กลยุทธ์สร้างแบรนด์บนโลกออนไลน์ให้แกร่งอย่างยั่งยืน สไตล์ครูชัย

0
359

“อยากมีรายได้รวดเร็วให้ค้าขาย อยากมีรายได้ยั่งยืนให้สร้างแบรนด์” ทำไมผมถึงเกริ่นอย่างนั้น? เพราะจากประสบการณ์ทำธุรกิจมานับทศวรรษประกอบกับให้คำปรึกษาผู้ประกอบการจำนวนมาก ประโยคดังกล่าวคือผลลัพธ์ที่ตกผลึกได้

 

นับตั้งแต่สมัยผมเริ่มเป็นติวเตอร์สอนหนังสือซึ่งใคร ๆ ก็เป็นได้ แต่ติวเตอร์ที่มีนักเรียนมากคือติวเตอร์ที่มีชื่อเสียง และชือเสียงมักเป็นของผู้ที่สร้างแบรนด์เก่ง จนมาถึงการเปิดกิจการต่าง ๆ ซึ่งประเภทธุรกิจ สินค้า และบริการทุกชนิดที่ผมและคุณเคยทำหรือกำลังจะทำล้วนมีคนทำมาก่อนแล้ว แต่ถ้าคุณสร้างแบรนด์เก่งจนเป็นที่รู้จักและยอมรับ สุดท้ายลูกค้ามีแนวโน้มจะตัดสินซื้อเพราะเชื่อถือและชื่นชอบในแบรนด์นั้น ๆ

แบรนด์ คืออะไร?

ผมขออธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดอ้างอิงจากหนังสือ 60-Minute Brand Strategist โดย Idris Motee สรุปให้จบในประโยคเดียวว่า…แบรนด์ คือ Customer Experience

ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจากคุณ และคุณในที่นี้หมายรวมทุกสิ่งอย่างที่กลายมาเป็นบริษัทของท่าน ไม่ว่าจะเป็น ตัวเจ้าของ ตัวพนักงาน เสื้อผ้าหน้าผม นามบัตร โลโก้ สินค้า การพูดจา ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับและใช้ตัดสินท่าน
กระบวนการตัดสินของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ของคุณ

Value คุณค่าที่ลูกค้าได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของท่าน และการได้รับการบริการจากพนักงาน หรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ทำงาน เช่น การสั่งซื้อของออนไลน์ เป็นต้น

Emotion คุณค่าที่ได้รับจากด้านบนจะสร้าง อารมณ์ ว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ ประทับใจ อบอุ่น มีความสุข ฯลฯ

Perception คุณค่า และ อารมณ์ จะนำพาสู่การตัดสินมุมมองที่มีต่อธุรกิจของท่านทั้งหมด ส่วนนี้คือ ทัศนคติ ว่าลูกค้ามองท่านเป็นอย่างไร อาทิ เป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องความเร็วในการส่งของ, เป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องรสชาติอาหารฝรั่งเศส, เป็นเบอร์หนึ่งในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ฯลฯ

ความเป็นแบรนด์ขั้นสุดยอดเกิดขึ้นที่ใจลูกค้า กล่าวคือ ท่านจะเรียกตัวเองว่าเบอร์หนึ่งในธุรกิจที่ท่านทำอยู่ก็ไม่มีใครห้าม แต่หากลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นด้วย การตัดสินยังไม่เด็ดขาด ลูกค้ายังไม่ยอมรับ ความเป็นแบรนด์จึงยังไม่เกิดโดยสมบูรณ์

แบรนด์พีระมิด แบรนด์สามประเภทที่ต้องรู้

แบรนด์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนจำง่าย ได้แก่ Corporate brand, Products brand, Personal brand

Corporate Brand

แบรนด์องค์กร เป็นสิ่งที่ใช้เวลาสร้างนาน แต่จะคงอยู่อย่างยาวนานเช่นกัน และสามารถปรับเปลี่ยนพลิกแปลงโมเดลธุรกิจได้ตามกาลเวลา ยกตัวอย่าง

