ครูชัยกับแนวคิดสร้างธุรกิจยั่งยืนผ่านเรื่องเล่าของ MJ DeMarco จาก ‘The Millionaire Fastlane’ เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี

0
1798

วันนี้ผมเชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยิน หรืออาจจะได้เป็นเจ้าของหนังสือ The Millionaire Fastlane เรียบร้อยแล้ว — The Millionaire Fastlane ตีพิมพ์ในปี 2011 และเป็นหนังสือขายดีระดับโลกในหมวด Finance & Entrepreneurship เขียนโดย MJ DeMarco

ด้วยภาษาที่แซ่บเว่อร์ เต็มไปด้วยคำหยาบฝรั่งที่บดขยี้หัวใจคนอ่านอย่างถึงพริกถึงขิง เรียกว่าผู้เขียนมีภาษาแบบ ‘กล้าที่จะถูกเกลียด’ ทำให้คนที่ชอบก็ชอบสุดหัวใจ The Millionaire Fastlane มีเนื้อหาเป็น แนวหลักคิดและกลยุทธ์การก้าวเป็นเศรษฐี แบ่งแนวคิดออกเป็น 3 กลุ่ม SideWalk, SlowLane และ FastLane

หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมจนได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในนาม ‘เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี’ ในปี 2016 โดย คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์, คุณพงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย, และคุณธนพร ศิริอัตรกรกุล แล้วก็เป็นไปตามคาด ‘เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี’ กลายเป็นหนึ่งหนังสือขึ้นหิ้งของคนอยากปลดแอดสู่อิสรภาพทางเงินในบ้านเรา

ผมเองเป็นหนึ่งในคนไทยที่ชื่นชอบแนวคิดของหนังสือเล่มนี้อย่างมาก ไม่ใช่แค่ความดิบ แซ่บ ตรงไปตรงมาของผู้เขียน แต่ลักษณะการจำแนกกลุ่มประเภทความคิดแห่งความมั่งคั่งที่ MJ DeMarco ทำออกมานั้นจดจำง่าย หากคุณเคยอ่านซีรีย์ Rich Dad ของ Robert Kiyosaki คุณต้องรู้จัก The Cashflow Quadrant อันโด่งดังที่ทำให้คนเห็นภาพว่าทำไมการทำงานกินเงินประจำจึงรวยช้า (ผมไม่ได้บอกว่าการทำงานประจำไม่ดีนะครับ อันนี้เดี๋ยวจะไปขยายความอีกครั้งเพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน)

Credit image: https://investorjunkie.com/16179/cashflow-quadrant/

 

แต่ The Millionaire Fastlane หรือ ชื่อภาษาไทย ‘เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี’ นำเสนอเหลือ 3 หลักคิด ได้แก่ SideWalk, SlowLane, และ FastLane

SideWalk

อาจใกล้เคียงกับกลุ่ม Employee รวมไปถึง Self-employed ใน The Cashflow Quadrant ของ Robert Kiyosaki — นั่นคือการทำงานด้วยตัวคนเดียวและรับผลตอบแทนเป็น Fix rate และ Flat rate แปลว่า ผลตอบแทนเป็นอัตราเท่าเดิมเป็นประจำไปเรื่อย ๆ ได้แก่ ค่าจ้างแรงกาย ค่าบริการเฉพาะทาง และเงินเดือน ซึ่งหากต้องการมีรายได้จาก SideWalk มากขึ้น คุณต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงานสูงขึ้น แต่สูงแค่ไหนก็ไม่อาจเกินขีดจำกัดของ ร่างกาย และ เวลา ไปได้ ฉะนั้นคุณจะชนเพดานรายได้อย่างรวดเร็ว

โดยหลายคนอาจประหลาดใจว่าทำไม Self-employed จึงมีโอกาสยังอยู่ใน Sidewalk? เนื่องการทำงานแบบ Freelance เป็นนายตัวเองขั้นเริ่มต้น ทำคนเดียว และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง Freelance ยังอยู่ภายใต้กฏของ ‘เวลา’ ถ้าคุณรับจ้างเขียนแบบ คุณคนเดียวไม่มีทางทำงานได้มากกว่า 24 ต่อวัน

