=”” icon_circle_color=”” width=”” alignment=”center” class=”” id=””]

เริ่มต้นอาชีพ Infopreneur Part 3:
Digital Marketing สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ขายความรู้ให้ได้เงินล้าน

Part 3-a: Authority, Personal Brand และ Tribe องค์ประกอบความสำเร็จ

สินค้าและบริการที่มีตัวบุคคลเป็นตัวขับเคลื่อน อาทิ นักร้อง นักแสดง นักเขียน นักพูด นักปรึกษา รวมไปถึง Infopreneur ทุกแขนง เป็นต้น จะประสบความสำเร็จได้ไม่ใช่เพราะการห่ำหั่นกันด้วยวงครามราคาลดแลกแจกแถมเหมือน น้ำปลา กะปิ

การแข่งขันในอาชีพนี้คือต้องสร้าง คุณค่า ในตัวเอง อัพเกรดความรู้และประสบการณ์จนเป็นจ้าวิชาในสาขานั้นๆ (Authority) แล้วทำ แบรนด์บุคคล (Personal branding) ให้สตรอง! และสร้างฐานผู้ติดตาม (Fans/ Followers) หรือเรียกให้ดิบไปเลยคือ สาวก (Tribe) ที่ภักดี

เมื่อคุณมีทั้ง Authority, Personal branding และ Tribes ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การออกผลิตภัณฑ์ความรู้ของคุณแต่ละครั้งจะได้รับผลตอบรับดีและทำยอดขายกันเป็นหลักแสนหรือแม้แต่หลักล้านภายใน 1 เดือนได้ครับ – แต่ทั้งหมดนี้มันล้วนใช้เวลา ไม่ได้เกิดขึ้นภายในเดือนสองเดือนนะครับ แต่ข่าวดีคือ คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ไดในราคาที่ถูกลงโดยใช้ Digital marketing หรือ การตลาดออนไลน์เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ตัวตนของคุณ

Part 3-b: Digital Marketing

Digital marketing หรือบางคนเรียกว่า Online marketing หรือ Internet marketing ก็แล้วแต่ มีความหมายประมาณเดียวกันคือใช้ช่องทางและเครื่องมือต่างๆ บนโลกออนไลน์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (ว่าที่ลูกค้า) เป็นช่องทางทำการตลาดที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ เข้าถึงคนได้เร็ว และสามารถวัดผลการทำงานได้

5 เครื่องมือหลักสำหรับเริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์

ผมแนะนำ 5 เครื่องมือหลักเป็นพื้นฐานและจำง่ายสำหรับผู้เริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์ เน้นเครื่องมือที่ฟรีหรือเกือบฟรี โดยจะไม่รวมโฆษณาออนไลน์ที่ต้องใช้งบประมาณเยอะๆ อย่าง Facebook Advert หรือ Google AdWord นะครับ

5 เครื่องมือหลักได้แก่….

– Digital content marketing
– Website
– Facebook
– Google
– Email

ไปดูกันทีละตัวครับ!

เครื่องมือ 1: Digital Content Marketing

Content หรือ ‘เนื้อหา‘ คือสิ่งสำคัญในการทำให้คุณเข้าถึงผู้คนบนโลกออนไลน์ โดย Content สามารถอยู่ในรูปแบบ ตัวอักษร ภาพ เสียง ภาพและเสียง เป็นต้น

ในต่างประเทศยกย่องให้ Content is King!  — Content ถูกมองเป็น ‘สินทรัพย์‘ ชนิดหนึ่งเพราะมันสามารถก่อให้เกิดรายได้ทางอ้อม ยกตัวอย่าง Facebook, Instagram, Twitter ธุรกิจมูลค่าหมื่นล้านเพราะเนื้อหามากมายมหาศาลที่สร้างโดย User ด้วยกันเองและดึงดูด User ใหม่ๆเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่บนอินเตอร์เน็ตซึ่งในที่สุดก็ดึงดูดแบรนด์ต่างๆ ให้เข้ามาซื้อโฆษณากับเว็บไซต์ ถ้าไกลตัวไปก็ลองดูเว็บไซต์ Pantip.com มีโมเดลรายได้เดียวกันครับ

หน้าที่ของ Content คือก่อให้เกิดการรับรู้ และดึงดูดผู้คนเข้ามายังแหล่งกำเนิดของเนื้อหา ในกรณีนี้ก็คือเว็บไซต์ เมื่อคนเข้ามาถึงเว็บไซต์แล้ว ที่เหลือแล้วแต่วัตถุประสงค์ของคุณว่าจะทำเงินจากคนเหล่านั้นอย่างไร

