ครูชัยชวนอ่าน หนังสือธุรกิจสุดคลาสสิก 6 เล่ม ที่คนประสบความสำเร็จต้องไม่พลาด

0
612

ไม่มีคนประสบความเร็จคนใดที่ไม่อ่านหนังสือ’ ทวนอีกครั้งนะครับ ‘ไม่มี’ คนประสบความสำเร็จคนใดที่ ‘ไม่อ่าน’ หนังสือ!

ผม (ครูชัย) เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 18-19 ปี ช่วยให้ผมมีโอกาสได้รู้จักและติดตามคนประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมากพอที่จะแน่ใจในระดับหนึ่งว่าพวกเขามีพฤติกรรมที่เหมือนกันหมดคือเป็น ‘นักอ่าน’ และ อ่านหนักมาก

แม้แต่นักธุรกิจและนักบริหารระดับโลก อย่าง Warren Buffett ใช้เวลามากกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตประจำวันไปกับการอ่าน อ่านหนังสือ อ่านข่าว อ่านงบการเงิน ฯลฯ ในขณะที่ Mark Cuban ใช้เวลาประมาณ 13-15% ต่อวันไปกับการอ่าน

ส่วน Bill Gates อ่านหนังสือไม่ต่ำกว่า 50 เล่มต่อปี และ Mark Zuckerberg เคยมีรายงานว่าอ่านหนังสือจบราว ๆ 30 กว่าเล่มในปี 2015 แม้จะยุ่งแค่ไหนก็ตาม ทางฝาก SpaceX และโครงการสร้างโลกใหม่บนดาวอังคารของ Elon Musk เกิดขึ้นเพราะการอ่านหนังสือ Science Fiction ในวัยเด็ก และเขาทำการศึกษาพื้นฐานการสร้างจรวดจากหนังสือครับคุณพระ!

นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังไม่นับ CEO ตัวท็อป ๆ ขององค์กรต่าง ๆ ที่ในต่างประเทศสำรวจกันมาว่าพวกเขาอ่านหนังสือเฉลี่ยเดือนละ 4-5 เล่ม เมื่อรู้อย่างนี้แล้วคุณจะไม่อ่านได้อย่างไร? และในฐานะที่ผมก็เป็นนักอ่านคนหนึ่ง ผมขอยืนยัน นั่งยัน และนอนยันว่าการอ่านทำให้ผมมีวันนี้ ใครเคยฟังประวัติของผมต้องรู้ว่าผมอ่านตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนอายุ 12-13 ปี ผมเริ่มอ่านพวกธุรกิจ การเงิน การลงทุน และวันนี้ผมนำ หนังสือธุรกิจสุดคลาสสิค 6 เล่ม เล่มที่คนอยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน มาแนะนำครับ

1. Rich Dad Poor Dad โดย Robert Kiyosaki

เปรียบกับยาสามัญประจำบ้านไปแล้ว ถือเป็นซีรีส์หนังสือขึ้นหิ้งที่หลายคนอ่านแล้ว หรือยังไม่ได้อ่านแต่รู้จักและจด ๆ จ้อง ๆ อยู่ ไม่ต้องจ้อง ไปหามาอ่านได้เลยครับ

หนังสือในตระกูล Rich Dad Poor Dad หรือแปลไทยว่า พ่อรวยสอนลูก โดย Robert Kiyosaki เป็นหนังสือที่ผมอ่านตั้งแต่อายุ 12-13 ปี เป็นหนังสืออ่านง่ายย่อยง่าย ขอใช้คำตรง ๆ ว่าเหมาะสำหรับคนเริ่มต้นอยากรวย เพราะตอนนั้นผมก็อยากรวยจริง ๆ แนวคิดที่ทำให้ซีรย์ชุดนี้ถูกกล่าวขานจนเป็นตำนานคือ ‘เงินสี่ด้าน’ หรือ การมีรายได้ 4 มิติ ได้แก่

Employee
คือ ลูกจ้าง ใช้ร่างกายตัวเองรับจ้างคนอื่นโดยไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ใด ๆ มิตินี้ผมทำตอนไปสมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ McDonald ตอนจบมัธยมปลาย