SlowLane

ใกล้เคียงกับ Self-employed ขั้นแอดวานซ์และ Business owner ขั้นแรก นั่นคือเริ่มมีทีมงาน อย่างไรก็ดี ตัวผู้ประกอบการยังต้องลงภาค Operation เป็นจำนวนมากอยู่จนรู้สึกว่าตนเองยุ่งกับงานกระจิกระจิกรายวันมากกว่าจะมีเวลาไปพัฒนาและขยายธุรกิจ

FastLane

ใกล้เคียงกับ Business owner ขั้นแอดวานซ์ และ Investor กลุ่มนี้ไม่ได้ลงภาค Operation แล้ว และพาตัวเองออกจากธุรกิจมาเป็นผู้รับรู้และเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ณ ระดับนี้ คุณอยู่ในจุดที่เป็นผู้ใช้ ‘เงินต่อเงิน’ โดยแท้จริง และกระแสเงินของคุณจะเพิ่มขึ้นแบบ Exponential growth โตในอัตราเร่งจนกลายเป็นคนที่มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันกับ SideWalk แต่เปลี่ยนจาก ทำงานไม่ทัน กลายเป็น ใช้เงินไม่ทัน

นิทานกระแทกใจ สะท้อน Mindset เศรษฐี

เกริ่นภาพรวมไปแล้ว ผมจะพาคุณเข้าสาระสำคัญที่อยากนำมาต่อยอดในวันนี้ คือ นิทานอิยิปต์ที่ MJ DeMarco นำเสนอ โดยผมจะเกริ่นนำนิทานนี้แบบคร่าว ๆ ก่อนเข้าประเด็นที่วิเคราะห์ต่อยอดมาได้ ส่วนนิทานเต็ม ๆ ไปหาอ่านจากหนังสือฉบับแปลไทยฉบับเต็มได้เลยครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

กษัตริย์ฟาโรห์ มอบขอเสนออันยิ่งใหญ่แก่หลานชายสองพี่น้องฝาแฝดนาม ชูมาร์ และ อาซู วัย 18 ปีเท่ากัน ให้พวกเขาทั้งสองใช้กองหินที่ กษัตริย์ฯ ทรงเตรียมไว้ และให้แข่งกันสร้างมหาปิรามิดถวายพระองค์ ใครสร้างเสร็จก่อนจะได้รับบัลลังค์ฟาโรห์ และทรัพย์สมบัติไปครองตลอดชีวิต…

โดยมีข้อแม้ว่า ‘ต้องทำคนเดียว

อาซู แฝดน้อง ถือคติ ‘เริ่มก่อนได้เปรียบ‘ รีบเร่งใช้เรี่ยวแรงอันมหาศาลของหนุ่มอายุ 18 ในการแบกก้อนหินทรงสี่เหลี่ยมเข้าไปเรียงบนพื้นที่ที่จัดไว้ เขาทำงานอย่างขยันขันแข็ง วันแล้ววันเล่าไม่มีหยุดจนกระทั่งหนึ่งปีผ่านไป ฐานปิรามิดก็เสร็จสมบูรณ์

อาซู เหลือบไปดูผืนดินของ ชูมาร์ แฝดพี่ กลับว่างเปล่าไม่มีหิน และไม่มีวี่แววที่จะเตรียมทำการใด ๆ ด้วยความสงสัยจึงเดินไปดูที่โรงก่อสร้างที่ห่างไปจากตัวเมือง และพบว่า ชูมาร์ กำลังสร้างเครื่องมือหน้าตาแปลกประหลาดและไม่น่าพิศมัยเอาเสียเลย

“ท่านพี่ทำอะไร?” อาซูถาม…

ชูมาร์ยิ้มมุมปากแล้วตอบว่า “พี่กำลังสร้างปิรามิด”

อาซู ขำและกล่าวเย้ยหยัน “…เชิญทำสิ่งที่โง่เขลาต่อไปและรอวันตายของพี่ได้เลย!…” อาชู แขวะแฝดผู้พี่ก่อนเดินจากไป