วิธีผลิต Content สำหรับ Infopreneur

กรณีนี้ คุณสามารถใช้ Content เป็นเครื่องมือสร้าง Authority ในเนื้อหาที่คุณต้องการสอน ต่อยอดสู่ Personal branding และ สร้าง Tribes เพื่อไปจบที่การซื้อ Information products ของคุณในอนาคต

วิธีผลิต Content สำหรับ Infopreneur คือ เขียนบทความ How-to ที่คุณรู้ (และต้องการสอน) ในระดับที่ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง การเขียนเนื้อหาแนว How-to ที่มีคุณภาพสูงจะทำให้คนรับรู้คุณในฐานะ Expert ในสิ่งที่คุณถ่ายทอด ก่อให้เกิด Trust หรือความไว้วางใจตามมา Trust คือตัวส่งคุณไปสู่ Authority และอื่นๆ ตามลำดับ

การให้ free content คุณภาพสูงเป็นงานต่อเนื่องที่คุณต้องทำเป็นระยะเวลาหนึ่งๆ อาจจะ 3-4 เดือนก่อนปล่อยสินค้าตัวแรก และรักษาความสม่ำเสมอนั้นตลอดไป

เครื่องมือ 2: Website

เว็บไซต์ คือ Platform ในการบรรจุ Content ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประเภทบทความฟรี และเนื้อหาขายของ การมีเว็บไซต์สามารถเชื่อมโยงเข้าระบบ Payment gateway ต่างๆ และเนื้อหาที่อยู่บนเว็บไซต์ก็มีศักยภาพในการถูกค้นเจอบน Search engine ได้ดี

การมีเว็บไซต์จะเพิ่มความน่าเชื่อถือต่อแบรนด์ โดยเฉพาะการเป็น Infopreneur ที่ต้องขายตัวเองและมีตัวเองเป็นแบรนด์บุคคล เว็บไซต์ช่วยยกระดับความเป็นแบรนด์ได้ดีเช่นกันครับ

สำหรับการทำเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่ยาก เว็บไซต์เช่า Host จัด Domain และลงโปรแกรมสำเร็จรูปที่ชื่อ WordPress.org ก็จะได้เว็บไซต์ของตัวเองภายใน 15-30 นาที มี Website theme ให้เลือกซื้อมากมาย ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ด้วยเองประมาณ 5000 บาท เป็นค่า Host + Domain ปีละประมาณ 3000 บาท +/- นิดหน่อยและค่า Themes ไม่เกิน 2000 บาท

วีดีโอสอนทำเว็บไซต์แบบเช่า Host จด Domain และลง WordPress ที่นี่ครับ

วีดีโอภาษาอังกฤษ ความยาว 25 นาที
วีดีโอภาษาไทย ความยาว 90 นาที

เครื่องมือ 3: Google Search Engine

กรณีนี้คือ Google เนื้อหาที่ถูกเขียนลงเว็บไซต์สามารถติด Google ถ้าเป็นเว็บไซต์ใหม่จะติด Google ภายใน 3-7 วัน หากเว็บไซต์ที่เปิดมานานแล้วและมีบทความอัพเดทอย่างสม่ำเสมอสามารถติด Google ภายใน 24 ชั่วโมง แต่จะถูกค้นหาเจอในหน้าที่เท่าไรนั้นอีกเรื่องครับ

การที่เว็บไซต์จะทำอันดับดีๆ มีหลายปัจจัย แต่ขอเล่าปัจจัยหลักสองอันได้แก่ Keyword และ Back links

Keywords: Google จะมีโปรแกรมตระเวนเก็บข้อมูลตามเว็บไซต์ต่างๆแล้วส่งไปเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลใหญ่ของ Google เนื้อหาเว็บไซต์ที่ได้รับการบันทึกแล้วโดย Google เรียกว่า Index

เนื้อหาที่ได้รับการ Index แล้วมีโอกาสถูกค้นเจอผ่าน Google Search Result Page (SERP) โดย Google จะเลือกบทความของเว็บไซต์ใดๆ มาแสดงผลโดยอิงจาก ‘คำค้นหา’ หรือ ‘Keyword’ ที่ผู้ใช้งานป้อนลงไปในกล่อง Search box ในหน้าเว็บไซต์ www.google.com