Self Employed
นายตัวเอง ใช้ร่างกายแต่เป็นเจ้าของสินทรัพย์ เช่น เป็น Personal brand ของตัวเอง ได้เงินเยอะขึ้น และจะเยอะขึ้นตามปริมาณและชั่วโมงทำงานของคุณ มิตินี้ผมทำตอนรับจ้างเป็นติวเตอร์สอนนักเรียนเตรียมสอบเข้าโรงเรียนสาธิตปทุมวัน โดยผมมี Personal brand เป็นสินทรัพย์ที่คนไว้วางใจมาจ้างให้ติว

Business Owner
เจ้าของกิจการที่อาศัยใช้คนและระบบทำงานแทนเป็นส่วนใหญ่ โดยตัวเจ้าของอยู่ในจุดที่ คิด วางแผน และบริหารห่าง ๆ ห่างมากห่างน้อยแล้วแต่ การเงินมิตินี้เกิดขึ้นหลังจากผมเปิดโรงเรียน Big Brain และเริ่มจ้างทีมอาจารย์มาสอนตั้งแต่นั้นมา

Investor
นักลงทุน อาศัยเงินสดส่วนเกินจำนวนมากที่เกิดจาก Self employed หรือ Business owner ไปลงทุนในกิจการที่คุณวิเคราะห์มาดีแล้วและไม่ต้องคิดเรื่องบริหารแล้ว เพราะกิจการเหล่านั้นมีทั้งผู้บริหารและคนทำงานแทนทั้งหมด การเงินมิตินี้เกิดหลังจาก Mind English ที่สร้างกระแสเงินสดจำนวนมากจนผมผันตัวไปเป็น Investor

จะเห็นว่าความร่ำรวยมีระดับของมันและหนังสือ Rich Dad Poor Dad สอนให้คุณรู้ว่าถ้าอยากจะรวยต้องทำอย่างไรก่อน ไม่ใช่อยากรวยก็กู้เงินมาทำกิจการเลยแบบนั้นอาจจะเจ๊งได้ หนังสือแนะนำว่า ถ้าคุณเริ่มจากศูนย์ ความรู้และประสบการณ์คือ ‘สินทรัพย์’ ของคุณ จงเริ่มทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์เพื่อขยับไปทีละระดับ ใช้แรงแลกเงิน ใช้ความรู้แลกเงิน ใช้คนและระบบ และจบที่ใช้เงินต่อเงิน!

2. The 21 Success Secrets of Self Made Millionaires โดย Brian Tracy

หนังสือเล่มนี้มีแปลไทยในชื่อ ‘พ่อไม่รวยก็รวยได้’ โดย Brian Tracy นักขายมือทองรุ่นเดอะ ปัจจุบันแกเป็นนักเขียนและโค้ชสอนการขายและการพัฒนาตัวเองที่สื่อสารอย่างเข้าใจง่ายและเป็นระบบ

ด้วยความที่ตอนเด็ก ๆ ฐานะธรรมดา ๆ บางอย่างอยากได้แต่ไม่ได้เพราะทางบ้านบอกว่าแพงเกินไป ผมจึงตัดสินใจว่า “กูต้องรวยด้วยตัวเองให้ได้” ซึ่งรวยแค่ไหนคือรวยก็ไม่รู้ และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรก็ต้องไปศึกษา และคำว่ารวยด้วยตัวเองมันคือ Self-made ดังนั้นผมต้องศึกษาว่าคนที่รวยแบบ Self-made นี่มีกระบวนการอย่างไร

ซึ่งก็ไม่เซอร์ไพร์ซเมื่อ Brian Tracy บอกว่าถ้าคุณไม่ได้รวยมาแต่เกิดแล้วจะมา Self-made คุณต้องทำงานให้หนักกว่าคนปกติ ซึ่งพอผมมาเริ่มธุรกิจติวเตอร์ผมก็ทำงานหนักมาก หนักจนมองย้อนกลับไปว่า “เฮ๊ย กูทำไปได้ยังไง” ชีวิตวัยรุ่นพังพินาศหมด พังพินาศไม่ใช่เพราะเที่ยวจนเสียผู้เสียคน แต่ไม่ได้เที่ยวอะไรแบบวัยรุ่นเขาทำกันเลย เรียนเสร็จ ไปสอน กลับบ้านนอน เสาร์อาทิตย์สอนต่อ แต่มันได้ผล!