  • บริษัท Nokia อดีตเป็นธุรกิจผลิตสายเคเบิ้ล ก่อนจะพัฒนามาเป็นธุรกิจอุปกรณ์พกพา
  • บริษัท Berkshire Hathaway อดีตเป็นธุรกิจโรงงานทอผ้า ภายหลังซื้อกิจการโดย วอเรน บัฟเฟต และผันไปเป็นธุรกิจการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจนในปัจจุบันคือบริษัท Apple Inc. ธุรกิจคอมพิวเตอร์ เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและสะท้อนภาพลักษณ์ของสินค้าที่ เรียบหรูดูแพง และเชื่อถือได้ เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ในตระกูล ‘i’ ทั้งหลาย ซึ่ง ‘i’ เหล่านั้นถือเป็น Product brand ของ Apple

Product Brand

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ อย่างที่เกริ่นไปว่า Apple คือ Corporate ส่วนผลิตภัณฑ์ในตระกูล ‘i’ ได้แก่ iPhone, iPad, iPod, iMac ฯลฯ เป็นต้น คือ Product brand ของ Apple

การมี Corporate brand ที่แข็งแกร่ง นำส่งความน่าเชื่อถือไปยังตัวผลิตภัณฑ์ แต่เพราะตัวผลิตภัณฑ์มีวงจรชีวิตของมัน เจ้าของธุรกิจจึงต้องสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นซีรีย์ เพื่อง่ายแก่การจดจำในความรู้สึกของลูกค้า และสามารถส่งต่อการติดตามไปซื้อสินค้ารุ่นใหม่ ๆ เมื่อรุ่นเก่าหมดวงจรชีวิตของมัน

กรณีศึกษาบริษัท Zappos

CEOblog-1605001-6

Zappos เป็นเว็บไซต์ที่ขายสินค้าหลายชนิดโดยตัวเขาไม่มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แต่เขาสร้างบรฺาัทตัวเองเป็นแบรนด์เพื่อขายสินค้าให้คนอื่น

Zappos ก่อตั้งโดย Tony Hsieh เป็นธุรกิจออนไลน์ช็อปปิ้ง มีสินค้าแฟชั่นมากมายตั้งแต่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ โดย Zappos ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าของตนเอง ผู้อื่นสามารถเลียนแบบโมเดลธุรกิจได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ทำให้ Zappos แตกต่างคือการสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้ลูกค้าจดจำและบอกต่อ อาทิ…

การจัดส่งที่รวดเร็วในข้ามคืนแต่ราคาไม่แพง และการรับประกันสินค้ายาวนานถึง 1 ปี นอกจากนั้น หากลูกค้าไม่พอใจสินค้า ทาง Zappos ยังออกค่าส่งของคืนอีกด้วย

อีกสิ่งที่โดดเด่นและถูกชื่นชมมากที่สุดคือ Zappos เลือกที่จะบริหาร Call center ด้วยตนเองในขณะที่บริษัทใหญ่ ๆ ในอเมริกามักใช้ระบบอัตโนมัติหรือเอาต์ซอสงาน Call center ไปยังหน่วยงานที่ 3

ความแตกต่างอยู่ที่ Call center ไม่ได้มีไว้เพื่อขายของเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดให้แก่ทุกสายที่โทรเข้ามา ต่อให้คุยเรื่องสัพเพเหระหรือขอคำปรึกษาในเรื่องใด ๆ พนักงานก็จะถูกฝึกให้คุยเป็นเพื่อนลูกค้าจนกว่าปลายสายจะพอใจและวางสายไปโดยไม่ซื้อสินค้าก็ตาม – การทำเช่นนี้ทำให้คนที่โทรมาเกิดความรู้สึกประทับใจ และเกิดการบอกต่อและเชียร์ให้ไปซื้อสินค้ากับ Zappos แบบปากต่อปากไปไม่รู้จบ

แม้ Zappos จะไม่มีแบรนด์สินค้าของตนเอง แต่ความเป็นเลิศด้านบริการลูกค้าทำให้ บริการ กลายเป็น แบรนด์ ของ Zappos ไปโดยปริยาย ส่วนเจ้าของชื่อว่า Tony Hsieh ก็มีการทำ แบรนด์บุคคล โดยเขามีการเขียนหนังสือ ออกสื่อ และมี Blog เป็นของตัวเองเพื่อสื่อสารกับแฟนคลับ

