วิถีแห่ง HP ที่ทำให้ขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง

Devid Packgard and Bill Hewlett

HP มีชื่อเต็ม ๆ ว่า Hewlett-Packard (ฮิวเลตต์-แพคการ์ด) ซึ่งได้ชื่อมาจากสองผู้ก่อตั้ง คือ Bill Hewlett (บิล ฮิวเลตต์) และ Devid Packgard (เดวิด แพคการ์ด) ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับแบรนด์ HP ในฐานะเครื่องปริ้นท์ซะมากกว่า แต่อันที่จริงแล้ว HP นั้น ทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ และบริการด้านไอที ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแพโล แอลโต(Palo Alto) รัฐแคลิฟอร์เนีย(California) ประเทศสหรัฐอเมริกา

Devid Packgard and Bill Hewlett
ซ้ายมือคือ Devid Packgard และขวาคือ Bill Hewlett – Image credit: booksnstars.com

ถ้ากล่าวถึงในกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ส่วนมากเราจะนึกถึง สตีฟ จ็อปส์ หรือบิล เกตส์ ซะมากกว่า แต่หารู้ไม่ว่าบิล ฮิวเลตต์ และเดวิด แพคการ์ด นั้นก็เริ่มก่อตั้งในปี 1939 โดยมีเงินทุนเริ่มต้นธุรกิจเพียง 500 ดอลล่าร์สหรัฐฯ เท่านั้น และถือได้ว่าเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านไอทีที่มูลค่าแตะหลักพันล้านที่เริ่มต้นบริษัทจากในโรงรถได้สำเร็จ ทำให้กลายเป็นตำนานของซิลิคอนวัลเลย์ ก่อนที่สตีฟ จ็อปส์ และบิล เกตส์ จะรุ่งเรืองในเวลาหลายสิบปีต่อมา (นี่มันสตาร์ทอัพตัวพ่อชัด ๆ)

The garage in Palo Alto where Hewlett and Packard began their company
โรงรถที่เป็นจุดเริ่มต้นของ HP ที่ บิล ฮิวเลตต์ กับ เดวิด แพคการ์ด ใช้เป็นฐานทัพ Image credit: wikipedia

แม้ว่าในยุคที่ผ่านมานั้น HP จะมีชื่อเสียงเลื่องลือจากการที่เป็นผู้นำด้านปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ต และเลเซอร์ปริ้นเตอร์ ซึ่งต่อมา HP ได้ขยายตัวและหันมาจับตลาดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยเข้าซื้อกิจการของ COMPAQ ในปี 2002 โดยมีดีลในครั้งนี้สูงถึง 25 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

และจากการดำเนินงานแบบวิถี HP ที่ทำให้ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ก็คือ The HP Way

เชื่อมั่นและเชื่อใจในทีมงานของ HP

ธุรกิจที่ดีคือธุรกิจที่สามารถดึงดูดคนที่ดี เก่ง และมีความสามารถ เข้ามาร่วมทำงานกับองค์กรได้ ดังนั้น HP จึงเน้นที่การทำให้แบรนด์มีความน่าเชื่อและแข็งแกร่ง และคอยซับพอร์ททีมงานด้วยเครื่องไม้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยเน้นให้คนภายในองค์กรสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และฉลองความสำเร็จไปด้วยกัน

สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้สมกับความคาดหวังของลูกค้า

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์แล้วนั้น ความคาดหวังจากลูกค้าก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุณภาพสินค้า, การบริการ นวัตกรรมใหม่ ๆ รวมไปถึงความคงทนในการใช้งาน ดังนั้น สิ่งที่ HP จะต้องทำก็คือ จะต้องกำชับกับผู้นำในองค์กรให้มีความกระตือรือร้นที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่จะต้องตอบสนองให้ทันกับความต้องการของลูกค้า และคอยย้ำเตือนอยู่เสมอว่า “สิ่งที่เวิร์คในวันนี้ อาจไม่เวิร์คในวันพรุ่งนี้” ซึ่งทำให้องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

บรรลุวัตถุสงค์ขององค์กรด้วยการทำงานเป็นทีม

เนื่องจาก HP เป็นองค์กรที่มีพนักงานอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งการที่องค์กรจะประสบความสำเร็จได้นั้น มนุษย์คือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด และทุก ๆ คนในองค์กรทั่วโลกจะต้องร่วมมือกัน เพื่อเติมเต็มและสนองความต้องการแก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น รวมไปถึงบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถอ่านแบบเจาะลึกเพิ่มเติมได้ที่หนังสือที่ชื่อว่า The HP Way ที่เขียนโดย David Packard หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งของ HP

The HP Way
Image credit: The HP Way

จากข้างต้นจะเห็นได้ว่า HP เป็นองค์กรที่ให้อิสระกับตัวบุคคลเป็นอย่างมาก โดยเคยมีเหตุการณ์หนึ่งที่ บิล ฮิวเลตต์ เกิดไอเดียใหม่ ๆ ผุดเข้ามาในหัว เขาจึงเข้าไปทำงานในบริษัทในวันหยุด แต่ก็พบว่ามีกุญแจล็อคห้องเก็บของเอาไว้อยู่ เขาจึงทุบกุญแจที่ล่ามโซ่นั้นออกอยู่ แล้วประกาศว่า นับตั้งแต่นี้ ห้ามล็อคกุญแจห้องเก็บของอีก ด้วยเหตุผลที่ว่า หากมีพนักงานคนใดที่จู่ ๆ ก็มีไอเดียดี ๆ ผุดขึ้นมา แล้วต้องการเข้ามาทำงานในวันหยุด ก็จะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ และทำงานได้ทันที