คุณอยากได้ผลลัพธ์ คุณต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น คุณต้องแลกมาด้วยบางอย่าง เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง แต่ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณจะมีชีวิตในแบบที่คนอื่นอิจฉา แต่ไฮไลท์ไม่ได้อยู่ที่ทำงานหนักอย่างเดียว ขยันแล้วต้องฉลาดคิดด้วย แนวคิดที่ผมได้และชอบมากคือ

“ฝันให้ใหญ่ กำหนดเป้าหมายให้ชัด และอย่าคิดว่าตัวเองเป็นลูกจ้าง”

ฝันใหญ่และกำหนดว่า อยากได้-อยากมี-อยากเป็นอะไร เอาให้ชัดคุณจะได้ลงมือทำได้ถูก และที่สำคัญอย่าคิดแค่ว่าตัวเองเป็นลูกจ้าง Brian Tracy เรียกมันว่า Myself company limited คุณรับจ้างก็จริง แต่จงคิดว่าคุณเป็น นายตัวเองด้านบัญชี นายตัวเองด้านการขาย นายตัวเองด้านจัดซื้อ ฯลฯ คิดแบบนี้คุณจะมองมุมใหม่และใส่ใจพัฒนาตัวเองทำให้วันหนึ่งคุณกลายเป็น นายตัวเองจริง ๆ

3. The Psychology of Selling โดย Brian Tracy

ยังอยู่กับป๋า Brian Tracy นะครับ โดยคราวนี้เป็นเรื่องของการขาย งานที่หลายคนอาจร้องยี้ ไม่ชอบขาย ไม่อยากขาย และไม่อยากตกเป็นผู้ถูกขาย!

แต่ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ถ้าคุณไม่ชอบเรื่องขาย ๆ โอกาสประสบความสำเร็จก็เลือนลาง เพราะไม่มีงานอะไรที่จะทวีคูณรายได้ได้ดีเท่ากับงานขาย คนรวย ๆ บนโลกนี้ล้วนเป็นนักขาย และในวันที่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจคุณก็ยังต้องขายนะครับ คุณต้องขายสินค้าให้แก่ลูกค้า คุณต้องขายไอเดียให้แก่นายทุน คุณต้องขายวิสัยทัศน์ให้แก่ทีมงาน การขายอยู่รอบตัวคุณ… ว่าแต่ทำไมคนถึงไม่ชอบการขาย

ที่มาความคิดในแง่ลบเกี่ยวกับการขาย ที่ผมสรุปได้จากหนังสือ ได้แก่…

1) กลัวเสียเงิน
ถ้าคุณถูกขาย คุณอาจรู้สึกว่าอีีกฝ่ายจ้องจะเอาเงินออกจากกระเป๋าคุณ และความรู้สึกนี้ส่งผลไปยังตอนที่คุณจะขายของให้คนอื่นด้วย ต้องปรับทัศนคติ เปลี่ยนจากความรู้ว่าจะถูกเอาเงิน ไปเป็นความรู้สึกถึงโอกาสในการได้รับสิ่งดี ๆ เพราะของดีเขาจึงมาบอกต่อ เพราะของดีเขาจึงอยากให้คุณได้ซื้อ

นึกถึงเวลาคุณไปกินอาหารร้านโครตอร่อย แล้วคุณกลับมาเชียร์เพื่อนให้ไปกินจนเพื่อนคุณไปกินจริง ๆ โดยที่คุณก็ไม่ได้ค่านายหน้าอะไรจากร้านนั้น คุณทำได้เพราะมันไม่มีเงื่อนไขเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยว แต่อย่างไรก็ดี เพื่อนคุณต้องเสียเงินค่าน้ำมันเดินทางไปกิน กินเสร็จก็ต้องจ่ายเงินค่าอาหารอาจจะเป็นพัน ๆ บาทถูกต้องไหม ลองคิดใหม่ การขาย คือ การนำเสนอสิ่งดี ๆ และการซื่อ คือโอกาสในการได้เป็นเจ้าของสิ่งดี ๆ ครับ