ยกตัวอย่าง ผู้ใช้งานป้อนคำว่า ‘วิธีลดน้ำหนัก’ Google จะดึงบทความที่มีคำว่า วิธีลดน้ำหนัก มาแสดงผล แต่การแสดงผลนั้นอาจมากถึง 2.4 ล้านผลการค้นหา และบทความที่อยู่หน้าแรกอาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการ ดังนั้น! ผู้ใช้งานจึงป้อนคำว่า ‘วิธีลดน้ำหนัก+โยคะ’ ผลการค้นหาลงมาที่ 5 แสนกว่าผลการค้นหา (รูปตัวอย่างด้านล่าง)

ceoblog infopreneur-soe 01

ceoblog infopreneur-soe 02

สาเหตุของการใช้ Google นั้นเพื่อค้นหาเนื้อหาที่คนๆนั้นกำลังสนใจหรือต้องการแนวทางไปใช้แก้ปัญหา ดังนั้น Infopreneur สามารถใช้ประโยชน์จาก Google ด้วยการเขียนบทความ How-to ดีๆ มีเนื้อหาเชิงลึกและละเอียด เนื้อหาเหล่านี้จะมีโอกาสติด Google แน่นและทนนาน ในระยะยาวคุณมีโอกาสได้ Search traffic แม้จะเขียนทิ้งไว้นานเป็นปีๆ – คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังบทความคุณภาพสูงกับการติดอันดับได้ที่นี่ครับ ‘ทำไมผมจึงลงทุนกับการเขียนบทความ? เจาะลึกกรณีศึกษาและผลลัพธ์จากการผลิตบทความยาวเพื่อ Content Marketing

Back Links: คำค้นหา เป็นตัวกำหนดเบื้องต้นว่าผู้ใช้งานสนใจเรื่องอะไร แต่การที่ Google จะประเมินได้ว่าบทความใดในบรรดาหลายล้านบทความที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหานั้นจะมีประโยชน์เชื่อถือได้ในระดับหนึ่งต้องอาศัย Back links

Back links คือการที่คนอ่านบทความแล้วชอบจึงเอา Links บทความนั้นๆไปแชร์ต่อยังที่ต่างๆ เช่น เว็บบอร์ด เว็บไซต์ส่วนตัว เว็บไซต์องค์กร และในเฟซบุ๊ก Back links เหล่านี้เปรียบเสมือนการโหวตว่าคนชอบและเห็นว่ามีประโยชน์จริงจึงนำไปแชร์ต่อ เป็นสัญญาณในการบอก Google ในลำดับต่อมาว่าบทความนั้นเหมาะแก่การนำมาจัดอันดับต้นๆ เสนอแก่ผู้ใช้งาน Google

นี่เป็นสองปัจจัยหลักจากหลายๆ ปัจจัย ยังไม่นับอายุของเว็บไซต์ที่นำไปแชร์ ความเกี่ยวข้องของเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่นำไปแชร์ ฯลฯ อีกมากมาย และที่เล่ามาเป็นการทำ SEO แบบธรรมชาติขั้นพื้นฐานนะครับ ยังไม่รวมไปถึงการตั้งใจสร้าง Back links ให้ตนเอง ฯลฯ แต่ที่จริงแล้ว หากคุณเข้าใจการทำงานพื้นฐานของ Google และทำบทความดีๆ สม่ำเสมอ ในระยะยาวคุณก็มีโอกาสไต่อันดับ Google อย่างยั่งยืนในขณะที่การตั้งใจทำ SEO มากเกินไปอาจเกิดผลเสียในระยะยาวเช่นกันครับ

เครื่องมือ 4: Facebook 

SEO ใช้เวลาสักพักกว่าคนจะเห็นแต่ Social media โดยขอเน้นเฉพาะเฟซบุ๊กเป็นหลัก — คุณเขียนข้อความหรือเอาลิงค์จากเว็บไซต์ไปแชร์ไม่นานคนก็เห็นกันมากมาย โดยเฉพาะเฟซบุ๊กส่วนตัวหรือแฟนเพจที่มีคนติดตามมากอยู่แล้วก็จะเกิดการแชร์กันกระจาย แต่หากแฟนเพจของคุณยังมีคนติดตามไม่มาก เฟซบุ๊กก็มีโปรแกรมโฆษณาให้คุณซื้อโฆษณาเร่งอัตราการเข้าถึงผู้คนเช่นกัน

