Home Marketing Facebook Back-to-School วิธีสร้าง Custom และ LookAlike Audience ประหยัดงบโฆษณา และเพิ่มกำไรมากกว่า

Facebook Back-to-School วิธีสร้าง Custom และ LookAlike Audience ประหยัดงบโฆษณา และเพิ่มกำไรมากกว่า

1572
1

การทำ โฆษณา Facebook Re-targeting มีความสำคัญต่อคนขายของออนไลน์ ขายของผ่านโซเชียลโดยเฉพาะพ่อค้าและแม่ค้าที่ขายของออนไลน์บน Facebook อย่างมาก

เพราะการทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิธี ยิงโฆษณา Facebook แบบ Re-targeting ads เป็นวิธีหนึ่งในการยิงโฆษณาบน Facebook ที่มีประสิทธิภาพกว่าการกดปุ่ม Boost Post เพียงลำพัง

ย้อนกลับไปประมาณปี 2012 – 2014 เป็นปีก่อนที่ Mark Zuckerberg ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook จะออกมาประกาศปรับ Algorithm ครั้งใหญ่ การขายของบน Facebook เป็นเรื่องที่ทำเงินกันอย่างง่ายได้ พ่อค้าและแม่ค้าออนไลน์ในสมัยนั้น เพียงเปิด Facebook business page ขึ้นมา แล้วโพสต์รูปสินค้าก็มีคนทักแชทมาซื้อของทันที หรืออาศัยยิงโฆษณาหลักไม่กี่ร้อยบาท ยอดขายก็มาทันที

แต่ปัจจุบัน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารเสริมและเครื่องสำอาง นอกจาก Facebook จะมี Ad policy ที่เข้มงวดแล้ว งบค่าโฆษณายังสูงขึ้น บางคนยิงโฆษณาเป็นพันบาทต่อวัน แต่ยอดขายกลับไม่ได้มากเหมือนก่อน บางคนงบเยอะก็ยิงโฆษณา Facebook หลักหมื่นต่อวันกันเลยทีเดียว

ทำไม Facebook จึงปรับ Algorithm และลดการแสดงผลของโฆษณา

เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา Facebook ได้มีการประกาศผ่านห้องข่าวอย่างเป็นทางการในหัวข้อ A better newsfeed for you ว่า จุดมุ่งหมายหลักของ Facebook คือการเชื่อมต่อและสร้างสังคมบนโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะสำหรับเพื่อน ๆ และครอบครัวของผู้ใช้งาน ให้มามีส่วนร่วมกันบนพื้นที่แห่งนี้ หรือลึก ๆ แล้ว Facebook นั้นจะพยายามสื่อว่า มันไม่ใช่พื้นที่ที่จะปล่อยให้ใครต่อใครมาเร่ขายของเพื่อรบกวนสายตาผู้คนได้ง่าย ๆ นั่นเอง

เนื่องจากพื้นที่ feed ที่แสดงบนหน้าจอของผู้ใช้งานนั้น มีพื้นที่อยู่อย่างจำกัด มันคงไม่ดีแน่ ๆ หาก Facebook ส่งโฆษณาไปแสดงผลเป็นจำนวนมาก ๆ แทนที่จะแสดงผลของโพสต์จากเพื่อน ๆ หรือจากครอบครัวของพวกเขา เพราะหากมีแต่โฆษณาส่งไปนั้น ผู้ใช้จะเกิดอาการที่ไม่ต้องการใช้งาน Facebook อีกต่อไป เพราะเปิดมาก็มีแต่โฆษณา และหาก Facebook ไม่มีการปรับตัวการแสดงผล ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนก็จะพากันเลิกใช้งาน ซึ่งนั่นหมายถึง เมื่อไม่มีผู้ใช้งาน หรือมีผู้ใช้งานเพียงน้อยนิด มันก็จะทำให้ไม่มีคนสนใจที่จะลงโฆษณากับ Facebook อีกต่อไป

ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์นั้น ก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ เพราะเหตุที่ Facebook ลดการมองเห็น Content จากเพจนั้น ความหมายในทางอ้อม ๆ ก็คือ Facebook ก็จะพยายามคัดสรร Content ที่มีคุณภาพและ Content ที่ผู้คนให้การตอบรับดีที่สุดมาแสดงผล ดังนั้นในฐานะที่คุณเป็นเจ้าของแฟนเพจ ก็จำเป็นที่จะต้องพัฒนาตัว Content ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ซึ่งคุณก็จำเป็นที่จะต้องสละเวลาในการ เรียนรู้วิธีทำ Content Marketing ให้กับแบรนด์ของคุณ

วิธีทำโฆษณา Facebook Re-targeting อย่างไร? เพื่อเพิ่มยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ

หากต้องการใช้ Facebook Business Page ประชาสัมพันธ์ และขายสินค้าหรือบริการของคุณจริง ๆ คุณจะต้องทำอย่างไรในวันที่ปุ่ม Boost post ธรรมดา ๆ ใช้ไม่ค่อยได้ผลอีกต่อไป

แนวทางต่อไปก็คือการทำโฆษณา Facebook แบบ Re-targeting ads และสิ่งที่คุณจะต้องเตรียมได้แก่ Facebook ฺBusiness Page และ Website ซึ่งจะทำให้การทำโฆษณา Facebook แบบ Re-targeting ads มีประสิทธิภาพสูงสุด

และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมีก็คือ ‘ข้อมูลของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์’ ซึ่ง Facebook จะบันทึกเก็บไว้ภายใต้รหัส Facebook pixels

เพราะการแสดงโฆษณาแบบ Re-targeting ก็คือ แสดงโฆษณาให้กับกลุ่มคนที่เคยเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรามาก่อนหน้านี้แล้ว โดยถูกเก็บไว้ในรูปแบบของ Facebook pixels และ Facebook pixel จะสร้างและสะสมไว้ใน Facebook Custom Audience Campaign

Custom Audience คืออะไร?

แม้ว่าในขั้นตอนการลงโฆษณาบน Facebook จะมีข้อมูลประชากรหรือกลุ่มเป้าหมายมาให้เราเลือกแล้วตามเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • อายุ
  • เพศ
  • ที่อยู่อาศัย
  • ความสนใจ

แต่ข้อมูลดังกล่าวก็ยังคงเป็นข้อมูลแบบกว้าง ๆ อยู่ อาจมีฐานข้อมูลนับแสนนับล้านคน ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้อีกเช่นกันว่า ในกลุ่มคนเหล่านี้จะสนใจสินค้าหรือบริการของเราหรือไม่

ดังนั้นการสร้าง Custom Audience (กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดขึ้นเอง) ขึ้นมานั้น จะช่วยให้เก็บฐานข้อมูลของคนที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราจริง ๆ เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ตรงกลุ่มและกลุ่มเป้าหมายมีขนาดเล็กลงจากเดิม ซึ่งนั่นหมายถึง ค่าใช้จ่ายในด้านของการลงโฆษณาจะลดลงเป็นอย่างมาก และมีโอกาสกลายมาเป็นลูกค้าได้สูงมากขึ้นอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หากธุรกิจของคุณคือ ‘ธุรกิจเครื่องสำอาง‘ คุณอาจมีสินค้าหลายหมวดหมู่ เช่น

  • สกินแคร์
  • ลิปสติก
  • แป้งรองพื้น
  • ดินสอเขียนคิ้ว
  • ยาทาเล็บ

กรณีที่ร้านของคุณยิงโฆษณาไปหากลุ่มเป้าหมายกว้าง ๆ ในกลุ่มของผู้ที่สนใจกลุ่ม Fashion, Beauty, Shopping, Home Shopping, Online Shopping, Lazada ฯลฯ เป็นต้น คนที่เห็นโฆษณาอาจมีความหลากหลายมากเกินไปแม้ว่าจะอยู่ในคีย์ของ Fashion และ Beauty ในกลุ่มของผู้หญิงก็ตาม

และในกรณีที่คุณต้องการโปรโมทสิน้คาเฉพาะบางหมวดหมู่ออกมาประชาสัมพันธ์เป็นกรณีพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น ในหน้าร้อน ร้านของคุณต้องการขายสินค้า “ครีมกันแดด” แล้วยิงโฆษณาไปหากลุ่มใหญ่อย่าง Beauty ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ

คุณต่ายเงินโฆษณาจำนวนก้อนหนึ่ง เพื่อเข้าถึงคน 100,000 คน แต่อาจมีคนที่สนใจ “ครีมกันแดด” เพียงร้อยละ 20 หรือเพียง 20,000 คนเท่านั้น

แต่ในขณะที่ ในฐานข้อมูล Custom Audience ของคุณ มีจำนวน 100,000 คน ที่เคยเข้าหน้าสินค้าหรือ Content ที่เกี่ยวกับ ‘ครีมกันแดด‘ แล้วยิงโฆษณาไปเฉพาะกลุ่มนี้ นั่นหมายถึง คุณยิงตรงกลุ่มเป้าหมายแบบ 100% เลย เพราะแน่นอนว่าทั้ง 1 แสนคนนี้ เคยเข้าเว็บไซต์เกี่ยวกับครีมกันแดดของคุณมาก่อนหน้านี้แล้วแน่ ๆ

