SEO คืออะไร : เข้าใจ SEO ง่าย ๆ เพื่อทำธุรกิจออนไลน์ให้ติด Google หน้าแรกอย่างยั่งยืน

0
1394

ทำไมวันนี้คุณต้องให้ความสำคัญกับ ‘การตลาดออนไลน์แบบยั่งยืน’ — วันนี้นักธุรกิจออนไลน์ไทยส่วนใหญ่ใช้ Facebook เป็นช่องทางหลักในการทำการตลาดออนไลน์ หรือบางคนอาจจะฝากอนาคตธุรกิจแทบทั้งหมดของตนเองไว้กับ Facebook ใช่ไหมครับ การทำแบบมันผิดตรงไหน?

หากหยิบยืมแนวคิดการลงทุนมาประยุกต์ใช้กับบริบทนี้ คือ ‘คุณไม่ควรใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว’ นอกจากนั้น Facebook ยังเป็นตะกร้าที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของเต็มตัว แต่เป็นการไปยืมใช้สถานที่ของคนอื่นในการทำธุรกิจ ในขณะที่ Facebook มีอำนาจสูงสุดในการเขียนและคุมกฏทุกอย่าง จะลด Reach จะเพิ่ม Reach จะขึ้นค่าโฆษณา หรือจะแบนใครก็ได้ที่อยู่ภายในพื้นที่ของเขา

ที่อธิบายแบบนี้ไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่า Facebook ไม่ดี Facebook ยังคงเป็นสื่อการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ณ เวลานี้ Facebook ช่วยให้ แบรนด์ สินค้า และบริการของคุณเข้าถึงสายตาคนจำนวนมากได้เร็ว แต่ระยะเวลาในการแสดงผลก็ไม่นานเช่นกัน

เนื้อหาต่าง ๆ ที่เผยแพร่บน Facebook จะมีอายุเฉลี่ย 24 – 48 ชั่วโมง ก่อนที่จะเริ่มซาและหายไปจากพื้นที่สื่อ ในขณะที่ เนื้อหาที่ติด Google Search Engine จะคงอยู่อย่างนั้นเป็นปี ๆ ระหว่าง 1-2 ปี ไปจนถึง 5-10 ปีก็มี!

การตลาดบน Google เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโครต

ยืมชื่อหนังสือของ คุณพอล ภัทรพล ศิลปาจารย์ มาตั้งชื่อหัวข้อนี้ — เพราะการทำการตลาดเพื่อให้เนื้อหา และเว็บไซต์ของคุณติด Google Search Engine เป็นงานหนักและใช้เวลามากในช่วงแรก แต่เมื่อชุดเนื้อหาของคุณติด Google เป็นแผงภายใต้ Keyword ที่มีคนค้นหาเป็นประจำแล้วชีวิตคุณจะสบายไปอีกนาน

เพราะคุณจะได้ทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี หรือยาวไปอีกหลายปีโดยที่คุณแทบไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ในขณะที่การโพสต์ Content บนโซเชียลมีเดียทุกชนิดไม่ว่า Facebook หรือ Instagram คุณต้องโพสต์ทุกวันเพื่อรักษา Traffic ให้หมุนเวียนอยู่บนแฟนเพจของคุณ หยุดโพสต์เมื่อไร เงียบเมื่อนั้น

กรณีเว็บไซต์ CEOblog เป็นตัวแทนขาย A2Hosting ได้มีการสร้างชุดบทความที่ออกแบบมาให้ติด Google search engine จำนวนหนึ่ง หลังจากชุดบทความเผยแพร่ออกไป บทความชุดนั้นสามารถนำพาคนมาสมัครซื้อบริการ A2Hosting อย่างต่อเนื่องทุกเดือนและเกิดเป็นรายได้ Passive income ในที่สุด — ทำไมการตลาด Google จึงทำเช่นนั้นได้?