วิธีใช้งานเฟซบุ๊กของแต่ละคนแตกต่างกันไป บางคนอาจเน้นประชาสัมพันธ์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่ผมนิยมประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ กล่าวคือจะแยกส่วนตัวเป็นเรื่องส่วนตัวค่อนข้างมาก เน้นไลฟ์สไตล์และอะไรเบาๆ ส่วนเนื้อหาสาระและธุรกิจก็ไปอยู่ในแฟนเพจ แต่พฤติกรรมการสร้างตัวตนบนเฟซบุ๊กที่ผมทำคล้ายกันคือหลีกเลี่ยงการคุยดราม่า การโพสต์ด่า การดูถูกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพราะมันส่งผลต่อทัศนคติที่มีต่อเราของคนที่มาเห็นจริงๆครับ

เฟซบุ๊ก ช่วยสร้าง Awareness ได้ดีเพราะคุณสามารถสื่อสารกับผู้คนได้แบบรายวัน เพียงแต่ขอให้เน้นส่งมอบเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย ขอให้จำไว้เสมอว่าคุณเป็น Infopreneur ไม่ใช่ Net-idol การโพสต์ “ฮัลโหล” “สวัสดีมีความสุข” “กินข้าวหรือยัง” ฯลฯ ไม่มีประโยชน์และอาจลดคุณค่าของแบรนด์บุคคลของคุณครับ

Infopreneur ต้องโพสต์บทความเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่คุณอาศัยอยู่ อาจจะเป็น หลักคิด ฮาวทู แรงบันดาลใจ ฯลฯ เพียวแต่ขอให้มีเนื้อหาสาระที่คนอ่านแล้วได้อะไรกลับไปโดยทำเป็น ข้อความตัวอักษร, ข้อความบนรูปภาพ, ลิงค์โพสต์ไปยัง,บทความในเว็บไซต์, หรือวีดีโอฮาวทู ก็ได้

เพจ Aten Arnon เป็นนักขาย ให้หลักคิดการพัฒนาตัวเองและการทำแบรนด์บุคคล

1

เพจ Sales 101 เป็นนักธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ให้ความรู้เรื่องการขายองค์กรและการบริหารทีมขาย

2

เพจ The CEO Blogger เป็น Infopreneur ให้ความรู้เรื่องธุรกิจออนไลน์และกรณีศึกษาธุรกิจสมัยใหม่

3

เครื่องมือ 5: Email 

Email เป็นที่นิยมใช้ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์องค์กรไปจนถึง Blog ส่วนตัวจะมีการให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์สมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสารทางอีเมล์ การกระทำนี้เรียกว่า Email list building หรือการเก็บรายชื่ออีเมล์

ข้อดีของการเก็บอีเมล์ลิสต์คือเป็นการเก็บ Traffic ที่เข้าเว็บไซต์มาเป็นของคุณ กล่าวคือคนเข้าเว็บไซต์ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปและไม่กลับมาอีกเลย ไม่ใช่เพราะเขาไม่ชอบคุณแต่เขาอาจจะลืม การมีระบบให้คนสมัครสมาชิกเว็บไซต์จะช่วยให้คุณส่งข่าวสารบทความใหม่ๆ รวมไปถึงประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการใหม่ๆไปให้ผู้อ่านโดยตรงทางอีเมล์ โดยไม่ต้องรอ Google มาทำอันดับให้เว็บไซต์ของคุณ

ในบ้านเราอาจยังไม่ค่อยนิยมใช้ Email marketing มากเท่าต่างประเทศ และคนไทยเองก็ไม่นิยมเปิดอ่านอีเมล์ข่าวสารมากเท่ากับการติดตามอัพเดทจากแบรนด์ผ่านทาง Facebook page แต่การเก็บรายชื่ออีเมล์ไว้แต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณนำกลับมาทำประโยชน์ได้ในอนาคตครับ

วิธีเก็บรายชื่ออีเมล์

a) ผู้ให้บริการ
การเก็บรายชื่ออีเมล์ต้องใช้เครื่องมือช่วย แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเป็นเครื่องมือสำเร็จรูปมีผู้ให้บริการอยู่แล้ว คุณเพียงสมัครเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการจากนั้นนำโค้ดไปแปะลงในเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก ก็จะปรากฏเป็นกล่องกรอกอีเมล์

เมื่อคนมาสมัครรายชื่ออีเมล์ ข้อมูลของพวกเขาจะถูกบันทึกไว้ที่ฐานข้อมูลของผู้ให้บริการและคุณสามารถเขียนอีเมล์ส่งไปหารายชื่อเหล่านั้นได้ตลอดเวลา ข้อมูลรายชื่อยังสามารถ Export ออกมาเป็นไฟล์ MS Excel ได้อีกด้วย