และหลังจากนั้นก็มีอีกหลายเหตุการณ์ ที่ทำให้พนักงานภายในองค์กร กล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำอย่างอิสระ อย่างกรณีหนึ่งที่เคยมีวิศวกรของ HP ได้พัฒนาจอภาพคอมพิวเตอร์ที่คาดว่าเป็นสิ่งที่จะต้องตอบโจทย์และเป็นที่ต้องการของลูกค้า แต่เดวิด แพคการ์ด ไม่เห็นด้วยจึงสั่งยกเลิกโครงการนั้นไป ซึ่งในท้ายที่สุดตัวของวิศวกรเองก็สามารถโน้มน้าวให้หัวหน้าของเขาส่งโปรเจคนี้เข้าสู่กระบวนการผลิต เพราะพวกเขารู้ดีว่าสินค้ามันเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า และก็เป็นไปตามที่คาดว่า โปรเจคนี้เป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า HP เป็นอย่างมาก เดวิด แพคการ์ด จึงให้รางวัลความดีความชอบแก่วิศกรคนนั้นโดยสิ่งที่ทำให้ได้รางวัลก็เพราะ เป็นพนักงานที่ดื้อด้านจนได้ดี


นี่คืออีกก้าวของ HP ที่นอกจากจะผลิตสินค้าที่คนทั่วไป(ลูกค้า Consumer)ใช้งานแล้ว ยังมีสินค้าสำหรับธุรกิจ(ลูกค้า Commercial) ซึ่งจะเข้ามาช่วยซับพอร์ทธุรกิจ StartUp และ SMB (Small and Medium Business) ที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางโดยเฉพาะ ซึ่งมาในคอนเซ็ปต์หลัก 3 ข้อ คือ

  • Design: ให้ความสำคัญกับการออกแบบ ดีไซน์ที่เรียบหรูดูดีมีระดับ พร้อมกับใช้วัสดุที่แข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับรุ่นทั่ว ๆ ไป และเพิ่มภาพลักษณ์ให้กับบริษัทรุ่นใหม่อย่างบริษัท StartUp
  • Security: เน้นที่ความปลอดภัยสำหรับองค์กรโดยเฉพาะ ที่มี BIOS ที่สามารถตรวจสอบความผิดปกติที่อาจเกิดมาจากแฮคเกอร์ เว็บฟิชชิ่ง, ไวรัส และโปรแกรมมัลแวร์ต่าง ๆ ที่พยายามจะเจาะเข้ามาในระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทาง BIOS หาก BIOS ตรวจสอบแล้วพบความผิดปกติที่เพี้ยนไปจากโรงงาน มันก็จะทำหน้าที่รีเซ็ทให้โดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันข้อมูลขององค์กรรั่วไหลไปสู่ภายนอกได้
  • Collaboration: เนื่องจากการทำงานกันเป็นองค์กร ต้องอาศัยทีมเวิร์คที่ดี และยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่อยู่ในยุคของอินเตอร์เน็ตนั้น ตัวของ HP ก็จะมีฟังก์ชั่นคอยซับพอร์ทการติดต่อสื่อสารทางไกลกันระหว่างทีมงาน ยกตัวอย่างเช่นเพิ่มฟังก์ชั่นการติดต่อเพื่อให้ซับพอร์ทกับโปรแกรมอย่าง Skype โดยเฉพาะ เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว ราบรื่นและง่ายดาย นอกจากนี้ยังมี HP PhoneWise รับสายเรียกเข้าและตอบข้อความผ่านพีซีของคุณด้วย iOS หรือ Android

โดยล่าสุด HP ได้ออกคอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรที่เป็นตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้ 2 รุ่น คือ

  • HP EliteOne 1000 All-in-One Desktop PC (คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแบบออลอินวัน)
  • HP EliteBook x360 Notebook (คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป)

HP EliteOne 1000 All-in-One

HP EliteOne 1000 All-in-One desktop

มาดูกันที่ตัวแรกกันก่อนเลย ก็คือ HP EliteOne 1000 All-in-One ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ที่สามารถสังเกตได้ทันทีเลยว่า จะเป็นรุ่นที่จอกว้างและโค้งรับกับสายตา และไม่มีเคสคอมพิวเตอร์ ให้เกะกะ ไม่เปลืองพื้นที่โต๊ะทำงาน และออฟฟิศ เพราะทุกอย่างถูกมัดรวมไว้ในฐานตั้งจอเรียบร้อยแล้ว เรียกง่าย ๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์, สายไฟ, ช่องเสียบ USB ต่าง ๆ ถูกออกแบบให้อยู่ในฐานตั้งจอทั้งหมด แถมหากต้องการเปลี่ยนจอ ก็สามารถถอดขาตั้งออกแล้วเสียบจอใหม่เข้าไปได้ในทันที โดยมีขนาดจอให้เลือก 3 ขนาด คือ 23.8 นิ้ว (ซึ่งมีทั้งระบบ Touch และ Non-Touch), 27 นิ้ว และ 34 นิ้ว