Personal Brand

แบรนด์บุคคล กรณี Apple แบรนด์บุคคลคือ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) และเมื่อได้ยินชื่อ สตีฟ จ็อบส์ คนก็จะนึกถึงแบรนด์ Apple และซีรีย์ผลิตภัณฑ์ตระกูล ‘i’ ทั้งหมดที่เขาออกแบบและพรีเซ็นต์ผลิตภัณฑ์ของ Apple และทุกครั้งที่มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้คนก็ต่างสนใจในการฟัง สตีฟ จ็อบส์ พูดเสนอสินค้าบนเวที

สตีฟ จ็อบส์ มีอิทธิพลต่อลูกค้าของ Apple อย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าตระกูล ‘i’ ทั้งหลายจนถึงขั้นกลายเป็นสาวกที่พร้อมจะต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ในวันเปิดขาย — iPhone ไม่ใช่สมาร์ทโฟนจอสัมผัสเดียวบนโลก ยังมีสมาร์ทโฟนแบบเดียวกันอีกมากมาย คุณภาพดี และราคาถูกกว่าหลายเท่า แต่สาวก iPhone ก็ไม่สนใจนั่นเพราะเขาชอบ สตีฟ จ็อบส์ เขาชอบ iPhone เขาชอบ Apple

กล่าวโดยสรุปเรื่อง แบรนด์พีระมิด

  • Corporate brand มีความมั่นคงสูง และจะคงอยู่ตลอดไป
  • Product brand มีวงจรชีวิต และหมุนเวียนภายใต้แบรนด์องค์กร
  • Personal brand คือการใช้ความนิยมในตัวบุคคลขับเคลื่อนการตลาดและยอดขายให้ผลิตภัณฑ์ขององค์กร

ทำไม แบรนด์บุคคล จึงสำคัญ

แบรนด์บุคคล หรือ เพอร์ซันนอลแบรนด์ดิ้ง (Personal branding) ได้รับความสนใจและมีความสำคัญมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีนักธุรกิจรายย่อยเกิดใหม่มากขึ้นเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต พอคนขายของบนโลกออนไลน์มีมากขึ้น ความแตกต่างในตัวผลิตภัณฑ์น้อยลง หรือหลายรายขายสินค้าและบริการชนิดเดียวกัน หรือแม้แต่จากตัวแทนเดียวกัน การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการจากลูกค้าบางครั้งจึงเกิดจากการจัดสินเลือกเพราะ ชอบที่ตัวผู้ขาย

ปัจจุบันท่านจะเห็นเจ้าของธุรกิจดัง ๆ ทั้งต่างประเทศและในประเทศมีการสร้าง แบรนด์บุคคล กันมากขึ้น ใช้ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าและบริการแทนดาราหรือคนดัง มีการออกสื่อ ลงนิตยสาร และเขียนหนังสือออกวางขายในร้านหนังสือมากขึ้น ความนิยมนี้รุกคืบไปถึงคนขายของออนไลน์รายย่อยที่อาจเปลี่ยนจากการใช้ เน็ตไอดอล มาเป็น ตัวเอง ในการถือสินค้า

ยกตัวอย่าง คุณต็อบ เถ้าแก่น้อย, คุณตัน อิชิตัน หรือ บริษัท Office Mate ก็มีการตลาดโดยนำ CEO หนุ่มมาดเท่ห์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับทุกโพสต์สินค้า และมีการทำ Content marketing ร่วมกับเพจดัง ๆ อย่าง อิเจี๊ยบเลียบด่วน อยู่พักหนึ่งก่อนจะเปิดตัวแคมเปญออกมา (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ Office Mate ที่นี่ครับ )

สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือการนำ เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร ออกมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จะมีปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ดีกว่า Corporate brand พูดเอง โดยยกตัวอย่าง คุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย มี 2 แฟนเพจ