ผู้ให้บริการมีหลายราย ขอแนะนำเฉพาะรายหลักๆ นะครับ

1. www.mailchimp.com

2. www.convertkit.com
3. www.getresponse.com

ผู้ให้บริการเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป เริ่มต้นที่เดือนละไม่กี่ร้อยบาทจนไปถึงเดือนละหลักแสนบาทขึ้นอยู่จำนวนคนที่คุณมี แต่บางรายมีให้ทดลองใช้ฟรี และมีนโยบายรับประกันความพอใจ 30 วันบ้าง 60 วันบ้างครับ

จุดเด่นของการใช้เครื่องมือ Email marketing คือระบบจัดส่งอัตโนมัติที่เรียกว่า Auto responder เป็นการเขียนอีเมล์เก็บไว้เป็นชุดและตั้งเวลาส่งตามกำหนดอย่างต่อเนื่องไปหาผู้สมัครรายชื่ออีเมล์แต่ละคนโดยที่คุณไม่ต้องมานั่งส่งเองกับมือทุกวัน เพราะเพียงแค่มีคนใหม่ๆ มาสมัครอีเมล์วันละ 3-5 คนทุกวัน คุณก็แยกส่งอีเมล์แต่ละชุดให้แต่ละคนทั้งคนใหม่คนเก่าไม่ไหวแล้วครับ

b) วิธีกระตุ้นให้คนสมัครอีเมล์
ลำพังเพียงแปะกล่องสมัครอีเมล์ทิ้งไว้เฉยๆ อาจไม่ดึงดูดให้คนลงทะเบียนรายชื่ออีเมล์ ฉะนั้นมันต้องมีวิธีกระตุ้นกันสักเล็กน้อยด้วยการแจกของฟรี

ของฟรีที่นิยมแจกคือ อีบุ๊กฟรี หรือ คอร์สวีดีโอฟรี เป็นต้นครับ คุณสามารถทำของแจกเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองและใช้เวลาไม่นาน อาทิ อัดวีดีโอสอนงานอะไรสักอยาก ชุดละ 5-10 นาที จำนวน 10 ชุดแล้วใช้ระบบ Email autoresponder ตั้งเวลาส่งทุกวันนับจากวันที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์มาสมัครเข้ารายชื่ออีเมล์ของคุณ

กล่องสมัครรายชื่ออีเมล์สามารถออกแบบสวยๆ ได้โดยตรงจากโปรแกรมของผู้ให้บริการครับ สามารถนำไปแปะไว้ที่ Side bar ของเว็บไซต์หรือ คุณจะทำรูปภาพสวยๆ ขึ้นมาใหม่เองโพสต์เป็นลิงค์ลงในเฟซบุ๊กก็ได้ครับ

www.greenexamacademy.com

side bar1

www.securityguardtraininghq.com

side bar2

www.facebook.com/theceoblogger

side bar3

c) การสื่อสารกับผู้สมัครรายชื่ออีเมล์
เมื่อคุณสร้าง Auto responder campaign ขึ้นมาแล้วให้เขียนอีเมล์เป็นชุดเพื่อสื่อสารกับผู้สมัครอย่างต่อเนื่องในช่วงแรกอย่างน้อยก็สัก 3-7 ชุดอีเมล์ (3-7 วัน) เพื่อผู้สมัครจะจดจำคุณได้

อย่างที่บอก คุณสามารถทำเป็นคลิปวีดีโอดีๆ สั้นๆ จำนวน 7 ชุดตั้งเวลาส่งทุกวันนับจากวันที่สมัครอีเมล์

หากคุณทำเป็นอีบุ๊กสั้นๆแบบจบในเล่ม คุณอาจส่งอีเมล์เล่า Tips & Trick ในการทำงานสั้น หรือส่งลิงค์บทความในเว็บไซต์ของคุณตามไปวันละครั้งต่อเนื่องไปอีก 5-6 วัน

หรือคุณอาจจะเขียนบทความยาวบทความเดียวที่มีความหนาเท่ากับอีบุ๊ก 20-40 หน้ารวดเดียวจบแล้วค่อยไปทยอยทำเป็นอีเมล์แยกเป็นบทๆ จำนวน 6-7 ตั้งเวลาส่งวันละบทจนครบก็ได้ครับ