HP EliteOne 1000 All-in-One desktop FHD Camera

ส่วนเวลาที่ต้องการประชุมหรือพูดคุยกับทีมงาน ก็สามารถกดให้กล้องที่อยู่ด้านบนของขอบจอขึ้นมาได้อีกด้วยซึ่งภาพที่ออกมานั้นก็จะเป็นกล้องวีดีโอแบบ Full HD

HP EliteOne 1000 All-in-One desktop FHD Camera conference

และนอกจากนั้นที่ตัวฐานของจอ ก็จะมีปุ่มคีย์ลัด ที่สามารถประชุมทางไกลผ่านวีดีโอได้ในทันที ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงตัวไมค์ที่มีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้เป็นอย่างดี

HP EliteBook x360

HP EliteBook x360

ทีนี้ก็มาดูรุ่นของแล็ปท็อปหรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คกันบ้างในรุ่นที่ชื่อว่า HP EliteBook x360 ซึ่งจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ตามชื่อ x360 ซึ่งมันสามารถหมุนจอได้แบบ 360 องศา ซึ่งสามารถหมุนได้ทั้งหมด 5 รูปแบบ (โหมดทำงาน, พรีเซ็นต์, ประชุม, ดูหนังฟังเพลงและแท็ปเล็ตเขียนได้) แล้วแต่การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแบบที่เหมาะสำหรับพรีเซ็นต์งานลูกค้าหรือเป็นโหมดรับชมเพื่อความบันเทิง แถมยังได้รับรางวัลด้านการออกแบบที่เป็น Best Convertible Hybrid Laptop ประจำปี 2017 อีกด้วย

นอกจากนั้นเรื่องความอึดของแบตรุ่นนี้ ที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานกว่า 15  ชั่วโมง จากการชาร์ตเพียงครั้งเดียว* ซึ่งแน่นอนว่าคุณสมบัติที่ติดตัวเจ้าเครื่องนี้มานั้น เทียบเท่ากับรุ่นของคอมแบบตั้งโต๊ะเลย ไม่ว่าจะเป็น ระบบ BIOS เพื่อป้องกันโปรแกรมมัลแวร์จากเหล่าบรรดาแฮเกอร์, กล้อง webcam แบบ IR Camera HD, ไมค์ที่สามารถกรองเสียงรบกวนรอบข้าง, ปุ่ม Shortcut สำหรับประชุมทางไกล

ในส่วนของจอของแล็ปท็อปนั้นเป็นแบบระบบสัมผัสมีให้เลือกทั้งแบบ FHD IPS หรือแบบ 4K IPS รองรับการใช้งานร่วมกับปากกา Active Pen รวมไปถึงระบบรักษาความปลอดที่สามารถผูกเข้ากับ Smartphone ที่เมื่อใดก็ตามที่สมาร์ทโฟนที่พกติดตัวเราห่างออกจากแล็ปท็อป มันก็จะทำการล็อคหน้าจอโดยอัตโนมัติหรือจะตั้งค่าการเข้าใช้งานโดยใช้ลายนิ้วมือก็สามารถทำได้เช่นกัน รวมไปถึงหากต้องการความเป็นส่วนตัว โดยที่เราไม่ต้องการให้คนที่นั่งข้าง ๆ เห็นหน้าจอของเราก็สามารถปรับเปลี่ยนโหมดหน้าจอแบบ Privacy ได้

และนี่ก็คืออีกหนึ่งนวัตกรรมหนึ่งที่ HP ตั้งใจที่จะออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มของนักธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง(SMB) รวมไปถึงเหล่าบรรดาสตาร์ทอัพ ที่ต้องการดีไซน์ที่เรียบหรูดูดีมีระดับ แข็งแรงทนทาน, มีความปลอดภัยสูง, สามารถติดต่อประชุมทางไกลได้อย่างง่ายดาย, ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง ในราคาที่เอื้อมถึง หากใครที่กำลังมองหาคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจหรือกำลังที่จะขยับขยายกิจการ การเลือกคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรโดยเฉพาะก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HP Commercial (คอมพิวเตอร์สำหรับองค์กร) ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่าย HP ได้ทั่วประเทศ หรือไปที่เว็บไซต์ https://www.hpstorethailand.com/

*Windows 10 MM14 battery life will vary depending on various factors including product model, configuration, loaded applications, features, use, wireless functionality, and power management settings.  The maximum capacity of the battery will naturally decrease with time and usage. See www.bapco.com for additional details.

ทิ้งทวนกันด้วยข้อคิดดี ๆ ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จระดับพันล้านที่เริ่มต้นในโรงรถจากสองผู้ก่อตั้งผู้ยิ่งใหญ่ของ HP บิล ฮิวเลตต์ และ เดวิด แพคการ์ด