รู้จัก Push และ Pull Strategy

Facebook และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ คือ Push strategy หรือการตลาดเชิงรุก โดยการสร้าง Content หรือสื่อโฆษณาแล้วนำไปโยนใส่กลุ่มคนให้เขาเกิดการรับรู้ (Awareness) เน้นการถูกเห็นเยอะ ๆ เพื่อหวังดึงกลุ่มคนที่สนใจในเรื่องนั้นพอดีให้หันมาติดตามคุณ

Google เป็น Pull Strategy คนที่เข้าเว็บไซต์ Google เพราะมีเป้าหมายที่จะค้นหาสิ่งที่เขาต้องการอยู่แล้ว คุณจึงมีหน้าที่สร้าง Content ที่ตรงกับความต้องการของเขา ใส่ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหา ฯลฯ เพื่อทำให้คนพิมพ์ค้นหาใน Google แล้วเจอบทความจากเว็บไซต์และแบรนด์ของคุณภายในไม่เกินหน้าแรกของ Google — ศาสตร์นี้เรียกว่า Search Engine Optimization หรือ SEO

ปัจจัยในการทำอันดับบน Google Search Engine มีอะไรบ้าง

เว็บไซต์ Backlinko ผู้เชี่ยวชาญด้าน Google และ SEO เผยว่าปัจจัยในการคัดเลือกเว็บไซต์ และบทความมาทำอันดับของ Google มีไม่ต่ำกว่า 200 ปัจจัย ใน 9 Category หลัก แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะในภาคปฏิบัติสำหรับเจ้าของธุรกิจรายย่อยทั่วไปยังไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรือทำตามทั้ง 200 ปัจจัย เพราะหากคุณทำตามนั้น คุณอาจแทบไม่ได้ทำธุรกิจของตัวเองเลยก็เป็นได้

หลักคิดง่าย ๆ ในการทำ SEO ให้เว็บไซต์และบทความหาเจอบน Google

ภารกิจของ Google ที่เขียนไว้ภายในเว็บไซต์ของ Google คือ…

Our mission is to organize the world’s information and make it universally accessible and useful’ — แปลว่า ‘ภารกิจของเราคือการจัดการข้อมูลทั่วโลกให้ เข้าถึงง่าย และ เป็นประโยชน์’ [ที่มา]

Google ให้ความสำคัญสูงมากกับ Usefulness (ประโยชน์) และ Relevancy (ตรงใจ) ของ Content (เนื้อหา) ที่จะนำมาแสดงผลต่อผู้ใช้งาน ดังนั้นหลักคิดขั้นพื้นฐานสำหรับคนต้องการทำเนื้อหาให้ติด Google คือ ทำเนื้อหาคุณภาพสูง ไว้ก่อน ส่วนเรื่อง On-page/ Off-page optimization เป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง

เนื้อหาคุณภาพสูงเป็นอย่างไร

การที่คุณจะเข้าใจ เนื้อหาคุณภาพสูง ได้นั้นคุณต้องเข้าใจ เนื้อหาคุณภาพต่ำ ให้ดีเสียก่อน เนื้อหาคุณภาพต่ำได้แก่…

1. เนื้อหาที่คัดลอกมาจากเว็บไซต์อื่น : หรือ Duplicate Content เป็นสิ่งที่ Google ไม่อาจยอมรับได้ แม้ระบบตรวจสอบของ Google ยังไม่สมบูรณ์แบบในการตรวจจับ Duplicate Content ทุกชิ้นบนโลกออนไลน์ แต่หากคุณเกิดแจ็กพ๊อตถูก Google ตรวจจับได้ บทความของคุณจะถูกลดหรือลบอันดับออกไปจาก Google และ ผู้อ่าน ก็จะหมดความเชื่อถือเมื่อรู้ว่าเว็บไซต์ของคุณคัดลอกเนื้อหามาจากผู้อื่นเช่นกัน

2. เนื้อหาลวก ๆ สั้น ๆ : ข้อนี้ต้องขยายความเพิ่มเติมว่า 1) ไม่นับเว็บข่าว เว็บข่าวเป็นไปเพื่อการรายงานแบบบอกให้รู้ หรือแจ้งให้ทราบ ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ Information เชิงลึกไปกว่านั้น