เริ่มต้นการทำ Custom Audience

ขั้นตอนที่ 1 สร้าง Content สำหรับเตรียมโปรโมทแคมเปญ

หากคุณต้องการเปิดตัวและขายสินค้าใหม่ในหมวดหมู่ของ ‘ครีมกันแดด’ ภายใน 60 วันข้างหน้านับจากนี้ สิ่งที่คุณต้องเตรียมคือ Content ที่จะใช้ดึงดูดกลุ่มผู้ชมเข้าเว็บไซต์ เช่น

  • Content: ทำไมผิวคุณต้องการครีมกันแดด
  • Content: ครีมกันแดดทาหน้าสำหรับท่องเที่ยวที่ทะเล
  • Content: วิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะสมสำหรับทาหน้าและทาตัว

ซึ่ง Content อาจเป็นบทความ วีดีโอ หรือรูปภาพ Infographic ก็ได้ ไม่จำเป็นที่ต้องใช้จำนวน Content เยอะ ๆ แต่เน้นที่ทำให้น่าอ่านและมีประโยชน์ต่อผู้ชมเป็นหลัก

ขั้นตอนที่ 2 สร้าง Custom Audience Campaign

ให้คุณไปที่ลิงค์ ‘ตัวจัดการโฆษณา‘ จากนั้นเลือกเมนู ‘กลุ่มเป้าหมาย

 

จากนั้นไปที่เมนู ‘สร้างกลุ่มเป้าหมาย‘ แล้วเลือก ‘กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง

 

จะมีหน้าต่าง Pop-up ขึ้นมา ให้คุณเลือก ‘จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

 

จากนั้นให้เลือก ‘ผู้เยี่ยมชมเว็บเพจที่เฉพาะเจาะจง

 

ให้คุณทำการใส่ URL ของที่อยู่ Content ที่คุณต้องการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ครีมกันแดด’ จากนั้นให้กำหนด ‘ชื่อกลุ่มเป้าหมาย’ และ ‘คำอธิบาย’ เพื่อง่ายต่อการจดจำ จากนั้นกดปุ่ม ‘สร้างกลุ่มเป้าหมาย

 

ก็เป็นอันเสร็จสิ้นเรียบร้อยในการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเองจากคีย์ ‘ครีมกันแดด

 

เมื่อคุณกลับมาดูที่ กลุ่มเป้าหมาย ของแคมเปญ ‘ครีมกันแดด’ จะพบว่า ขนาดของกลุ่มเป้าหมายเล็กเกินไป เนื่องจากยังไม่ได้ทำการติดตั้ง Facebook Pixels ที่ Content ที่ต้องการเก็บข้อมูล

 

ให้คุณทำการเลือกติ๊กถูกที่ช่อง ‘ครีมกันแดด’ จากนั้นเลือก ‘การดำเนินการ’ ให้เลือกที่ ‘ดูพิกเซล

 

จากนั้นก็จะขึ้นหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ให้คุณทำการ Copy โค้ดในกรอบสีเขียว เพื่อไปติดตั้งยังเว็บไซต์

 

ในกรณีที่เว็บไซต์ของคุณใช้ WordPress ในการสร้าง สามารถติดตั้ง Plugin ที่ชื่อว่า ‘Facebook Conversion Pixel’ จะทำให้มีกล่องใส่โค้ดขึ้นใต้ Content โดยอัตโนมัติ จากนั้นให้คุณทำการวางโค้ดที่ Copy มาจาก Facebook Pixels ลงไป แล้ว Save ก็เป็นอันเรียบร้อย

ขั้นตอนที่ 3 ลงโฆษณา เพื่อโปรโมท Content บน Facebook

และเมื่อคุณติดตั้ง Facebook Conversion Pixels สำหรับ Content ที่จะใช้ในการโปรโมทเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาลงโฆษณาบน Facebook เพื่อโปรโมท Content นั้น ๆ ด้วยกลุ่มกว้าง ๆ ก่อน โดยอาจจะระบุความสนใจเป็น Beauty เป็นต้น

จากนั้นข้อมูลตัวเลข ‘กลุ่มเป้าหมาย’ ของ ‘ครีมกันแดด’ จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และเมื่อมีจำนวนที่มากพอ ก็สามารถใช้กลุ่ม Audience นี้ ในการลงโฆษณาเพื่อนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ ‘ครีมกันแดด‘ ได้เลย

วิธีการยิงโฆษณาเฉพาะกลุ่ม Custom Audience

ให้คุณไปที่ ‘สร้างโฆษณา’ แล้วเลือก วัตถุประสงค์ สมมติว่าถ้าหากวัตถุประสงค์คือ ‘การรับรู้แบรนด์’ ก็ให้เลือก ‘การรับรู้แบรนด์‘ จากนั้นให้ตั้งชื่อแคมเปญ ที่ง่ายต่อการจดจำ จากนั้นกดปุ่ม ‘ดำเนินการต่อ

 