10 ข้อคิดจาก Bill Hewlett และ David Packard

Bill and Dave during the war years. Photo courtesy of Hewlett Packard Company.
Image credit: Bill and Dave
  1. ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะวิ่งเข้าหาบุคคลที่ไม่กลัวการล้มเหลวต่อหน้าผู้คนนับล้าน
  2. หากคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณต้องออกไปสร้างบริษัทและมีส่วนร่วมกับมันอย่างเต็มที่ อย่ารอโชคลาภ หรือหวังพึ่งดวง คุณจะต้องออกไปไขว่คว้าด้วยตัวของคุณเอง
  3. การบริหารองค์กรที่ดีที่สุดคือการผสมผสานระหว่างความยิ่งใหญ่ขององค์กรกับความซื่อสัตย์และจงรักภักดีของพนักงานที่มีต่อองค์กร
  4. ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทำธุรกิจก็คือ การตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่ดีสุดในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
  5. บริษัทที่มุ่งเน้นที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว ในท้ายที่สุดแล้วนั้นพวกเขาจะทรยศทั้งต่อลูกค้าและต่อบริษัทของตัวเอง
  6. การปรับปรุงและพัฒนาองค์กร ควรเริ่มต้นด้วยเหตุที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่มาจากโครงสร้างของการเงิน
  7. พนักงานที่มีทัศคติที่แย่ต่อองค์กร เป็นภัยคุกคามมากกว่าใครสักคนที่รู้สึกไม่พอใจต่อสินค้าหรือบริการของบริษัทคุณ
  8. หัวหน้าที่ดีต้องคอยซับพอร์ททีมงานอย่างเต็มที่ และควรร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน ไม่ใช่สักแต่ว่าจะชี้นิ้วสั่งเพียงอย่างเดียว
  9. หัวหน้าที่ดี จะต้องปฏิบัติต่อทีมงานอย่างเท่าเทียมกัน มีความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าของแผนกไหนก็ตาม แต่สิ่งที่หัวหน้าทุกคนต้องพึงกระทำให้ดีที่สุดก็คือ การเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคล เพราะไม่ว่าจะเป็นแผนกใด ก็จำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ดังนั้น ทักษะที่สำคัญที่สุดที่หัวหน้าทุกคนจะต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาก็คือ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น
  10. การลงทุนในการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นในไลน์ผลิตเดิมหรือไลน์ผลิตใหม่ มันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดแต่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดเช่นกัน

Resources:

CEO BOOK: รีวิวหนังสือ REMOTE สร้างธุรกิจให้ได้ดี ไม่ต้องมีออฟฟิศ by Jason Fried and David Heinemeier Hansson

Jason Fried remote book

หนังสือ REMOTE เป็น 1 ใน 100 หนังสือธุรกิจที่ CEO BLOG แนะนำให้อ่าน โดยผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสทำงานแบบทั้งที่มีออฟฟิศและไม่มีออฟฟิศ ในฐานะลูกจ้างและผู้ประกอบการมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าการจะมีหรือไม่มีออฟฟิศนั้น มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับว่าโจทย์ของธุรกิจหรือ Core Business ของเราคืออะไร และเราชอบไลฟ์สไตล์แบบไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง

วันนี้ก็ลองมาดูกันว่า การสร้างธุรกิจโดยที่ไม่ต้องมีออฟฟิศตามสไตล์ของหนังสือ REMOTE: Office Not Required เขียนโดย Jason Fried กับ David Heinemeier Hansson (ซึ่งเป็นผู้เขียนเดียวกันกับหนังสือ REWORK: ยกเครื่องความคิด) นั้น เขาจะชูโรงว่า ธุรกิจในสมัยใหม่นั้น ไปได้ดีได้โดยที่ไม่ต้องมีออฟฟิศหรือในบางมุมการมีออฟฟิศนี่แหละที่ปิดกั้นการเติบโตของบริษัทและคนทำงานในยุคสมัยใหม่ โดยในบทความนี้ ก็จะเน้นมุมมองและข้อดีของการไม่มีออฟฟิศเป็นหลัก ซึ่งจะใช้ประโยชน์ของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและโลกอินเตอร์เน็ตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างธุรกิจ

ก่อนที่โลกอินเตอร์เน็ตจะรุ่งเรืองเท่ายุคนี้ ต้องบอกได้เลยว่า การติดต่อสื่อสารกันภายในองค์กรนั้น ก็คงมีตัวเลือกเดียวคือการโทรศัพท์คุยกันหรือไม่ก็ต้องมาเจอหน้ากันเพื่อพูดคุยเรื่องงาน แต่ในขณะที่ยุคนี้ เป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก แถมมีโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่ทำให้การติดต่อสื่อสาร เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงกว่าเดิมมาก

เนื้อหาในหนังสือ REMOTE ถูกแบ่งออกเป็น 7 บทหลัก ๆ ดังนี้

บทที่ 1: ถึงยุคของการทำงานทางไกลแล้ว

ในบทนี้ จะเป็นมุมมองที่ผู้เขียนหนังสือพยายามหาข้อดีของการไม่ต้องมีออฟฟิศมาหักล้างกับข้อเสียในการออฟฟิศซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่า ในบทนี้จะต้องอวยเรื่องของการทำงานนอกออฟฟิศแบบเต็ม ๆ ซึ่งอาจจะมีทั้งถูกใจและขัดใจใครหลาย ๆ คน เพราะต่างคนต่างมุม แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะชื่อหนังสือก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า ต้องสร้างธุรกิจให้ดีโดยที่ไม่มีออฟฟิศนี่นา ดังนั้นหนังสือในเล่มนี้ก็จะพยายามทำให้ผู้อ่าน เชี่ยวชาญในการสร้างธุรกิจแบบไม่มีออฟฟิศให้ธุรกิจมันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เหตุผลหลัก ๆ ที่ใช้โจมตีจุดอ่อนของการทำงานในออฟฟิศ เช่น การต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปที่ทำงานแต่แล้วก็พบว่ารถโคตรจะติด ทำให้อารมณ์บูดตั้งแต่เช้า กว่าจะถึงออฟฟิศก็หมดแรงซะแล้ว แถมยังต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนมากกับค่าเดินทาง ที่จะว่าไปก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ หรือหากไม่อยากเสียค่าเดินทางก็ต้องเลือกที่อยู่อาศัยในใกล้กับที่ทำงานมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งออฟฟิศอยู่ใจกลางเมือง ค่าครองชีพ ค่าเช่า ก็สูงตามขึ้นไปด้วย แถมลำพังแค่ทำให้ตัวเองตื่นตอนแต่เช้าก็ยังคงเป็นเรื่องสาหัสสำหรับใครหลาย ๆ คนอยู่ดี เป็นต้น