“…เพราะความโลภทำให้เจ้าตาบอด…” ชูมาร์ กล่าวตำหนิตามหลัง อาซู

อาซู กลับไปสร้างปิรามิดต่อ และแต่ละชั้นที่สูงขึ้นตามมาด้วยความยากในการขนย้ายหินขึ้นไปเรียง ทำให้เขาต้องแบ่งเวลาไปกับการฝึกความแข็งแรง และการโภชนาการอันเร้นลับที่เพิ่มพลังวังชาให้แก่เขา

ปีแล้วปีเล่า… อาซู เริ่มมีอาการเจ็บปวดและทรมานในการเรียงหิน เขาเริ่มเรียงหินได้ช้าลง ๆ จนกระทั่งการเรียงแต่ละครั้งใช้เวลานานถึง 1 เดือนต่อ 1 ก้อน —- เขาประเมินแล้วว่า กว่าจะเสร็จคงอีก 30 ปี แต่อย่างไรก็ดี เขาต้องเสร็จก่อนแฝดพี่ เพราะรายนั้นยังไม่ได้เริ่มเรียงสักก้อน!

สิ้นเสียงความคิด… ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงเครื่องจักรดังราวกับฟ้าผ่า ชาวบ้านต่างส่งเสียงฮือฮามาตลอดถนน มันคือเครื่องจักรขนาดใหญ่โตราวกับสัตว์ประหลาดที่เต็มไปด้วยฟันเฟือง ท่อนเหล็ก แขนกล และลวดสลิง มีความสูงมากกว่า 700 เมตร และส่งเสียงดังไปไกล ควบคุมการทำงานโดย ‘ชูมาร์

เมื่อถึงไซต์งาน ชูมาร์ บังคับเครื่องจักรในการจัดวางก้อนหิน ก้อนแล้วก้อนเล่าอย่างง่ายดายราวกับเคลื่อนย้ายลังกระดาษ ภายใน 1 สัปดาห์ เขาสำเร็จฐานปีรามิดที่ อาซู ใช้เวลาถึง 1 ปีในการเรียง! ภายใน 1 เดือนครึ่ง เครื่องจักรของชูมาร์สำเร็จงานที่ อาซู ต้องใช้เวลาในการทำถึง 3 ปี!!

อาซู ตกใจกับสิ่งที่เห็น แต่แทนที่จะคิดได้ เขากลับเร่งฟิตร่างกายและทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ทำทัน และในที่สุด… ชูมาร์ สำเร็จปิรามิดถวายฟาโรห์และขึ้นเป็นกษัตริย์ในวัย 26 ปี ส่วน อาซู ก่อสร้างปิรามิดด้วยแรงกายตัวเองและช็อกตายก่อนสำเร็จปิรามิดอีกเพียง 2 ชั้นในวัย 48 ปี….

ชูมาร์ ใช้เวลาสร้างเครื่องจักร 3 ปี และใช้เวลา 5 ปีในการนำเครื่องจักรไปสร้างผลงานจนแล้วเสร็จ

Credit image: http://james-camerons-avatar.wikia.com/wiki/Bucket_Wheel_Excavator


อาชู และ ชูมาร์ สอนอะไรเรา?

อดีคประธานประธานาธิบดี Abraham Lincoln กล่าวว่า “…Give me six hours to chop down a tree and I will spend the first four sharpening the axe…”

วลีนี้คือหลักการเดียวกับพฤติกรรมของ ชูมาร์ และยังเป็นหลักการเดียวกับนักธุรกิจระดับประเทศและระดับโลกมากมาย อาทิ Warren Buffett, Mark Zuckerberg, Jeff Bezos เป็นต้น ฯลฯ นั่นคือการใช้เวลาให้มากกับการ วางแผน และ สร้างรากฐานธุรกิจ ที่จะขับเคลื่อนด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องมีเจ้าของอยู่ในกระบวนธุรกิจไม่ว่าจะ Daily, Weekly หรือ Monthly

คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานที่หวังผลเร็ว งานที่หวังผลเร็วที่สุด ได้แก่ การขายแรงและเวลาแลกเงิน อยากได้เงินมากขึ้นก็เพิ่มชั่วโมงการทำงาน และต่อด้วยการทำงานในวันหยุด (ถ้ามี) การทำเช่นนั้นจะช่วยให้มีเงินเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ไม่อาจเพิ่มแบบทวีคุณ

ทั้งนี้ผมไม่ได้บอกว่าการทำงานรับจ้าง การทำงานประจำไม่ดี การทำงานสุจริตล้วนดีหมด แต่คุณต้องหาโอกาสในการพัฒนาตัวเอง อาทิ การพัฒนาทักษะและความรู้เพื่อผลตอบแทนที่ดีขึ้น เมื่อผลตอบแทนดีขึ้นคุณจะสามารถทำงานน้อยลงแต่มีรายได้สูงขึ้น รายได้สูงขึ้นก็แบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ หรือ เรียกว่า ‘ให้เงินทำงาน’ กรณีนี้คุณก็สามารถเกษียณอย่างเศรษฐีได้เช่นกัน

กรณีแอดวานซ์ขึ้นมาอีกขั้นคือการทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป กรณีนี้คุณจะมีรายได้มากกว่ารับจ้างหลายเท่าตัว แต่การซื้อมาขายไปโดยไม่มีการสร้างแบรนด์เป็น Asset ของตนเอง คุณจะต้องเผชิญกับคู่แข่งก็อปปี้สินค้าและตัดราคาอยู่เรื่อยไป แม้จะเป็นธุรกิจส่วนตัว แต่เป็นธุรกิจที่คุณต้องวิ่งเต้นอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าธุรกิจนั้นเป็นเจ้านายของคุณตลอดไป

สร้างธุรกิจรวยแบบยั่งยืนต้องคิดแบบ ชูมาร์

ชูมาร์ มีแนวโน้มเป็นนักคิดเชิง Quantitative และ Strategic thinking — กล่าวคือมีการคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบว่า 1 คนเรียงปิรามิดได้เท่าไร ใช้กี่แรงคนจึงจะได้เท่านี้ และสร้างเครื่องมือออกมา โดยการวางแผนอย่างดีทำให้โครงการออกมาประสบความสำเร็จเป๊ะและได้สมบัติไปครอง

แต่สิ่งที่ท้าทายกว่า การวางแผน คือ ความมั่นคงทางจิตใจ ของชูมาร์ เพราะหาก ชูมาร์ เกิดความหวั่นไหว เขาจะไม่สามารถทนวางแผนและสร้างปิรามิดเป็นปี ๆ ในขณะที่แฝดน้องเกิดผลลัพธ์นำหน้าไปก่อนแล้ว และนี่คือสิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยในชีวิตจริงล้มเหลวกันมากที่สุด นั่นคือ ทนรอความร่ำรวยไม่ได้ และกระโจนเข้าไปทำธุรกิจอะไรก็ตามที่กระแสกำลังบอกว่า รวย รวยง่าย และรวยเร็ว ซึ่งสุดท้ายก็มักเจ็บตัวกลับมาหลังจากกระแสธุรกิจนั้นหมดไป และวนลูปวิ่งหาช่องทางใหม่ ๆ อย่างไม่จบสิ้น

4 ขั้นตอนสร้างธุรกิจแบบยั่งยืน

ต่อไปนี้เป็นหลักคิดการสร้างธุรกิจแบบยั่งยืนครับ

1. ค้นหาความต้องการของลูกค้า

Marketing หรือ การตลาด แปลอย่างเรียบง่าย คือ การค้นหาความต้องการของลูกค้า การสรรหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการมาประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ไปจนถึงการคิดกระบวนการส่งมอบให้ถึงมือ เมื่อคุณพบแล้วว่า ผู้คนในตลาดต้องการอะไร และ พวกเขาอยู่ที่ไหน นั่นแปลว่า คุณพบขุมทรัพย์แล้ว