ในเชิงเทคนิค บทความที่มีเนื้อหาสั้น ๆ สามารถทำการ Optimize ให้ติด Google search engine ได้ และการติด Search engine ไม่ได้แปลว่าเนื้อหานั้นมีประโยชน์ต่อผู้อ่านเสมอไป ดังนั้นเมื่อคนค้นหาและมาเจอบทความสั้น ๆ เพราะถูก Optimize มาดี แต่ไม่ตอบโจทย์ในด้านการให้ข้อมูลที่พวกเขามองหา ความ Trust ก็จะไม่มี หรือเรียกว่า เป็นบทความหรือเป็นเว็บไซต์ที่ไม่มี Authority ในสิ่งที่นำเสนอ

ดังนั้น หากคุณตั้งใจเขียนบทความที่ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่และมุ่งเน้นให้ผู้อ่านสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้จริง บทความของคุณจะมีความยาวไปโดยปริยาย โดยความยาวในที่นี้จะเฉลี่ย 1,000 คำขึนไป ในขณะที่บทความข่าวจะเฉลี่ย 300 – 500 คำ

3. เนื้อหาที่พยายาม Manipulate ระบบ หรือ ผู้อ่าน : Manipulation ในกรณีนี้ทำได้ 2 แบบ ได้แก่

3.1) Manipulate ระบบ โดยการหาช่องโหว่ของเงื่อนไขในการทำอันดับบน Google มาหลอก Google อีกทีหนึ่ง อาทิ หนึ่งในปัจจัยการทำอันดับบน Google คือ Keyword และคุณก็ทำบทความสั้น ๆ ขึ้นมาแล้วพิมพ์ Keyword นั้น ๆ ซ้ำ ๆ ลงไปในบทความ แบบนี้คือตัวอย่างของการ Manipulate ระบบด้วยการทำ Keyword stuffing ซึ่งสมัยก่อนใช้ได้ผล แต่ปัจจุบัน Google เขียนอัลกอริธึมออกมาสกัดพฤติกรรมนี้สำเร็จแล้ว

3.2) Manipulate ผู้อ่าน โดยมากนิยมทำบน Facebook อาทิ บทความที่เขียนหัวข้อข่าว

  • ชาวบ้านช็อก หลังเจอหนุ่มสาววัยรุ่นอายุ 15 กำลังทำสิ่งนี้
  • “อึ้ง! ดาราช่องน้อยสีทำสิ่งนี้ต่อหน้าผู้กำกับดังได้อย่างไร ”

พฤติกรรมนี้เรียกว่า Click bait หรือ หัวข้อล่อให้คลิ๊ก ซึ่งการออกแบบหัวข้อล่อให้คลิ๊กนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้าสุดโต่งเกินไปจะกลายเป็น Manipulate ผู้อ่าน ซึ่งอาจถูกแบนจากทั้งทางฝัง Facebook และ Google พร้อมกัน

นี่คือ 3 บริบทหลัก ๆ (จากหลายบริบท) นำมาอธิบายให้เข้าใจภาพใหญ่ของคำว่า เนื้อหาคุณภาพต่ำ อันนำไปสู่วิธีทำ SEO ที่ให้ผลลัพธ์ในระยะสั้น ๆ แต่ส่งผลเสียหายต่อเว็บไซต์ของคุณในระยะยยาว 

ต่อไปนี้ คือ เนื้อหาคุณภาพดี และ วิธีทำ SEO แบบให้ผลช้าแต่ยั่งยืน

1. เป็น Unique Content : หรือคิดเอง ออกแบบเอง เขียนขึ้นใหม่ หรือคุณอาจนำไอเดียหรือโครงสร้างจากบทความอื่นมา Rewrite เขียนใหม่เป็นสไตล์และภาษาของคุณทั้งหมดก็ถือว่าไม่ผิดกติกา