บทที่ 2: รับมือกับข้อโต้แย้ง

หลังจากบทแรกที่อวยข้อดีของการทำงานแบบไม่มีออฟฟิศและโจมตีจุดอ่อนของการมีออฟฟิศไปแล้วนั้น มาในบทนี้ ก็ยังคงอวยอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ หากฝ่ายตรงข้าม(ฝ่ายที่ชอบทำงานในออฟฟิศ) มาดิสเครดิตกัน อารมณ์ประมาณว่า การทำธุรกิจแบบไม่มีออฟฟิศ มีแต่ข้อเสียเยอะแยะไปหมด มันก็ถึงเวลาที่ฝ่ายที่ไม่อยากทำงานในออฟฟิศตอบโต้นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทชั้นแนวหน้าเขาก็มีออฟฟิศกันทั้งนั้นแหละ, ไหนลองบอกมาซิว่า มีบริษัทแนวหน้าสักกี่บริษัทที่ไม่ต้องมีออฟฟิศบ้าง, แล้วแน่ใจได้ยังไงว่า ลูกน้องที่ไม่เข้าออฟฟิศจะทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่รับค่าจ้างไปเปล่า ๆ แล้วแอบอู้งานหรอกหรือ เป็นต้น

ดังนั้นหากคุณมุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจแบบที่ไม่ต้องพึ่งพาออฟฟิศแล้วล่ะก็ คุณก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับข้อขัดแย้งที่อาจจะมาจาก หุ้นส่วน เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง ลูกค้า ให้ดี เพราะพวกเขาเหล่านั้น ก็ยังคงนึกภาพไม่ค่อยออกว่า จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ยังไงโดยที่ไม่ต้องมีออฟฟิศ

บทที่ 3: วิธีทำงานทางไกลร่วมกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมเองได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานที่อยู่กันคนละที่ นั่นก็คือ พฤติกรรมจากเดิมที่เป็นคนใช้โปรแกรมพวก Microsoft Office ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel หรือ PowerPoint ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือ ไฟล์งานมักจะอยู่ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง บางครั้งก็อยู่ที่คอมตั้งโต๊ะที่ใช้ประจำ หรือบางทีไฟล์ก็อยู่ในโน้ตบุ๊คระหว่างที่ไปทำงานนอกสถานที่ ทำให้การแชร์ไฟล์หรือข้อมูลหลาย ๆ อย่างแก่เพื่อนร่วมทีมนั้นทำไปได้ด้วยความลำบาก

จนกระทั่งผมเองหันมาใช้โปรแกรม Google Drive ที่สามารถเก็บไฟล์งานต่าง ๆ ไว้บน Cloud ได้ แถมยังมีโปรแกรม Google Docs, Google Sheet และ Google Slide ที่มีความสามารถคล้าย ๆ กับ Microsoft Office เลย แถมยังสามารถแชร์และทำงานร่วมกับทีมงานไปได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วย

แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้ มักจะแนะนำโปรแกรมที่ชื่อว่า Basecamp ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ผู้เขียนหนังสือนั้นเป็นเจ้าของอยู่ โดยมีความสามารถในการทำหน้าที่เป็นโปรแกรมที่เอาไว้ให้ทีมงานคอยอัพเดทความคืบหน้าของงานแต่ละแผนก หากใครสนใจก็ลองเข้าไปทดลองใช้ได้ฟรีกันดูครับ

บทที่ 4: ข้อควรระวัง

ทีนี้ก็มาถึงข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณเลือกที่จะทำธุรกิจด้วยการไม่มีออฟฟิศ ตัวอย่างเช่น โรคเหงา โรคซึมเศร้า เพราะแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีที่สามารถคุยกับใครที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มันก็ไม่สามารถที่จะเทียบเท่ากับการเจอหน้าคนแบบตัวเป็น ๆ อย่างแน่นอน

รวมไปถึงการที่ทำงานนอกออฟฟิศ แม้ว่าข้อดีของมันก็คือ การที่ไม่ต้องตอกบัตรเข้างานตอน 9 โมงเช้าและเลิกงานใน 5 โมงเย็น แต่หลุมพรางที่คุณอาจจะต้องเผชิญก็คือ การทำงานโดยไม่มีแบบแผน พอรู้ตัวอีกที กลับใช้เวลาทำงานมากกว่าสมัยที่ทำในออฟฟิศซะอีก บางคนก็เริ่มทำงานตอนเที่ยง แล้วพักเบรค ทำนู่นนี่นั่น รู้ตัวอีกทีก็ปาไปเที่ยงคืน กลายเป็นทำงานวันละ 12 ชั่วโมงไปซะหยั่งงั้น

