ผู้ก่อตั้งบริษัทเลโก้คือ Ole Kirk Christiansen ปู่ของเขาในปี 1932 Ole เป็นช่างไม้ฝีมือชั้นครูในเมืองบิลลันด์ ประเทศเดนมาร์ก ในขณะนั้นเศรษฐกิจของประเทศเดนมาร์กตกต่ำอย่างหนัก ซึ่งก็ทำให้กิจการของ Ole พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย เขาจึงต้องดิ้นรนผลิตสินค้าที่ทำจากไม้ออกมาขายและหนึ่งในนั้นคือ ของเล่นไม้ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมาก ในปี 1934 Oleจึงตั้งบริษัทผลิตของเล่นและใช้ชื่อว่า LEGO

เลโก้มีคติพจน์ประจำบริษัทคือ “Only the best is good enough” ของเล่นไม้ทุกชิ้นที่Oleผลิตจะต้องเคลือบสีถึง 3 ชั้นเพื่อให้สินค้าได้คุณภาพตามที่เขาวางไว้ ครั้งหนึ่ง Godtfred ผู้เป็นพ่อของ Kjeld เคยเคลือบสีเพียง 2 ชั้น เมื่อ Ole รู้เข้า เขาได้สั่งให้เรียกคืนสินค้าทั้งหมดและลงโทษ Godtfred ด้วยการให้เคลือบสีใหม่และบรรจุกล่องเองเพียงคนเดียวและคติพจน์นี้ได้รับการส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1942 เกิดเหตุการณ์ประท้วงอย่างรุนแรง ทำให้โรงงานผลิตของเล่นถูกเผาจนเสียหาย แต่ Ole ไม่ยอมแพ้และสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่ ความไม่ยอมแพ้นี่แหละคืออีกสิ่งหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดมาจนถึง Kjeld และหลังจากนั้นไม่นานเลโก้ซื้อเครื่องฉีดพลาสติกเข้ามาใช้เป็นบริษัทแรกในเดนมาร์ก

Ole คิดค้นต้นแบบของตัวต่อเลโก้โดยใช้ชื่อว่า “Automatic Binding Bricks” และเปลี่ยนชื่อเป็น “Lego Bricks” แต่แล้วในปี 1960 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่โกดังเก็บของเล่นไหม้ นั่นคือจุดสิ้นสุดของของเล่นไหม้และเข้าสู่ยุคการผลิตของเล่นพลาสติกเต็มตัวของเลโก้

LEGO ภายใต้การบริหารของ Kjeld Kirk Kristiansen

ก่อนที่จะรับไม้ต่อบริหารเลโก้ Kjeld เคยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีมบริหารตั้งแต่ปี 1977 เหมือนดั่งที่พ่อของเขาก็เคยเข้าไปเรียนรู้งานก่อนรับช่วงบริหารธุรกิจ สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ Kjeld ได้รับประสบการณ์ในการบริหารและเรียนรู้งานรวมถึงทิศทางของบริษัทก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งประธานบริหารในปี 1979 หลังจากที่พ่อของเขาประกาศลาออกจากตำแหน่ง

เมื่อขึ้นเป็นประธานบริหาร Kjeld แสดงวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ออกมา สิ่งที่เขาทำส่วนใหญ่คือการพัฒนาสินค้าให้ทันสมัยเสมอ ดังเช่น lego minifigure แบบใหม่ที่ปรากฏในปัจจุบัน แทนที่แบบเก่าที่ไม่สามารถขยับแขนขาได้ รวมถึงการออกแบบเลโก้ใน Theme ต่าง ๆ และการร่วมมือกับธุรกิจบันเทิงอื่น ๆในการซื้อลิขสิทธิ์มาทำ theme ของเลโก้ทั้งในรูปแบบของตัวต่อ และภาพยนตร์ รวมถึง Lego Mindstorms หุ่นยนต์จากตัวต่อที่สามารถเขียนโปรแกรมบังคับการเคลื่อนไหวได้

และจากวิสัยทัศน์นี้เองทำให้ในวันนี้เลโก้มีสินค้ามากกว่า 6,000 แบบและเป็นบริษัทของเล่นที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก

กุญแจสู่ความสำเร็จของ LEGO

1. ส่งไม้ต่อแก่ทายาทผ่านการสอนงานโดยเข้าร่วมทีมบริหาร

การสอนงานที่ดีที่สุดคือการลงมือทำให้เห็นและจับมือทำ รวมถึงเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อการส่งไม้ต่อแก่รุ่นถัดไป เพราะจะทำให้ทายาทได้เรียนรู้การทำงานภายใต้ประสบการณ์ของผู้ใหญ่ เป็นการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งและเตรียมความพร้อมเมื่อต้องขึ้นมารับช่วงต่อในอนาคต

2. รักษาวัฒนธรรมและค่านิยมองค์กรที่ส่งต่อมาจากรุ่นก่อน

แต่ละองค์กรย่อมมีวัฒนธรรมและค่านิยมที่สะท้อนความเป็นตัวตนขององค์กรนั้น ๆ ซึ่งมักจะถูกปลูกฝังและถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น วัฒนธรรมและค่านิยมเหล่านี้เป็นแนวทางการดำเนินงานที่รุ่นแรก ๆใช้ดำเนินธุรกิจและประสบความสำเร็จในการก่อตั้งธุรกิจมาแล้ว ทายาทผู้รับช่วงต่อจึงต้องใส่ใจสิ่งเหล่านี้ให้มาก “สิ่งไหนที่ดีอยู่แล้วควรรักษาให้คงอยู่”

3. อย่าหยุดพัฒนา

การบริหารธุรกิจในแต่ละยุค สิ่งที่มักจะแตกต่างจากยุคแรก ๆคือ “เสียงของลูกค้า” ซึ่งจะสะท้อนถึงเทรนด์ของความต้องการในยุคนั้น ๆ เทรนด์ที่นิยมมากในยุคหนึ่งอาจตกเทรนด์ในรุ่นต่อไป การรับฟังและพัฒนาสินค้าของตนเองไปตามเสียงของลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารในแต่ละรุ่นพึงระลึกไว้เสมอ และจงอย่าหยุดที่จะพัฒนาให้สินค้าของตนให้ดียิ่งขึ้น จึงจะการันตีความอยู่รอดของธุรกิจ

แนวคิดที่คุณสามารถนำไปใช้กับธุรกิจ

1. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และอ่านเกมส์ขาด

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการมองเกมส์คือสิ่งที่ผู้บริหารควรมี เพราะมันคือสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถต่อยอดธุรกิจของเราให้ขยายและไปต่อได้ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักสะท้อนถึงความสามารถและความคิดของผู้บริหาร

2. จงกล้าที่จะแสดงตัวตน

ปัญหาใหญ่ของทายาทธุรกิจที่จะต้องพบเจอเมื่อขึ้นมารับไม้ต่อคือ “ความมีตัวตน” แม้หัวโขนที่สวมจะใหญ่ แต่ประสบการณ์และความอาวุโสยังน้อยนิด หลายครั้งที่ไอเดียดี ๆ และความคิดเจ๋ง ๆ มักถูกตีตกและถูกมองข้ามจากเหล่าบอร์ดหรือผู้บริหารที่มีอาวุโสกว่า จงกล้าที่จะแสดงตัวตนของตัวเองและแสดงวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยมออกมาอย่างเป็นเหตุเป็นผล เมื่อนั้นไอเดียของคุณจึงจะมีตัวตนและเป็นที่ยอมรับ

Kjeld Kirk Kristiansen คือผู้ที่ทำให้เลโก้เติบโตแบบก้าวกระโดด แม้เขาจะเป็นทายาทรุ่นที่ 3 แต่เขาแสดงให้เห็นว่าวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์สำคัญเพียงใดในการบริหารธุรกิจ สิ่งเหล่านี้คือต้นแบบที่เหล่าผู้รับไม้ต่อควรนำมาศึกษาให้เข้าใจเพราะนี้คือแบบอย่างของผู้ที่รักษาธุรกิจของตระกูลและพัฒนาจนรุ่งเรือง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.