เจาะเส้นทางธุรกิจ Robin Li, ผู้ก่อตั้ง ‘Baidu’ Search Engine และเป็น 1 ใน 3 มหาอำนาจทางเทคโนโลยีของจีน

0
2755

หากจะพูดถึงมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของจีนแล้ว นอกจาก Jack Ma แห่ง Alibaba และ Pony Ma หรือ Ma Huateng แห่ง Tencent แล้วก็ยังมีอีก 1 บริษัทก็คือ Baidu ซึ่งมีผู้ก่อตั้งและ CEO ที่ชื่อว่า Robin Li และในวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักแบบเจาะลึกกับ Robin Li และ Baidu ที่ไม่ได้เป็นแค่ Search Engine ของจีนแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

กำเนิดและวัยเด็ก

Robin Li (โรบิน ลี) หรือ Li Yanhong (หลี่ เยี่ยนหง) (Chinese: 李彦宏; pinyin: Lǐ Yànhóng) เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1968 ณ มณฑลชานซี (Shanxi) เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวในบรรดาพี่น้อง 5 คน เกิดในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่เป็นคนงานในโรงงาน แม้จะมีฐานะไม่ดีนัก แต่ Robin Li ก็ได้เข้าเรียนใน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) โดยเรียนในภาควิชา บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Management) จากคณะวิทยาศาสตร์

ต่อมาในปี 1991 ลี ได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ที่มหาวิทยาลัย University at Buffalo, The State University of New York ตามความตั้งใจเดิมของ ลี ต้องการเรียนให้จบปริญญาเอก แต่หลังจากที่เขาได้รับปริญญาโทในปี 1994 สาขาวิทยาศาสตร์ เขาก็ตัดสินใจไม่เรียนต่อ

เส้นทางสู่ Baidu

หลังจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว ในปี 1994 Robin Li ก็ได้เข้าทำงานใน IDD Information Services รัฐนิวเจอร์ซี่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Dow Jones and Company ซึ่งเขามีหน้าที่ช่วยพัฒนาโปรแกรมสำหรับ The Wall Street Journal ฉบับออนไลน์ Robin Li ทำงานที่ IDD ระหว่างปี 1994-1997 ในขณะนั้น เขาได้พัฒนาระบบอัลกอริทึ่มของตนเองที่ชื่อว่า Rankdex ที่จะให้คะแนนหน้าเพจแต่ละหน้าในเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งเขาได้รับสิทธิบัตรในการพัฒนานี้ในสหรัฐอเมริกา โดยภายหลังเขาได้นำอัลกอริทึ่มนี้พัฒนาขึ้นเป็น Baidu

ในช่วงปี 1997-1999  Robin Li ได้เข้าทำงานกับ InfoSeek ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้นหาในช่วงแรกของ Silicon Valley ในตำแหน่งวิศวกรอาวุโส เขาเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาฟังก์ชันการค้นหารูปภาพของ InfoSeek หลังจากนั้นเขาก็ได้ลาออกจาก InfoSeek และแล้วหลังจากนั้นในเดือน มกราคม ปี 2000 Baidu ก็ถือกำเนิดขึ้น

ธุรกิจยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากห้องเช่าเล็ก ๆ

จุดกำเนิดของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีต้นทางเล็ก ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Apple, Google, Yahoo, หรือแม้แต่ Facebook ส่วนใหญ่ออฟฟิศแห่งแรกไม่เป็นโรงรถ ก็เป็นห้องพักเล็ก ๆ… Baidu ครั้งนี้ก็เช่นกัน

Baidu (ไป่ตู้) เปิดตัวในปี 2000 ในเมืองปักกิ่ง โดย Robin Li ใช้ห้องพักเล็ก ๆ ของตนเองในอพาร์ทเม้นท์ ที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ที่ที่เขาเรียนจบปริญญาตรี ซึ่งในปี 2000 นั้นเป็นปีที่ผู้คนต่างตื่นกลัวกับปัญหา Y2K ว่าคอมพิวเตอร์จะดับทั่วโลก แต่ Robin Li ที่อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก็ไม่สนใจปัญหานี้ และยังเดินหน้าโครงการของเขาต่อไป