บทที่ 5: จ้างคนเก่งและทำให้พวกเขาอยู่กับเราไปนาน ๆ

ไม่ว่าจะทั้งในฐานะนายจ้างหรือลูกจ้างก็ตาม คงจะเจอกับปัญหานี้ไม่มากก็น้อย ในเรื่องของการย้ายถิ่นฐานที่ทำงาน พนักงานหลาย ๆ คนมีฝีมือที่ดีมาก แต่ติดที่สถานที่ทำงานอยู่ไกลบ้าน อยู่ในที่กันดาร หรือมีเหตุจำเป็นที่จะต้องย้ายที่อยู่อาศัย ทำให้การมีออฟฟิศนั้นเป็นอุปสรรคต่อการจ้างงานของคนที่มีฝีมือดี ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก เพราะเมื่อคุณเปิดกว้างกับการไม่ต้องให้พนักงานเข้ามาทำงานในออฟฟิศ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ คุณสามารถจ้างคนเก่ง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกได้อย่างง่ายดาย

แต่สิ่งที่ยากกว่าก็คือ จะทำยังไงให้ทีมงานฝีมือดีเหล่านี้ ทำงานกับบริษัทไปนาน ๆ เพราะเรารู้กันดีอยู่แล้วว่า มนุษย์คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ และการที่จะหาคนใหม่มาแทนที่พนักงานเก่าสักคนนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเทรนนิ่ง การทำงานกับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งกว่าจะเข้าขากันก็อาจจะพลาดโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญของบริษัทไปได้

แน่นอนว่าข้อเสียของการทำงานแบบไม่มีออฟฟิศก็คือ การที่ทีมงานไม่ได้ใช้ชีวิตแบบพบปะเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ดังนั้น ประสบการณ์ในด้านชีวิตของทีมงานจะค่อนข้างอ่อนแอ เพราะส่วนมากเจอกันแต่ในโลกอินเตอร์เน็ต ดังนั้น คุณในฐานะที่เป็นหัวหน้าของพวกเขาก็จะต้องเรียนรู้การบริหารพนักงานให้มีประสบการณ์ชีวิตที่เหมือนกับพนักงานออฟฟิศปกติทั่ว ๆ ไป เช่น อาจจะมีการจัดกิจกรรมพาพนักงานไปท่องเที่ยว นัดเจอกันเป็นบางครั้งบางคราว

บทที่ 6: บริหารพนักงานทางไกล

ในฐานะที่คุณเป็นเจ้าของบริษัทหรือผู้บริหาร สิ่งที่จะทำให้เข้าใจการทำงานของพนักงานทางไกลที่ไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิศก็คือ ให้คุณลองบริหารทีมงานของคุณโดยที่ตัวคุณไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศดูบ้าง อย่างน้อยที่สุด คุณก็จะได้สัมผัสกับการทำงานแบบไม่มีออฟฟิศและเข้าใจหัวอกของคนเหล่านั้นอยู่บ้างล่ะ

บทที่ 7: ชีวิตของพนักงานทางไกล

ในบทนี้ผู้เขียนหนังสือก็จะแนะนำว่า จะต้องจัดการกับตัวเองยังไงเมื่อจะต้องทำงานแบบไม่มีออฟฟิศ เพราะแม้ว่าข้อดีของการที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศคือการไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะฝ่าฝูงชนไปที่ทำงาน แต่ข้อเสียก็คือ หากไม่จัดการเวลาดี ๆ แล้วล่ะก็ ทั้งงานและทั้งเวลาส่วนตัว จะปนกันมั่วไปหมด จนอาจทำให้เวลาที่คุณควรพักผ่อนกลับต้องมาปั่นงาน เพราะตอนกลางวันมัวแต่ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ดังนั้นในบทนี้ ก็จะพยายามหาวิธีแก้ไขในกรณีที่พนักงานมีปัญหาในการปรับตัวการทำงานแบบไม่มีออฟฟิศนั่นเอง และนั่นรวมไปถึงตัวคุณในฐานะเจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารที่ไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิศด้วย

 

Resource:

ทำธุรกิจแล้วจะเปิดบัญชีเงินออมทั้งที เลือกใช้บัญชีธนาคารไหนดี?

LH Bank Biz Saving

     ในฐานะที่คุณเป็นเจ้าของกิจการ คงมีคำถามนี้เกิดขึ้นในใจกันว่า “ทำธุรกิจแล้วจะเปิดบัญชีเงินออมทั้งที เลือกใช้บัญชีธนาคารไหนดี?” ซึ่งหากเป็นในยุคก่อน ๆ ก็คงเลือกเอาที่ความสะดวกสบายเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการมีสาขาของธนาคารอยู่ใกล้บ้านไม่ก็อยู่ใกล้บริษัท และเลือกธนาคารที่มีความน่าเชื่อถือ มีสาขาเยอะ ๆ จะได้สะดวกต่อการทำธุรกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงอาจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยว่า ค่าธรรมเนียมในการฝาก โอน ถอน นั้นต้องมีค่าธรรมเนียมที่ไม่แพง และยิ่งในปัจจุบันถ้าค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเป็นศูนย์ได้ยิ่งดี