2) กลัวถูกปฏิเสธ
คนเรามักเจ็บปวดเวลาถูกปฏิเสธ แต่สำหรับนักรักตัวยงไม่เคยแคร์เมื่อถูกเพศตรงข้ามปฏิเสธ เขามองว่าคนที่ปฏิเสธกำลังพลาดสิ่งที่ดีที่สุด และหน้าที่ของเขาคือพัฒนาตัวเองและไปต่อ ธุรกิจและการค้าก็เช่นกัน ถ้าลูกค้าปฏิเสธ มันไม่ใช่เพราะคุณไม่ดีเสมอไป บางอย่างอาจยังเข้าใจไม่ตรงกัน ความต้องการยังไม่แมทช์ หรือเขาอาจพลาดคุณค่าที่คุณจะมอบให้ จำไว้ว่า การถูกปฏิเสธไม่ใช่เพราะคุณไม่ดีเสมอไปครับ

ฉะนั้นคุณต้องทำอย่างไร? สรุปหลักคิดเป็น 4 ข้อดังนี้ครับ…

Specialization กำหนดประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงของธุรกิจ สินค้า และบริการของคุณ

Differentiation
สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง หาจุดบกพร่องที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็มจากแบรนด์อื่น ๆ

Segmentation
กำหนดกลุ่มเป้าหมายและหากลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับความเฉพาะของสินค้าของคุณ

Concentration
และทุ่มเท่ความสนใจไปที่กลุ่มเป้าหมายที่คุณหาเจอแล้ว

กรณี Mind English เกิดจากปัญหาการเรียนภาษาแบบท่องจำไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเมื่อประสบฝรั่งซึ่ง ๆ หน้า ผมจึงสร้างธุรกิจสอนภาษาที่ชูประเด็นการเรียนภาษาแบบเด็กทารก ไม่เน้นท่องแกรมม่า และสื่อสารที่เข้าใจออกมาจากใจจริง ๆ และผมก็โฟกัสไปที่คนอยากเรียนแบบนี้ แม้ช่วงที่ทำจะถูกโจมตีบ้างจากคนที่ไม่เชื่อในหลักการนี้ แต่ผมไม่ได้โฟกัสไปที่การเปลี่ยนความเชื่อฝ่ายตรงข้าม ผมโฟกัสคนที่เชื่อในแนวทางของ Mind English

ต่อมาผมมาทำแฟนเพจ MIB Marketing in Black ให้ความรู้เรื่องการตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วงนั้นเป็นตลาด Red ocean คนพูดเรื่องการตลาดออนไลน์กันเยอะ แต่เน้นพูดคร่าว ๆ และให้ไปซื้อคอร์สเรียนต่อ แต่ผมเล่าเป็น Long form content เนื้อหาเจาะลึกจนต้องร้องขอชีวิตกันไปเลย เรียกว่าใครอ่านบทความฟรีก็ไปทำตามได้แล้ว แต่ผลลัพธ์กลับผิดคาด ผู้คนสนใจมาเรียนคอร์สเวอร์ชั่นจ่ายเงินเป็นจำนวนมากหลังจากได้อ่านบทความฟรีที่เอาไปใช้ได้จริงแล้วก็ตาม

4. The 7 Habits of Highly Effective People โดย Stephen Covey

หนังสือเล่มนี้มีแปลไทยชื่อ 7 อุปนิสัย พัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง โดย Stephen Covey นักธุรกิจ นักคิด นักเขียน นักพูด และอดีตอาจารย์ที่ Jon M. Huntsman School of Business

ที่ผ่านมาคุณอาจได้ยินคำว่า Active และ Passive บ่อย ๆ จริง ๆ สองคำนี้มันมีเส้นกันบ้าง ๆ อย่างเหลือเชื่อคือ คน Active ดูกระตือรือร้น แต่เขาอาจกระตือรือร้นเมื่อถูกจี้ถูกสั่ง แต่หากไม่มีใครมาบังคับก็จะอยู่เฉย ๆ กลายเป็น Passive คือ เฉื่อยชาไป ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงชูอุปนิสัยที่สำคัญขึ้นอีกหนึ่งขั้นคือ Proactive