  • เพจแรก บริษัทเถ้าแก่น้อย จำนวน 525,000 Likes++ (ณ วันที่ 5 เมษายน 2018)
  • เพจที่สอง ต๊อบ อิทธิพัทธ์ จำนวน Like 1,966,000 Like++ (ณ วันที่ 5 เมษายน 2018)

ซึ่งในแฟนเพจ ต๊อบ อิทธิพัทธ์ ซึ่งเป็นเพจแบรนด์บุคคลจะมีส่วนร่วมจากผู้คนมากกว่าในเพจแบรนด์องค์กรหลายเท่าตัว นี่คือพลังของแบรนด์บุคคล

รณีศึกษา ‘ร้านเจ๊จู วัสดุก่อสร้าง’ ธุรกิจ B2B ที่ใช้แบรนด์บุคคล และดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอย่างชาญฉลาด

ร้านเจ๊จู วัสดุก่อสร้าง (ชื่อเพจในเฟซบุ๊ค I-JU วัสดุก่อสร้าง) เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าเรียนรู้ สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งในความคิดสร้างสรรค์ของเจ้านี้คือเขาเป็นธุรกิจ Business-to-Business หรือ B2B ซึ่งผมรู้สึกโดยส่วนตัวว่าเป็นธุรกิจปราบเซียนในการทำการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Digital marketing, Content marketing, Viral marketing และ Personal branding แต่ ร้านเจ๊จู เอาอยู่หมัดทั้งหมด

วิธีของ ร้านเจ๊จู คือมีการสร้างตัวบุคคลซึ่งเป็นคนจริง ๆ และใช้รูปภาพที่เป็น Mood and Tone แบบ เจ๊ ๆ กึ่งดุ กึ่งใจดี มีอารมณ์ขันแสบ ๆ คัน ๆ ซึ่งทางเพจจะใช้แนวรูปภาพเดียวตลอด แต่ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ คือ ข้อความ หรือ Caption ที่อยู่บนรูปภาพ

ข้อความบนรูปภาพก็ไม่ใช่การโพสต์ขายของธรรมดา ๆ แต่มีการใส่มุขเก๋ ๆ ทะเล้นนิด ๆ ตลกร้ายหน่อย ๆ รวมไปถึงมุขที่เป็น Real-time content ที่เข้ากับสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ เช่น มุขแซวคอนักดูบอล หรือ มุขที่หยิบมาจากข่าวดังจากโทรทัศน์ เป็นต้น

CEOblog-1605001-1

CEOblog-1605001-2

CEOblog-1605001-3

CEOblog-1605001-4

เหล่านี้เป็น Content marketing แต่เพราะเป็น Content ที่โดนใจจึงเกิดการแชร์กันกระจัดกระจายวายป่วง เป็น Viral โดยปริยาย — นอกจากนั้น เจ๊จู ยังแจ้งเกิดในฐานะ Celebrity คนหนึ่งเลยทีเดียว มีการออกงานอีเวนต์และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากแฟนคลับที่หลงรัก ‘เจ๊จู’ เหล่านี้คือการตอกย้ำว่า แบรนด์บุคคล หรือ Personal branding ไม่จำเป็นต้องเป็นคนหล่อสวย ไม่จำเป็นต้องเป็นดารา และไม่ต้องใช้ดารา คนธรรมดาก็สามารถสร้างแบรนด์บุคคลได้ และเหตุผลที่ แบรนด์บุคคลสำคัญ และได้รับการตอบรับที่ดีกว่า Corporate brand เป็นเพราะ

People need to feel connected
หรือ คนต้องการสื่อสารกับคนนั้นเองครับ!