เมื่ออินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการทำธุรกิจ เจ้าของธุรกิจก็มักที่จะเลือกทำธุรกรรมต่าง ๆ ของบริษัทผ่านอินเตอร์เน็ตซะมากกว่า ดังนั้น เรื่องการที่จะต้องเดินทางไปที่แบงค์ก็กลายเป็นเรื่องรองลงไป เพราะอะไร ๆ ก็สามารถทำผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้แทบทั้งสิ้น แต่หากดูแบบผิวเผินของแต่ละธนาคารแล้ว ในปัจจุบันก็คงไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากสักเท่าไหร่นัก

     ซึ่งในบทความนี้ ทาง CEO BLOG เองก็ได้รับแคมเปญที่น่าสนใจจากธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในแคมเปญ Biz Saving หรือบัญชีออมทรัพย์ธุรกิจคุ้มค่าสำหรับนิติบุคคล ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุดถึง *1.30% และสามารถถอนดอกเบี้ยในส่วนนี้ได้ทุก ๆ เดือนอีกด้วย ไปดูกันว่า แคมเปญที่ว่านี้มีดีอะไรบ้าง

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูง

     เงื่อนไขการรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุดที่ 1.30% นั้นก็ไม่ยาก เพียงธุรกิจของท่านเริ่มเปิดบัญชีธนาคารแบบนิติบุคคลครั้งแรกด้วยวงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาท ขึ้นไป ซึ่งในแต่ละเดือนหากมีเงินคงเหลือในบัญชีเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ทางธนาคารจะบวกโบนัสพิเศษเพิ่มให้จากเดิมอีก 0.10% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ (ในขณะที่บัญชีออมทรัพย์สำหรับนิติบุคคลของธนาคารทั่ว ๆ ไป อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วง 0.10% – 1.00% เท่านั้น)

อัตราดอกเบี้ยนิติบุคคล
LH BANK
Biz Saving
Bonus
วงเงิน 1 – 20 ล้านบาท
1.00%
0.10%
วงเงิน 20 – 1,000 ล้านบาท
1.20%
0.10%
วงเงิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป
1.10%
0.10%

ตารางแสดงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ธุรกิจคุ้มค่า (Biz Saving) หมายเหตุ : ข้อมูล เดือนตุลาคม พ.ศ.2560

     ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของบัญชีออมทรัพย์ธุรกิจคุ้มค่า (Biz Saving) ก็คือ การจ่ายดอกเบี้ยรายเดือน เราจะสามารถถอนดอกเบี้ยได้ทุก ๆ วันที่ 1 ของเดือน ไม่เว้นแม้แต่ วันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากส่วนนี้สามารถเพิ่มเป็นโบนัสให้นำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบธุรกิจของเราได้อีกด้วย ไปดูเจ้าของธุรกิจที่เลือกใช้แคมเปญนี้กันเลย


เอื้อต่อธุรกิจ SMEs ทุกขนาด
     จากแคมเปญ Biz Saving จาก LH Bank นี้ ธุรกิจ SMEs สามารถเริ่มต้นที่เงินฝาก 1 ล้านบาทได้ โดยจากตารางอัตราดอกเบี้ย ก็จะสังเกตได้ว่า มีรองรับตั้งแต่วงเงิน 1 ล้านบาทไปจนถึง 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ไม่กำหนดยอดเงินคงเหลือขั้นต่ำในบัญชีอีกด้วย เพียงแต่เดือนไหนยอดคงเหลือต่ำกว่า 1 ล้านบาท ตอนสิ้นเดือน ก็จะไม่ได้รับโบนัสพิเศษ 0.10% เท่านั้นเอง แต่ยังคงได้รับอัตราดอกเบี้ยปกติคงเดิม และยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเบิกถอนสำหรับบัญชีนิติบุคคลนี้อีกด้วย

มีความสะดวกและคล่องตัวสูง

     ปัญหาที่พบระหว่างการทำธุรกรรมกับคู่ค้าหรือพาร์ทเนอร์ของบริษัท ก็คือ หากเป็นบัญชีต่างธนาคารกัน ก็จะมีค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น หรือแม้กระทั่งลูกค้าของเราเองก็จะต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมในการโอนที่สูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการของธุรกิจเราได้ โดยปกติค่าธรรมเนียมในการโอนต่างธนาคารจะอยู่ที่ 25-35 บาท (ขึ้นอยู่กับวงเงินที่ทำการโอน) แต่ในขณะที่การโอนผ่านระบบ PromptPay นั้นมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 10 บาท หรือบางกรณีก็ไม่มีค่าธรรมเนียมเลย

PromptPay คืออะไร?

พร้อมเพย์ (PromptPay) เป็นระบบการเงินแบบ E-Payment ที่ทางธนาคารเปิดให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถโอนเงินได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยใช้เพียงเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือแทนการระบุเลขที่บัญชีเงินฝากของผู้รับเงิน ซึ่งจะพูดให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็คือ ผู้โอนสามารถโอนเงินได้โดยระบุเบอร์โทรศัพท์มือถือหรือเลขประจำตัวประชาชน/เลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล โดยโอนผ่านมือถือ, อินเตอร์เน็ต หรือที่ตู้ ATM โดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร

ซึ่งค่าธรรมเนียมในการโอนแบบ PromptPay จะไม่คิดค่าธรรมเนียมแบบข้ามเขต หรือข้ามจังหวัดแบบธนาคาร แต่จะคิดค่าธรรมเนียมตามจำนวนวงเงินที่โอนในแต่ละครั้ง เช่น