2. มีความยาวพอที่ผู้อ่านจะได้รับประโยชน์ครบถ้วน : สถิติจาก serpIQ Analyzed เผย 10 อันดับบทความติด Search Engine จาก 20,000 คำค้นหาที่นำมาทำกรณีศึกษาครั้งนี้พบว่า บทความอันดับ 1 มีจำนวนคำโดยเฉลี่ย 2416 คำ และบทความทั้หติดอันดับ 10 มีจำนวนคำเกิน 2,000 คำทั้งสิ้น

3. หัวข้อ Creative Click bait : CEOblog ไม่ปฏิเสธหัวข้อบทความที่มีลักษณะเป็น Click bait เพราะหากคุณทุ่มเทเขียนบทความออกมาอย่างดี แล้วมาตกม้าตายเพราะหัวข้อที่แสนน่าเบื่อจนไม่มีคนคลิ๊ก บทความนั้นจะเสียของไปเลย ดังนั้นคุณจำเป็นต้องทำ Click bait แต่จงทำอย่างสร้างสรรค์และตรงกับข้อเท็จจริงที่คุณจะนำเสนอ ยกตัวอย่าง

หัวข้อบทความที่ชวนสงสัยและเชิญชวนให้คน Click เข้าไปหาคำตอบด้านใน โดยแต่ละบทความมีรายละเอียดเชิงลึกไม่น้อยกว่า 1,000 คำ อ่านจบได้ข้อมูลเต็มอิ่มแน่นอน ฉะนั้นแม้จะเป็น Click bait แต่เป็น Click bait เชิงสร้างสรรค์และเนื้อหาด้านในตรงปกทุกอย่าง

2 ปัจจัยทางเทคนิคในการทำบทความให้ติด Google Search Engine

หลังจากอธิบายพื้นฐานไปแล้วทีนี้เรามาปิดท้าย ปัจจัย ทางทางเทคนิคซึ่งจะมีเพียง 2 ปัจจัยหลัก ๆ สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป (ที่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเอาดีทางด้าน SEO Specialist แบบสุดขีด) รู้จัก 2 ปัจจัยต่อไปนี้ติดตัวไว้ก็เพียงพอ

2 ปัจจัยทำเว็บไซต์และบทความของคุณให้ติด Google Search Engine ได้แก่ Backlink และ Keyword

Backlink : คือ การที่คนนำลิงค์ของบทความภายในเว็บไซต์คุณไปแชร์ต่อเพื่อเป็น Reference ประกอบสิ่งที่เขากำลังอธิบาย หรือการให้ Credit กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ ได้แก่ นำไปแชร์ในกระทู้เว็บบอร์ดประกอบการเล่าเรื่องของเขาในกระทู้นั้น ๆ หรือ การนำไปแชร์ในบทความในเว้บไซต์ของขาเองเพื่ออ้างอิงว่าได้รับที่มาจากคุณ หรือ การนำไปแชร์ใน Facebook ของเขา เป็นต้น ฯลฯ

นอกจากนั้นคุณยังสามารถเพิ่มจำนวน Backlink โดยการติดต่อขอแลกการแชร์ Backlink กับเว็บไซต์อื่น ๆ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือขยายจำนวน Backlink ของคุณออกไปจำนวนมาก เช่น Link farming และ Blog networks ซึ่งวิธีหลัง ๆ จะเป็นการ Manipulate ระบบและอาจถูก Google แบนได้

ดังนั้นการทำให้คนแชร์ต่อโดยธรรมชาติ คือ วิธีที่ถูกต้องและปลอดภัย และหนทางเดียวที่ผู้คนจะแชร์ต่อโดยธรรมชาติ คือการทำบทความคุณภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอ

Keyword : คือ คำค้นหา ที่คนพิมพ์ลงไปใน Google search engine หากคุณเขียนบทความที่มีคำศัพท์หรือรูปประโยค ตรงกับ หรือ ใกล้เคียง คำค้นหา Google ก็จะดึงบทความนั้น ๆ ของคุณไปแสดงผล

ยกตัวอย่างคำว่า ‘ประวัติ Elon’ 