คนที่ประสบความสำเร็จสูงต้องเป็นคน Proactive คือ ไม่ใช่แค่รอถึงจะลุกลี้ลุกลนทำอย่างจริงจัง แต่เป็นคนที่เฝ้าสังเกต เรียนรู้ วิเคราะห์ และเข้าหา หรือ ‘Approach’ ไปยังเป้าหมายก่อน โดยไม่รอให้ใครมาจี้ คน Proactive จึงมักมีความพร้อมของ ข้อมูล และ กระบวนการ ในสิ่งที่ต้องทำทั้งระยะสั้น กลาง และยาว

นอกจากนั้นผมยังได้เรียนรู้หลักการจัดการกับงาน 4 ด้าน ที่สามารถนำมาใช้กับการบริหารตัวเองในวันที่ ‘หนังสือก็ต้องเรียน ธุรกิจก็ต้องทำ’ นั่นคือ

เรื่อง สำคัญ และ เร่งด่วน
เรื่อง สำคัญ แต่ ไม่เร่งด่วน
เรื่อง ไม่สำคัญ แต่ เร่งด่วน
เรื่อง ไม่สำคัญ และ ไม่เร่งด่วน

ฉะนั้นการเป็นคน Proactive อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทักษะในการบริหารความสำคัญของงานภายใต้เวลาที่จำกัดได้ด้วยถึงจะได้ผลลัพธ์ในชีวิตอย่างแท้จริงครับ

5. ReMote โดย Jason Fried

หนังสือเล่มนี้แปลไทยในชื่อ ‘สร้างธุรกิจให้ได้ดี ไม่ต้องมีออฟฟิศ’ เขียนโดย David Heinemeier Hasson และ Jason Fried โดยคนแรกเป็นโปรแกรมเมอร์ และคนที่สองเป็นเจ้าของธุรกิจซอฟต์แวร์นามว่า Basecamp โดยเจ้าตัวสามารถสร้างธุรกิจที่มียอดขายหลักร้อยล้านเหรียญต่อปี โดยใช้จำนวนพนักงานประจำที่น้อย และชั่วโมงปฏิบัติก็น้อยกว่าธุรกิจทั่วไป โดยพนักงานส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์และเอาต์ซอสที่กระจายตัวอยู่ตามรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา และบางคนก็อยู่คนละประเทศ

หนังสือเล่มนี้อาจไม่ใช่หนังสือ Non-fiction สุดคลาสสิคแบบเล่มที่เล่ามาก่อนหน้า แต่เป็นหนังสือเลอค่าที่เล่าเรื่องง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ตรงเด็น เป็นเกร็ดความรู้ที่นำไปใช้ได้แทบจะทันทีและเป็นแรงบันดาลใจให้ผมตัดสินใจลองบริหารธุรกิจแบบ ‘ไม่ต้องมีออฟฟิศ’ โดยนำร่องโมเดลนี้ผ่าน Marketing in Black โดยพนักงานทุกคนไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ทำงานจากที่บ้าน ประสานงานผ่าน Cloud และนัดเจอเพื่อประชุมสัปดาห์ละครั้ง!

6. Zero to One โดย Peter Thiel

เล่มนี้มีแปลไทยในชื่อ จาก 0 เป็น 1 วิธีสร้างธุรกิจให้ขึ้นเป็นเบอร์ 1 สำหรับคนที่เริ่มจาก 0 โดย Peter Thiel เพื่อนของ Elon Musk และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และยังเป็นนายทุนคนแรก ๆ ของ Facebook โดยเขาได้สร้างความมั่งคั่งให้ตนเองได้จำนวนมากหลังจากลงทุนดังกล่าวและภายหลัง Facebook จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นขยับขึ้นไปเป็นอันมาก

แนวคิดในหนังสือเล่มนี้อาจมีหลายแง่มุม แต่ผมขอหยิบยกมุมมองที่ผมได้รับมาเป็นตัวหลัก ได้แก่

1. คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกเพื่อจะเป็นเบอร์ 1
Mark Zuckerberg ไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้ายที่ทำโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก่อนหน้านั้นมี Hi5 และก่อนหน้านั้นมีโซเชียลเน็ตเวิร์คที่พัฒนาโดย Tony Hsieh แต่เขาไม่ได้ปล่อยออกสู่ตลาด หลังจาก Mark Zuckerberg เปิดตัว Facebook ก็มีคนทำและคิดจะทำโซเชียลเน็ตเวิร์คตามมาพอสมควร แต่ก็ไม่มีใครสู้ได้