* Baidu (ไป่ตู้) (Chinese: 百度; pinyin: Bǎidù, anglicized /ˈbaɪduː/ “BY-doo”) หาก Googol – ที่เป็นที่มาของชื่อ Google แปลว่า 10 ยกกำลัง100 หรือเลข 1 ที่ตามด้วย 0 จำนวน 100 ตัว ‘ไป่ตู้’ ก็แปลว่า 100 ระดับ หรือ 100 ชั้น หรืออาจจะแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า จำนวนมากที่ไม่สามารถนับได้

*ปัญหา Y2K ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์และใช้เวลาไม่นานในการอัพเกรดแก้ไขปีที่ผิดพลาด

จากห้องเช่า สู่การจดทะเบียนในตลาดหุ้น

ในปี 2003 Baidu เปิดตัวระบบ Seach Engine ใหม่ และยังเปิดตัวระบบการค้นหาด้วยภาพ โดยใช้เทคโนโลยีระบุตัวตนแบบพิเศษซึ่งสามารถระบุและจัดหมวดหมู่บทความได้

ในวันที่ 5 สิงหาคม 2005 Robin Li ได้นำ Baidu เข้าสู่ตลาดหุ้น NASDAQ สหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ และในปี 2007 ก็เป็นบริษัทจีนบริษัทแรกในโลกที่ติดอันดับ Top 100 ของ NASDAQ และเป็นบริษัท Search Engine ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียง Google แต่อยู่เหนือ Yahoo และ Bing

Google คู่แข่งระดับโลกบุกจีน

 

Google China ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 โดยได้ Kai-Fu Lee ที่เคยทำงานกับ Microsoft มาเป็นหัวเรือใหญ่ แม้จะมาช้าไป 5 ปี แต่ Google เป็น Search Engine อันดับ 1 ของโลก ที่มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสุดในด้านการค้นหา นับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก

Google พยายามที่จะเอาใจผู้ใช้ชาวจีนเป็นอย่างมาก เมื่อเปิดตัวก็มาพร้อมชื่อจีนว่า 谷歌 (กูเก้อ) ที่แปลว่า เสียงเพลงจากหุบเขาแดนไกล

ในปี 2005 Google ก็เปิดตัวระบบการค้นหาด้วยภาษาจีน ในปี 2006 Google ได้เปิดตัวเว็บไซต์ Google.cn และการค้นหาโดยผ่านการคัดกรองจากรัฐบาลจีน

ในปี 2009 รัฐบาลจีนได้ทำการบล็อกเว็บไซต์ Youtube ที่เป็นของ Google เนื่องจากไม่ต้องการให้เข้าถึงคลิปที่รัฐบาลจีนใช้กำลังแก้ปัญหาในทิเบต หลังจากนั้นไม่นานบริการทุกอย่างของ Google ก็ถูกตรวจสอบและคัดกรองอย่างหนัก และถูกปิดกั้นเกือบจะสมบูรณ์ ในวันที่ 4 กันยายน ปี 2009 Kai-Fu Lee ได้ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางปัญหาการโดนบล็อกจากรัฐบาลจีน และส่วนแบ่งรายได้ของ Google ที่หล่นจนน่าใจหาย

Baidu โดนแฮกเกอร์จู่โจม

หลังจากเปิดดำเนินการมา 10 ปี ในวันที่ 12 มกราคม 2010 โดเมนเนม Baidu.com ที่จดโดเมนในสหรัฐอเมริกา ได้ถูกแฮกเกอร์ของอิหร่านขโมยเข้าไปเพื่อทำการ รีไดเร็กโดเมน หรือ เปลี่ยนเส้นทางเว็บไซต์ Baidu.com ให้ชี้ไปที่ Iranian Cyber Army (ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังการโจมตี twitter ด้วยเช่นกัน ระหว่างการเลือกตั้งอิหร่านในปี 2009 )

โดยในครั้งนั้นเว็บไซต์ Baidu.com ใช้การไม่ได้ไป 4 ชั่วโมง เมื่อผู้ใช้คลิกเข้าที่เว็บไซต์จะได้พบกับข้อความว่า “ว็บไซต์นี้ถูกจู่โจมโดย Iranian Cyber Army” เหล่าแฮกเกอร์ชาวจีนทั้งหลายได้ทำการตอบโต้อย่างรุนแรงเช่นกัน โดยยกพลไปถล่มเว็บไซต์อิหร่านจนย่อยยับพร้อมกับฝากข้อความไว้เต็มไปหมด