ในช่องของ ‘กลุ่มเป้าหมายที่กำหนด’ ก็ให้คุณเลือกกลุ่มที่ต้องการลงโฆษณา ในที่นี้คือกลุ่มของ ‘ครีมกันแดด’ จากนั้นก็สามารถระบุข้อมูลอื่น ๆ ตามต้องการ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง, อายุ, ภาษา

หมายเหตุ: เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดนั้น จะค่อนข้างตรงกลุ่มมากพอสมควรอยู่แล้ว การกำหนดข้อจำกัดอื่น ๆ อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายเล็กเกินไป ไม่คุ้มค่าแก่การลงโฆษณา

 

และหากคุณต้องการขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ Facebook Custom Audience ก็ยังมีอีกฟังก์ชั่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ‘กลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน’ หรือ ‘Lookalike Audience’ ฟังก์ชั่นนี้จะเป็นฟังก์ชั่นเสริมสำหรับ Custom Audience ที่มีตัวเลขที่น้อยเกินไป ซึ่งเจ้า Facebook Lookalike นี้ จะช่วยค้นหากลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยจะหาลักษณะที่ใกล้เคียงกับกลุ่ม Custom Audience ให้มากที่สุด

การตั้งค่าการ ‘สร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน’

แหล่งที่มา – จากตัวอย่างทำการเลือก ‘ครีมกันแดด’ ที่เคยสร้างฐานเอาไว้ก่อนหน้านี้
ตำแหน่งที่ตั้ง เป็น ‘ไทย’

จำนวนกลุ่มเป้าหมาย สามารถเลือกได้ตั้งแต่ 1 จนถึง 6 กลุ่ม ขนาดกลุ่มเป้าหมาย สามารถเลือกได้ตั้งแต่ 1% จนถึง 10% ของประเทศที่เลือกเอาไว้ จากตัวอย่างทำการเลือกที่ 1%, 3% และ 6%

  • 1% ของกลุ่ม ‘ครีมกันแดด’ ทาง Facebook สามารถตรวจจับได้จำนวน 482,000 คน
  • 3% ของกลุ่ม ‘ครีมกันแดด’ ทาง Facebook สามารถตรวจจับได้จำนวน 964,000 คน
  • 6% ของกลุ่ม ‘ครีมกันแดด’ ทาง Facebook สามารถตรวจจับได้จำนวน 1,450,000 คน

 

จะเห็นได้ว่า แทนที่จะต้องลงเม็ดเงินโฆษณาเพื่อให้เข้าถึงคนที่น่าจะสนใจใน ‘ครีมกันแดด’ นั้น อาจจะต้องใช้งบประมาณที่สูงพอสมควร แต่ในขณะที่ฟังก์ชั่น Lookalike สามารถช่วยค้นหาผู้ที่ใกล้เคียงกับกลุ่มที่กำหนดเอาไว้ ด้วยข้อมูลและอัลกอลิทึ่มของ Facebook ที่มีอยู่นั่นเอง

และนี่ก็คือการทำ Facebook Re-targeting ด้วยฟังก์ชั่น Custom Audience และ Lookalike Audience ซึ่งสามารถช่วยให้การโฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น แถมยังช่วยให้การประหยัดงบประมาณในการโฆษณา ทำให้กำไรที่ได้จากธุรกิจมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งสำหรับบทความต่อไป ผมจะกล่าวถึงการทำ Facebook Re-targeting อีกแบบหนึ่งสำหรับคนที่ยังไม่มีเว็บไซต์ (แต่ยังไงผมก็ยังแนะนำให้คุณมีเว็บไซต์อยู่ดี) ฝากกดไลค์ กดแชร์ และติดตาม บทความต่อ ๆ ไปด้วยนะครับผม

 

สืบศักดิ์ ลิ่วลักษณ์ ผู้ก่อตั้ง Vcommerce ที่ปรึกษาด้านการตลาดและนักปั้นแบรนด์ให้ธุรกิจอาหารเสริมและเครื่องสำอางจำนวนมาก และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและบริหารผลไม้อบแห้งค้าส่งค้าปลีก Nana Fruit

เว็บไซต์ Vcommerce
เฟซบุ๊คเพจ Vommerce
บทสัมภาษณ์ Marketing Oops
บทสัมภาษณ์ Woody Talk
บทสัมภาษณ์ อายุน้อยร้อยล้าน


หากคุณติดตามเว็บไซต์ CEOblog เป็นประจำ ลองสัมผัสอีกขั้นของประสบการณ์การรับบทความ CEO ในรูปแบบวีดีโอ! กับโครงการ CEO Premium Content Membership ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้ หากคุณไม่อยากเป็นพลาดการเป็นสมาชิกรุ่นแรก ที่ได้รับส่วนลดสุดคุ้มกว่าใคร โปรดลงชื่อขอรับรายละเอียดจากเรา ที่นี่ครับ

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here