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรก แต่คุณต้องเป็นคนที่ทำมันให้ได้ดีกว่าคนปัจจุบันและดักทางคนที่จะมาใหม่ในอนาคต คุณจึงจะประสบความสำเร็จแบบ Zero to One

2. หาช่องว่างของตลาดและเติมเต็มมัน
Facebook ประสบความสำเร็จเพราะทั้ง เติมเต็มสิ่งที่ขาด และ ตัดออกสิ่งที่มี หลายคนค่อนแคะว่าสู้ Hi5 ไม่ได้ เพราะ Hi5 แต่งเทมเพลทได้ มีสกินให้เลือก มีหน้าเว็บฟรุ้งฟรุ้ง ฯลฯ แต่ Facebook ตัดสิ่งเหล่านั้นออกทั้งหมด แต่เติมเต็มในส่วนที่ใช้งานจริงต่าง ๆ เข้าไปแทนที่ Hi5 ทำไม่ได้ (ในตอนนั้น) เช่น กระดานข่าวสาร การแท็ก การแชร์ ฯลฯ การทำให้เกิดความรู้สึกของสังคม ที่แม้อยู่ห่างกันคนโลกซีกโลกก็รู้สึกอยู่ใกล้กัน

Instagram ก็เช่นกัน เริ่มต้นจากแอปพลิเคชั่นที่ทำหน้าที่หลายอย่างในตัวเดียวจนมั่วไปหมด ภายหลังผู้ก่อตั้งจึงตัดฟังชั่นทั้งหมดออกและเหลือเพียง ถ่ายรูป ฟิลเตอร์ และแชร์ขึ้นโซเชียล เพียงเท่านี้ Instagram ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง ในขณะที่ Snapchat ถ่ายวีดีโอสั้น ๆ ที่ฟิลเตอร์ลูกเล่นได้ และจะลบตัวเองออกไปเมื่อถึงกำหนด เพียงเท่านี้ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง

เหล่านี้เป็นการหาช่องว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ และโฟกัสที่สิ่งนั้น ๆ ก็สามารถตอบโจทย์ Niche market ของตนได้

3. ไม่มีเบอร์ 1 ถึง 2 คน
ไฮไลท์สำคัญคือ เมื่อข้อ 1 และข้อ 2 เกิดขึ้นแล้ว เขาจะครองเบอร์ 1 และครองตลาดไปอย่างยาวนาน และเบอร์ 2 จะทิ้งห่างเบอร์ 1 อย่างมาก

Peter Thiel กล่าว่าจะไม่มี Mark Zuckerberg สอง จะไม่มี Elon Musk สอง จะไม่มีคนที่สร้างโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ดีกว่า Facebook แต่คนที่จะมาแทนคนเหล่านั้นต้องสร้างบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนไปสู่รูปแบบใหม่ตลอดไปเท่านั้น และนี่คือความหมายที่แท้จริงของ Zero to One ไม่ใช่การเริ่มธุรกิจจากศูนย์ แต่เป็นการสร้าง Innovation ที่ไม่เคยมีหรือไม่เคยทำสำเร็จแบบตอบโจทย์ตลาดให้มีขึ้นมาจริงและคุณจะกลายเป็นตำนาน

แนวคิดจากหนังสือเล่มนี้สอนให้รู้ว่า อย่ากลัวว่าอะไรที่คุณอยากทำจะมีคนทำไปแล้วมากมาย แต่ให้หาช่องว่างของคนที่ทำว่าอะไรที่ยังไม่เติมเต็มและจงทำให้ดีกว่าเขาครับ!

และนี่คือหนังสือธุรกิจสุดคลาสสิคทั้ง 6 เล่มที่ผมนำมาเล่าให้ฟังว่าการอ่านหนังสือดี ๆ จะทำให้คุณประสบผลลัพธ์ในชีวิตได้อย่างไร เล่มไหนคุณอ่านแล้ว เล่มไหนคุณอยากแนะนำ ลองมาแชร์ให้ฟังกันได้ครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.