ทาง Baidu เองได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับ Register.com ในฐานที่ประมาทอย่างร้ายแรง ที่เจ้าหน้าที่ของ Register.com เลินเล่อปล่อยให้มีการขอเปลี่ยนอีเมลสำหรับล็อกอินแก้ไขโดเมน โดยไม่ตรวจสอบว่าผู้ร้องขอคือใคร เมื่อเปลี่ยนโดเมนได้ก็สามารถกดลืมรหัสผ่าน เพื่อเข้าไปตั้งค่ารหัสผ่านใหม่ ในอีเมลใหม่ โดเมน Baidu.com จึงถูกขโมยไปอย่างง่ายดาย แม้จะนำกลับคืนมาได้ภายใน 4 ชั่วโมงก็ตาม

Google เริ่มมีปัญหากับรัฐบาลจีน

ในช่วงเวลาเดียวกัน ในเดือนมกราคม 2010 นี่เอง ในขณะที่ Baidu ถูกโจมตีจากอิหร่าน Google เองก็ออกประกาศอย่างแข็งขันว่า ไม่สามารถยอมรับการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดของจีนได้อีกต่อไป และจะถอนตัวและถอนการลงทุนทุกอย่างออกจากประเทศจีนโดยสมบูรณ์หากจำเป็น

ซึ่ง Google ไม่ได้ขู่แต่เริ่มเอาจริง โดยการเปลี่ยนเส้นทางโดเมนจาก Google.cn ไปที่ Google.com.hk ในฮ่องกง เนื่องจาก ฮ่องกงเป็นอิสระจากจีน และกฎหมายในจีนไม่สามารถบังคับในฮ่องกงได้ การเซ็นเซอร์ของจีนไม่ครอบคลุมถึงฮ่องกง ทำให้ประชากรจีนสามารถค้นหาทุกอย่างได้ นี่คือการท้าทายอำนาจรัฐบาลจีนอย่างบ้าบิ่นที่สุด ไม่เคยมีบริษัทข้ามชาติบริษัทใดเคยท้าทายรัฐบาลจีนเช่นนี้

และในวันที่ 30 มีนาคม ปีเดียวกันนี้เอง เว็บไซต์ค้นหาของ Google ในทุกภาษาไม่ว่าจะเป็น .com .cn หรือ .com.hk และทุก ๆ ดอท ที่มีชื่อ Google ถูกแบนถาวรจากประเทศจีน ประชาชนจีนไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของ Google ไม่ว่าจะอยู่บนแผ่นดินใหญ่หรือฮ่องกงก็ตาม ในช่วงแรกนั้นบริการอื่น ๆ ของ Google เช่น Gmail และ Google Map ยังคงใช้งานได้ตามปกติ

Google พลาดที่ใช้ไม้แข็งกับรัฐบาลจีน

แม้ Google จะง้อรัฐบาลจีนโดยการขึ้นข้อความเตือนผู้ที่ค้นหาด้วยข้อความภาษาจีนเมื่อผู้ใช้กำลังค้นหาด้วยวลีที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมือง ก็ไม่เป็นผลแล้ว เว็บค้นหาของ Google ยังคงถูกแบนต่อไป

ในวันที่ 30 มิถุนายา 2010 Google ยุติการรีไดเร็กไปยังโดเมนในฮ่องกง เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิกถอนใบอนุญาตผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในแผ่นดินใหญ่

และในที่สุด ในช่วงครึ่งปีหลัง 2010 Google ก็จำใจต้องถอยทัพกลับอเมริกา ถอนการลงทุนทั้งหมดออกจากประเทศจีน เนื่องจากโดนปิดกั้นทุกบริการโดยสมบูรณ์

หลังจากผ่านไป 3 ปี ในปี 2013 Google จึงหยุดแสดงข้อความเตือนเมื่อผู้ใช้พยายามค้นหาวลีที่มีความละเอียดอ่อนต่อการเมืองของจีน

Baidu ทางสะดวก ธุรกิจพุ่งทะยาน

 

หลังการจากไปของ Google ทำให้ในปี 2011 มูลค่าหุ้นของ Baidu พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้ครองส่วนแบ่งการตลาดทิ้งห่างเว็บคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Soso.com แบบไม่เห็นฝุ่น โดย ไป่ตู้ ครองส่วนแบ่งการตลาดไปถึง 70% ซึ่งมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นของ Baidu ทำให้ทรัพย์สินของ Robin Li เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ณ ปี 2011 เขาคือบุคคลที่ร่ำรวยเป็นอันดับที่ 2 ของจีน ซึ่งในขณะนั้น Jack Ma แห่ง Alibaba ยังไม่ติด 1 ใน 10 อันดับด้วยซ้ำ แม้แต่ Pony Ma เจ้าของ Tencent เองก็ยังอยู่ในอันดับที่ 8