2. สรรหาสินค้าที่เป็นที่ต้องการ

ต่อจากนั้นคือการเสาะแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการ ยิ่งคุณมีความละเอียดรอบคอบในการสรรหาสินค้ามากเท่าไร คุณก็จะได้สิยค้าที่มีคูณภาพดีในราคาเหมาะสม ก่อเกิดส่วนต่างของกำไรให้เล่นกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ ได้อย่างดี และอย่าลืมว่า การสรรหาสินค้ามาขายต่อในลักษณะนี้เป็นไปเพื่อการวางรากฐานไปสู่ข้อ 3

3. สร้างแบรนด์ธุรกิจของตนเอง

หัวใจของการทำธุรกิจอย่างนั่งยืนคือการมี แบรนด์ เป็นของตัวเอง เพราะผู้บริโภคมีโอกาสภักดีต่อแบรนด์ และแบรนด์จะเป็นทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว และป้องกันคู่แข่งที่เข้ามาขายสินค้าเหมือน ๆ กันกับคุณในสมัยที่คุณยังไม่มีแบรนด์ — ทั้งนี้การสร้างแบรนด์มี 3 แบบหลัก ๆ ในกรณีนี้

แบรนด์สินค้า: ขั้นพื้นฐานสุดคือการสร้างแบรนด์สินค้าของตนเอง ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานมากมายให้คุณติดต่อผลิสินค้าและประทับยี่ห้อของคุณลงไป ทั้ง อาหารเสริม เครื่องสำอาง และแฟชั่น

แบรนด์แพลทฟอร์ม: ในกรณีที่คุณไม่ต้องการสร้างแบรนด์สินค้า แต่อยากคงสถานะเป็นผู้ซื้อมาขายไป คุณอาจมุ่งพัฒนาตัวเองเป็นแพลทฟอร์มขายสินค้าที่ทรงพลังก็ได้ ยกตัวอย่าง Lazada, LookSi (ชื่อเดิม Zalora), Amazon เป็นต้น เหล่านี้เป็นการลงขายสินค้าของแบรนด์อื่น แต่เพราะแพลทฟอร์มของเขามีประสิทธิภาพสูงมากทั้งในด้านของ Traffic ที่วิ่งเข้าร้าน จำนวนสินค้า ระบบการซื้อขาย และราคา ทำให้ลูกค้าเลือกมาซื้อที่เว็บไซต์ของพวกเขา

แบรนด์สื่อการตลาด: กรณีนี้หลายคนอาจไม่คุ้น… แบรนด์สื่อการตลาด ได้แก่ เว็บไซต์ข่าวต่าง ๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเว็บไซต์ข่าวมีรายได้จากการขายพื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์ แต่ในต่างประเทศ เว็บไซต์ข่าวก็ผันตัวเองไปเป็น E-Commerce Store แล้ว อาทิ CNN Store และ Mashable Store เป็นต้น

4. สร้างเครือข่ายพันธมิตร

สร้างเครือข่ายพันธมิตร ในบริบทที่ผมพูดถึงคือการสร้างระบบตัวแทน ซึ่งอาจจะเหมาะกับคนที่ทำแบรนด์ อาหารเสริม และ เครื่องสำอาง ซึ่งธุรกิจนี้หากทำจริงจังก็จะใช้เงินลงทุนสูงนับสิบล้านบาทสำหรับค่าการตลาดและสร้างแบรนด์ แต่ปัจจุบันมีนักธุรกิจแบรนด์อาหารเสริม และ เครื่องสำอางจำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จจากการสร้างฐานตัวแทน และให้ตัวแทนเป็นทั้งทัพการตลาดและผู้แทนขายในการบอกต่อแบรนด์ของตน ภายใต้หลักคิด ใช้ดีจึงบอกต่อ ใช้สินค้าให้คนอื่นดูก็ได้เงิน บอกต่อก็ได้เงิน การทำธุรกิจระบบตัวแทนเป็นการ Leverage ธุรกิจผ่านคน และสามารถสร้างการเติบโตแบบ FastLane ได้ครับ

สรุป

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ผมเปิดหัวเรื่องด้วยหนังสือ The Millionaire Fastlane’ เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี
และจบด้วยหลักคิดการสร้างธุรกิจสายยั่งยืนสำหรับบ้านเรา

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.