3T วิธีสร้าง แบรนด์บนโลกออนไลน์

การให้ เนื้อหาที่มีประโยชน์ ออกไปก่อนเป็นการสร้างความชอบ ความเชื่อใจ และเปลี่ยนความเชื่อใจมาเป็น ผู้ติดตาม แฟนคลับ และสาวก ผมขอแนะนำสูตรจำง่ายเรียกว่า สูตร 3T ได้แก่…

Teach:

เป็นการ Educate หรือ ให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย ว่าที่ลูกค้า และลูกค้าของท่านให้มีความเข้าใจในสินค้าและบริการ สามาถใช้สินค้าเป็น แก้ปัญหาเบื้องต้นให้ตัวเองได้ หรือแม้แต่แก้ปัญหาหรือทำงานเองได้โดยไม่ต้องใช้สินค้าหรือบริการของคุณก็ยังได้ แต่เชื่อเถิด เมื่อคุณ Educate กลุ่มเป้าหมายของท่านมาก ๆ เขาจะอยากสนับสนุนท่านเอง เพราะ…

Trust:

ความเชื่อใจ เกิดจากการได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากท่านอย่างสม่ำเสมอจนเชื่อมั่นอย่างมากว่าท่านคือผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ เมื่อคนเชื่อใจ ก็จะอยากใช้สินค้าและบริการของท่าน เพราะเขาจะมองว่า สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเงินและเวลามากกว่าการลงมือทำสิ่งนั้น ๆ ด้วยตัวเอง

Tribe:

สุดท้ายจะเกิดความผูกพันเป็นสาวกให้แก่ธุรกิจของท่าน นี่คือจุดที่แบรนด์เกิดขึ้นแล้วตามที่อธิบายไว้ข้างต้นว่าด้วย แบรนด์ คือ Custom Experience เมื่อเขากลายเป็นสาวก เขาจะป่าวประกาศความดีของคุณไปตลอดชีวิตครับ

ช่องทางการเผยแพร่เนื้อหาเพื่อสร้างแบรนด์บนโลกออนไลน์

หลักการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ คือการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย หรือ Value contents เมื่อผลิตเนื้อหาเสร็จแล้ว ท่านต้องการช่องทางในการเผยแพร่ด้วยเพื่อประกาศตัวตนออกไป ช่องทางออนไลน์หลัก ๆ หากไม่นับเรื่องการทำ SEO เพื่อให้ติด Search engine เร็ว ๆ ในอันดับดี ๆ ผมจะขอไปเน้นเฉพาะโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะดวกสำหรับคนทั่วไปที่ยังใหม่กับการตลาดออนไลน์และไม่ถนัดเรื่อง Search engine

โซเชียลมีเดีย ได้แก่ Twitter, Facebook, Instagram, Pinterest, Line@, Youtube, Vines, Snapchat ฯลฯ อีกมากมาย ขอคัดมาเพียง 2 รายการดังนี้

Facebook:

เป็นเจ้าพ่อแห่งเครื่องมือโซเชียลมีเดีย มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และมีผู้คนหมุนเวียนอยู่บนโซเชียลฯ ตัวนี้ตลอดทั้งวัน – Facebook เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย พิมพ์ตัวหนังสือได้ไม่จำกัดตัวอักษร ในขณะที่ Twitter จำกัดเพียง 140 ตัวอักษร อัพโหลดรูปภาพ วีดีโอ หรือลิงค์จากบทความอื่นก็ได้ แถมปรับแต่ง Feature image ของลิงค์จากบทความจากข้างนอกให้สวยงามสะดุดตาน่าคลิ๊ก

นอกจากนั้น Facebook ยังมีการพัฒนาฟังชั่นใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการเผยแพร่เนื้อหา โดยล่าสุดมีฟังชั่น Facebook Live หรือการถ่ายทอดสดจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานขึ้นบน Facebook ส่วนตัว หรือแฟนเพจโดยตรง ซึ่งสามารถให้แฟน ๆ หรือผู้ติดตามกด Subscribe เพื่อรับ Noticification ทุกครั้งที่มี Live

เด็ดสุดก็คือฟังชั่นโฆษณา หรือ Facebook Ad ที่มีการพัฒนาโมเดลการโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ อาทิ การมีตัวเลือกกลุ่ม Interest group ที่หลากหลาย การทำ Custom audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง และ Look Alike Audience ที่เป็นการนำข้อมูลจากการทำ Custom audience มาต่อยอดหากลุ่มที่น่าจะคล้ายกันโดยอัตโนมัติด้วยระบบการสำรวจของ Facebook book

Youtube:

เป็นเว็บไซต์ที่ให้คนมาสมัครสมาชิกและสร้างช่องวีดีโอของตนเอง เรียกว่า Youtube Channel เปรียบเสมือนรายการโทรทัศน์ออนไลน์ของตนเอง จุดเด่นของ Youtube คือติด Google search engine ง่าย เนื่องจากถูกซื้อไปเป็นสมบัติของ Google ทางต้นสังกัดจึงดันเต็มที่ หากวีดีโอคลิปของท่านตั้ง Keywords ตรงกับคำค้นหาก็จะขึ้นหน้าหนึ่ง และอาจขึ้นก่อนลิงค์ของเว็บไซต์ปกติ

Website:

ตัวนี้ไม่ใช่โซเชียลมีเดียโดยตรง เป็นเว็บไซต์ที่ต้องเช่าโฮสต์ จดโดเมน มีการลงโปรแกรมทำเว็บไซต์ที่เรียกว่า WordPress แต่มีความสำคัญและผมขอย้ำว่าถ้าจะเอาจริงบนโลกออนไลน์ ท่านต้องมีเว็บไซต์เท่านั้นจึงจะสมบูรณ์แบบ เปรียบเทียบง่าย ๆ โซเชียลมีเดีย เว็บบอร์ด ยูทูป ฯลฯ คือสำนักงานย่อย ส่วนเว็บไซต์คือสำนักงานใหญ่ คุณต้องมีเว็บไซต์และส่งทุกคนกลับมายังเว็บไซต์หลักของคุณ

การเขียนบทความที่มีเนื้อหาดี ๆ ลงบนเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง แม้ท่านจะไม่เก่ง SEO แต่ภายใน 3-6 เดือนขึ้นไป บทความนั้น ๆ มีโอกาสติด Search engine โดยธรรมชาติ

นอกจากนั้น เว็บไซต์ ยังมีเครื่องมือมากมายเพื่อสนับสนุนระบบอีคอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็นหน้าขายสินค้าที่มีระบบ Shopping cart ระบบชำระเงิน ระบบสมัครสมาชิก และที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้ควบคู่กับการทำโฆษณา Google Adword และ โฆษณา Facebook แบบ Custom Audience

ด้านล่างเป็นวีดีโอ Step by step เช่าโฮสต์จดโดเมนและติดตั้ง WordPress ด้วยตัวเอง ง่าย ๆ ภายใน 20 นาที

https://youtu.be/oJhrRVchSmI

ประโยชน์ 4 ข้อของการมีเว็บไซต์

  • Trust: การมีเว็บไซต์ให้ความน่าเชื่อถือ
  • Search: การมีเว็บไซต์ทำให้ถูกพบเจอบน Google search engine
  • Share: ทุกเนื้อหาบนเว็บไซต์มี URL Link ที่นำไปแชร์ต่อได้ทุกแพลทฟอร์มบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น โซเชียลมีเดีย, เว็บบอร์ด, เว็บไซต์อื่นๆ และในอีเมล์
  • Re-Target: ใช้ทำโฆษณาแบบ Re-targeting หรือการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง สามารถทได้ทั้งกับ Google Adword และ Facebook Advert — กรณี Facebook เรียกว่า Custom Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง

สรุป

เปรียบเทียบธุรกิจที่มีแบรนด์ และไม่มีแบรนด์

  • สินค้าสร้างในโรงงาน VS แบรนด์สร้างในใจ
  • สินค้าแข่งขันที่ราคา VS แบรนด์แข่งขันที่มูลค่า
  • สินค้ามีอายุขัย VS แบรนด์ไร้กาลเวลา

โรม ไม่ได้สร้างในวันเดียว แบรนด์บุคคล ก็เช่นกัน โปรดทำใจให้มั่นว่าอาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าที่คุณจะเป็นที่รู้จักและยอมรับ ขอให้จำไว้เสมอว่า คนติดตามคน ๆ หนึ่งเพราะความชอบใน สไตล์ ภาษา และคาแรคเตอร์ ของเจ้าของแบรนด์บุคคล คนนั้น ๆ ดังนั้นจงหาแนวทางของตนให้เจอครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.