และด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2013 มีประชากรอินเทอร์เน็ตมากถึง 620 ล้านคน คิดเป็น 46% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่งผลให้มีการใช้งานเว็บไซต์ Baidu เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด และใน เดือนธันวามคม ปี 2013 นี้เอง Robin Li ก็ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีนได้สำเร็จ ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 12.23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หนึ่งหมื่น-สองพัน-สองร้อย-สามสิบล้าน หรือประมาณ 415,000 ล้านบาท)

Baidu ซื้อกิจการ 91 Wireless

91 Wireless เป็นผู้ให้บริการ App store ของ Andriod ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ที่มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 12,900 ล้านครั้ง โดย Baidu ยอมทุ่มทุนซื้อถึง 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเข้าครอบครองตลาดจำหน่ายแอปพลิเคชั่นที่ใหญ่ที่สุดในจีน และเข้าถึงฐานข้อมูลผู้ใช้มือถือจำนวนมาก รวมถึงยังเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ผลิตแอปพิเคชันอีกด้วย

Baidu ขยายอาณาจักรไม่หยุดยั้ง

บริการของ Baidu ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเว็บไซต์ค้นหาเท่านั้น หากจะนับบริการทั้งหมด รายชื่อจะยาวมาก ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างบริการเด่น ๆ เช่น Baidu Map เหมือนกับ Google Map , Baidu Netdisk หรือ Baidu Cloud ซึ่งเป็นบริการ คลาวค์สตอเรจ , Baidu Brain วิจัยพัฒนา AI , Baidu Music บริการสตรีมมิ่งเพลงที่มีผู้ใช้บริการมากกว่า 200 ล้านครั้งต่อเดือน , Baidu Waimai บริการเรียกรถส่งอาหารที่มีผู้ใช้บริการกว่า 100 ล้านคนต่อเดือน , โครงการ Apollo ระบบ AI ปฏิบัติการณ์บนรถยนต์ไร้คนขับ ที่ Baidu ทุ่มเทวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ใกล้จะเปิดตัวแล้ว

ยังมีบริการอีกมากมายที่เราคาดไม่ถึง อย่าง Baidu Love คล้ายบริการหาคู่ออนไลน์ , Baidu-Hexun Finance บริการทางด้านการเงิน เป็นต้น

Baidu กับผลิตภัณฑ์ด้านการโฆษณา

Baidu มีระบบโฆษณาของตนเองที่เรียกว่า Baidu Tuiguang (ไป่ตู้ ทุ่ยกว่าง百度推广) ที่มีความคล้ายคลึงกับ Google Adwords และ Google Adsense อย่างมาก เป็นระบบ Pay per Click เช่นกัน

3 ขั้วอำนาจทางเทคโนโลยีของจีน

เมื่อเวลาผ่านไปแม้จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2018 มี 777 ล้านคน เทียบเป็น 56.4% ของประชากรทั้งหมดกว่า 1,300 ล้านคนก็ตาม แต่ทรัพย์สินของ Robin Li ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ปีก่อนเท่าใดนัก โดยปัจจุบัน Robin Li มีทรัพย์สินทั้งสิ้นประมาณ 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นอันดับ 8 ในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในจีน ในขณะที่ Pony Ma มีทรัพย์สินประมาณ 39,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เศษ ๆ เป็นอันดับที่ 2 และ Jack Ma มีทรัพย์สิน 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เศษ ๆ เป็นอันดับที่ 3 —- ที่มา Forbes

แต่ทั้ง 3 บริษัท คือ Alibaba, Tencent, และ Baidu ถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในจีน และมักมีการแข่งขันและกระทบกระทั่งกันเสมอ และ เคยเปิดสงครามตัวแทนกันในธุรกิจ Ride Hailing มาแล้ว

แม้ Tencent กับ Alibaba จะขยายอาณาจักรได้เร็วกว่า และดูมีความมั่งคั่งกว่า แต่ Baidu นั้นได้ถือครองสิทธิบัตรและเครื่องมือการค้นหา รวมถึงระบบแผนที่นำทางที่มีความแม่นยำที่สุดไว้ในมือ และทั้งสองคู่แข่งต่างก็ยังต้องพึ่งพาระบบแผนที่นี้ ไม่ว่าจะขยายธุรกิจออกไปมากแค่ไหนก็ตาม