เมื่อคุณให้เนื้อหาที่มีประโยชน์อย่างต่อเนื่องแล้ว จากนั้นเมื่อคุณมีข่าวสารหรืออยากประชาสัมพันธ์สินค้าใดๆ คุณสามารถส่งไปหารายชื่อในอีเมล์ได้ทันที่โดยไม่ต้องอาศัยช่องทางการโฆษณาแต่เพียงอย่างเดียว แต่อย่างที่บอกไว้ ณ ตอนต้นว่าเวลานี้ โฆษณา Facebook ads ก็ยังถือว่าได้ผลเร็วกว่า Email marketing สำหรับในบ้านเรา แต่การสะสมรายชื่อไว้ตอนนี้จะมีโอกาสมีต่อคุณประโยชน์ในวันข้างหน้าครับ

6. Offline Connection

คำว่า คอนเนคชั่น บางครั้งก็ถูกเข้าใจไปว่า เส้นสายของคนมีสตางค์เพื่อใช้เอาเปรียบคนด้อยกว่า การได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนทั่วไป ฯลฯ ถ้าอย่างนั้นลองถามตัวเองดู ระหว่าง พ่อแม่หรือลูกหลานแท้ๆของคุณ กับ คนอื่นที่คุณไม่รู้จัก คุณจะเชื่อใคร จะสนับสนุนใครก่อน? — คุณตอบตัวเองได้อยู่แล้วครับ!

คอนเนคชั่น คือ ความสัมพันธ์ดีๆนี่เองครับ และคนเราย่อมตอบสนองคนที่เรามีสายสัมพันธ์ที่ดีก่อนอยู่แล้ว คุณซื้อของจากแบรนด์ที่รู้จัก คุณซื้อของจากร้านที่คุยกันถูกคอ คุณต้อนรับขับสู้คนที่คุ้นเคย คุณรับข้อเสนอจากคนที่รู้ใจกันมานาน คุณรับคนทำงานที่รู้ฝีกมือกันมาก่อน ฯลฯ เหล่านี้คือ คอนเนคชั่น

คอนเนคชั่น ไม่ได้เป็นการเอาเปรียบเสมอไป แต่หมายถึงการตกลงปลงใจกับคนที่ต่างฝ่ายต่างไว้ใจเพราะรู้จักกัน ดังนั้นการสร้างคอนเนคชั่นคือการสร้างโอกาสที่ทรงพลัง คนที่รู้จักคุณจะซื้อสินค้าของคุณ และแนะนำคนที่เขารู้จักให้มาซื้อสินค้าของคุณต่อๆกันไป เวลามีงานก็อาจจะเชิญคุณไปร่วมงานหรือทำโครงการด้วยกัน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้รับโอกาสผ่าน คอนเนคชั่น ทั้งทางตรงคือรู้จักกันโดยตรง และทางอ้อมคือการบอกต่อเพราะเขารู้จักและไว้ใจที่จะแนะนำเราให้คนอื่นๆ

Infopreneur จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะแผ่ขยายตัวตนออกไปยังโลกออฟไลน์ด้วยการออกไปเจอผู้คนในงานสัมมนาต่างๆ ให้คนได้เห็นได้รู้จัก เข้าไปทักทายวิทยากร แนะนำตัวกันไว้ หากคุยกันถูกคอให้เสนอตัวที่จะช่วยงานเขาในโอกาสหน้าแบบฟรีๆ ไปเลย เพราะการมีโอกาสได้ไปยืนพูดบนเวทีในฐานะ วิทยากรรับเชิญ ในงานสัมมนาเป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ตัวเองที่ยอดเยี่ยมและคุณจะยิ่งเชื่อมโยงกับคนกว้างไกลยิ่งๆ ขึ้นไปอีกครับ

เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่!

3 วิธีสร้าง Passive Income จากความรู้ที่มีอยู่แล้ว

วิธีสร้างธุรกิจการสอนออนไลน์ ด้วยหลักคิดแบบ Lean Startup

วิธีลงทุนกับความรู้หลักหมื่น ต่อยอดสู่รายได้หลักล้าน เป็นไปได้

แกะรอยหนังสือ The Millionaire Messenger: วิธีเปลี่ยนข้อมูลความรู้เป็นรายได้

วิธีสร้างธุรกิจเงินล้านจากการเขียน Personal Blog

7 กลเม็ดพื้นฐาน: สร้าง Digital Content อย่างมืออาชีพตั้งแต่วันแรกบนโลกออนไลน์

1 COMMENT

  1. ข้อมูลดีมากกกกกกกกกกก
    เห็นถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูลมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    ข้อมูลเป็นประโยชน์มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    สุดท้าย
    ขอบคุณมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here