เว็บไซต์ CEOblog ทำอันดับ 1 บน Google ตามมาด้วย WikiPedia

เมื่อเจาะลึกลงไปอีกนิดโดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์คู่แข่งที่ CEOblog ใช้เป็นประจำอย่าง Ahrefs ในการวิเคราะห์พบว่าแม้บทความ ประวัติ Elon ของ CEOblog จะมี Backlinks เพียง 2 ในขณะที่ WikiPedia มากกว่า 100 Backlinks แต่จำนวนคำของ CEOblog มีสูงถึง 2710 คำในขณะที่ WikiPedia มีเพียงไม่ถึง 500 คำ และรวมไปถึงจำนวนแชร์ของ CEOblog หากนับทั้งแชร์ตรงจากเว็บไซต์ และแชร์ต่อ ๆ กันไปจากเฟซบุ๊ครวมแล้วไม่น้อยกว่า 10,000 แชร์ อันเป็น Social proof อย่างดีสำหรับกรณีนี้

CEOblog


WikiPedia


อย่างไรก็ดี

ตัวอย่างดังกล่าวเป็น Keyword สั้น ๆ กว้าง ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เว็บไซต์และบทความของคุณติดอันดับต้น ๆ ยากหน่วย โดยเฉพาะใน Keyword ที่มีการแข่งขันสูง อย่าง เสื้อผ้าแฟชั่น ครีม อาหารเสริม ดังนั้นหากคุณต้องการติดอันดับดี ๆ คุณอาจต้องใช้กลยุทธ์ Long Tail Keywords หรือ คีย์เวิร์ดยาว ๆ ที่มีการจำเพาะเจาะจงลงไปอีกขั้น ยกตัวอย่างเช่น

Keyword : ‘วิธีทำ Dropship ‘ เป็น Keyword สั้น ๆ กว้าง ๆ และการแข่งขันสูงพอสมควร มีคนทำบทความไว้เยอะแล้ว

Keyword ‘วิธีใช้ WooCommerce Plugin ทำ Dropship’ เป็นคำค้นหาที่ยาวและเฉพาะเจาะจงถึง ‘ประเภท-โมเดล-วิธีการ’ ใช้ผลิตภัณฑ์ หากคุณเขียนบทความสินค้าที่เฉพาะเจาะจงมาก ๆ ก็มีโอกาสที่ลูกค้าทีมองหาสินค้าและบริการที่กำหนด Specification แบบนี้จะเจอเว็บไซต์ของคุณ อย่างไรก็ดีก็ควรสอดคล้องกับ จำนวนการค้นหาด้วย เพราะหากเฉพาะเจาะจง แต่ไม่มีปริมาณการค้นหา หรือ Search volume ก็เปล่าประโยชน์เช่นกัน

กรณี Woo Dropship นั้นเป็นคำที่มี Search Volume หรือ ปริมาณการค้นหาทั่วทั้งประเทศไทยไม่มาก Keyword นี้นำ Traffic เข้าเว็บไซต์ CEOblog ด้วยคีย์นี้เพียงวันละ 10 – 30 คนเท่านั้น จึงอาจไม่ใช่คำที่เหมาะกับการทำการตลาดด้วยวิธี Google SEO แต่อาจจะเหมาะกับการทำเนื้อหาและโฆษณาลงบน Facebook / Facebook Ads

สรุป

การทำเว็บไซต์และบทความให้ติด Google Search Engine จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ถ้าคุณคิดที่จะเป็น SEO Specialist แน่นอนว่ามันจะซับซ้อนมาก ๆ ในการทำเว็บให้ติด Google แบบครบถ้วนทุกปัจจัย แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจทั่วไป 3 สิ่งที่คุณต้องโฟกัส คือ

1. ทำบทความที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ และตรงกลุ่มเป้าหมาย
2. วางแผนเรื่อง Keyword พอสังเขป แต่ไม่ต้องเครียดกับมัน
3. ทำข้อ 1 และ 2 อย่างสม่ำเสมอ เรื่อง Backlinks และการติด Search จะตามมาเอง

หลายบทความของ CEOblog ติด Top 3 และ Top 5 หน้าแรก Google เพราทำ 3 ข้อนี้ และแทบไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อนไปกว่านี้มากนัก

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.