บทบาททางด้านการเมืองของ Robin Li

 

เมื่อ Google กล้างัดข้อกับรัฐบาลจีน จนต้องมีอันเป็นไป Baidu มีหรือจะกล้า Robin Li ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลจีนเป็นอย่างดีในการเซ็นเซอร์ผลการค้นหาทุกอย่าง และเปิดให้เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานอย่างเปิดเผยทุกเมื่อที่รัฐบาลต้องการ นอกจากนี้เขายังเป็นสมาชิก 1 ใน 12 คนของสภาที่ปรึกษาของสภาประชาชนของจีนอีกด้วย

ด้านครอบครัวของ Robin Li

ที่มา http://tech.sina.com.cn/zl/post/detail/i/2017-01-20/pid_8509696.htm

Robin Li สมรสกับ Melissa Ma (มาลิซ่า หม่า) ( Ma Dongmin 马东敏) หรือ หม่า ตงหมิ่น ทั้งสองพบกันที่ NewYork และ Robin ตกหลุมรักเธอทันทีตั้งแต่แรกพบ หลังจากคบกันเพียง 3 เดือน Robin ก็ขอเธอแต่งงาน ทั้งสองแต่งงานกันในเดือนตุลาคมปี 1995 ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 4 คน หม่า มีอิทธิพลต่อ Robin เป็นอย่างมาก เธอมองเห็นความสามารถในตัวเขา ในวันที่เขาทำงานอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ อเมริกา ที่มีรายได้ดีและขับรถหรูอยู่แล้ว แต่เธอผลักดันให้เขากลับบ้านเพื่อสร้างธุรกิจของตนเอง และสร้าง Baidu

สรุปเส้นทางของ Robin Li

Robin Li ให้ความสำคัญกับการศึกษามากที่สุด แม้จะเกิดในครอบครัวที่ฐานะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็พยายามดิ้นรนจนเรียนจบมหาวิทยาลัย และยังแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง จนได้เรียนต่อในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในยุคนั้นมีชาวจีนน้อยคนนักที่จะมีโอกาสไปเรียนต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้ หลังจากได้ปริญญาโทก็เข้าทำงานที่สามารถใช้ความรู้ได้อย่างเต็มที่ และทดลองทำในสิ่งที่คิดและจินตนาการไว้ โดยไม่ลืมที่จะจดสิทธิบัตรเพื่อเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง

ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่า Baidu ลอก Google จึงไม่จริงเสียทีเดียว จริงอยู่ว่าระบบ Crew หรือการเก็บข้อมูลด้วย Spider bot จะมี Google เป็นผู้ริเริ่ม แต่ Robin Li ก็คิดค้นระบบให้คะแนนเว็บไซต์ด้วยตนเองคือ Rankdex ที่ไม่แพ้ PageRanks ของ Google แต่อย่างใดและจดสิทธิบัตรบนแผ่นดินแม่ของ Google ด้วย

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลจีนกีดกัน Google เพื่อเปิดทางให้ Baidu ได้แจ้งเกิดก็ไม่จริงเสียทีเดียว หาก Baidu ไร้ซึ่งความสามารถก็ไม่สามารถเป็น Search Engine อันดับ 1 ของจีนได้เช่นกัน เพราะมีคู่แข่งอย่าง Soso.com ที่เป็น Search Engine เช่นกัน และที่ Google ถูกแบนเนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือในการกรองผลการค้นหา ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับ Facebook ที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้เช่นกัน

ยังมีอีกหลายแบรนด์และหลายธุรกิจที่สามารถเข้าจีนได้อย่างง่ายดาย เช่น Microsoft Apple IKEA หรือแบรนด์รถยนต์จากต่างชาติมากมาย ซึ่งจีนไม่ได้กีดกันทั้งหมด อาจจะมีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค หรือเพื่อลดการแข่งขันที่รุนแรง อย่างกรณี Uber ที่รัฐบาลลงมาควบคุมปัญหาการตัดราคา ซึ่งส่งผลให้ Uber ไม่สามารถดั๊มพ์ราคาได้อีกเลย

หากคุณผู้อ่านกำลังสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในจีน หรือต้องการส่งออกสินค้าไปจีน ควรศึกษาข้อกฎหมายอย่างละเอียด และศึกษาวิธีการทำการตลาดผ่าน Baidu ด้วย เพราะที่จีนไม่มี Google และ Search Engine 1 เดียวก็คือ Baidu

Reference:

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.