  • วงเงินน้อยกว่า 5,000 บาท ไม่คิดค่าธรรมเนียม
  • วงเงิน 5,000 – 30,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายการละไม่เกิน 2 บาท
  • วงเงิน 30,000 – 100,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายการละไม่เกิน 5 บาท
  • วงเงินมากว่า 100,000 บาท ขึ้นไป (จนถึงวงเงินสูงสุดตามแต่ละธนาคารที่กำหนดเอาไว้) ค่าธรรมเนียมรายการละไม่เกิน 10 บาท

โดยสำหรับวิธีการผูกบัญชีบริษัทกับระบบ PromptPay ของ LH Bank สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่นี่

ทีนี้ การที่ลูกค้าหรือคู่ค้าของธุรกิจเราก็จะแบกรับภาระค่าธรรมเนียมในโอนที่น้อยลงและทำให้ธุรกิจคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ใช้คู่กับไอแบงค์กิ้ง LH Bank Speedy

LH Bank Speedyแน่นอนว่าในยุคดิจิตอลนี้ การทำธุรกรรมสำหรับนิติบุคคล ที่ต้องการความคล่องตัวสูง ก็สามารถทำธุรกรรมผ่านไอแบงค์กิ้งของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ ที่มีชื่อว่า LH Bank Speedy ซึ่งสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จะเป็น

  • โอนเงินระหว่างบัญชีตนเอง ทั้งแบบทันทีหรือตั้งโอนไว้ล่วงหน้า
  • โอนเงินไปให้บุคคลอื่นภายในธนาคาร ทั้งแบบทันทีหรือตั้งโอนไว้ล่วงหน้า
  • โอนเงินต่างธนาคาร
  • โอนเงินแบบ Bulk Payment / SMART*
  • บริการ Direct Debit / Credit*
  • จ่ายเงินเดือนพนักงาน
  • ชำระค่าสินค้าและบริการ รวมทั้งชำระสินเชื่อ
  • ดูการเคลื่อนไหวของบัญชีเงินฝาก/บัญชีสินเชื่อที่ลงทะเบียน
  • อายัดเช็คสั่งจ่าย
  • ตรวจสอบสถานะของเช็ค
  • สั่งซื้อสมุดเช็ค
  • กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ใช้ระบบ
  • เพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมด้วยเครื่อง Secure Pass หรือ Token

*หมายเหตุ สามารถโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารอื่นได้เฉพาะวันที่ธนาคารเปิดทำการ เท่านั้น

บริการชำระหรือหักบัญชีค่าสาธารณูปโภค

การชำระค่าบริการและค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ภายในธุรกิจนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ หากลืมชำระหรือมีการชำระล่าช้า ก็อาจจะมีค่าปรับ ดอกเบี้ย และหากเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต หากมีการสะดุดก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทั้งองค์กรได้ ซึ่งทางธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ เอง ก็มีบริหารหักบัญชีอัตโนมัติเพื่อชำระค่าสาธารณูปโภค ชำระเงินกู้ รวมไปถึงชำระค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ และค่าประกัน รวมไปถึงมีความสะดวก รวดเร็ว และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกด้วย

บทสรุป

การที่นำเงินหมุนเวียนในธุรกิจมาเปิดบัญชีออมทรัพย์ธุรกิจคุ้มค่ากับทางธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ ซึ่งได้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงถึง 1.30% นั้น ก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะด้วยยอดเงินฝากเริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท ก็สามารถรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ที่ถือว่าสูงกว่าบัญชีธนาคารนิติบุคคลอื่น ๆ แถมยังไม่กำหนดเงินในบัญชีคงเหลือขั้นต่ำอีกด้วย แต่ขอเพียงในทุก ๆ สิ้นเดือน ให้มีเงินฝากในบัญชีอย่างน้อย 1 ล้านบาทขึ้นไป ก็สามารถเบิกดอกเบี้ยดังกล่าวได้ในทุก ๆ วันที่ 1 ของแต่ละเดือน โดยเบิกถอนได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมให้กวนใจอีกด้วย

สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs ที่สนใจบริการ Biz Saving ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็สามารถติดต่อสอบถามเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคาร LH BANK ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร 0-2359-0000

biz saving lh bank

PromptPay – พร้อมเพย์ คืออะไร?

PromptPay คืออะไร

พร้อมเพย์ (PromptPay) คือ ระบบการเงินแบบ E-Payment ที่ทางธนาคารเปิดให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถโอนเงินได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยใช้เพียงเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือแทนการระบุเลขที่บัญชีเงินฝากของผู้รับเงิน ซึ่งจะพูดให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็คือ ผู้โอนสามารถโอนเงินได้โดยระบุเบอร์โทรศัพท์มือถือหรือเลขประจำตัวประชาชน/เลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล โดยโอนผ่านมือถือ, อินเตอร์เน็ต หรือที่ตู้ ATM โดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร

ซึ่งค่าธรรมเนียมในการโอนแบบ PromptPay จะไม่คิดค่าธรรมเนียมแบบข้ามเขต หรือข้ามจังหวัดแบบธนาคาร แต่จะคิดค่าธรรมเนียมตามจำนวนวงเงินที่โอนในแต่ละครั้ง เช่น

  • วงเงินน้อยกว่า 5,000 บาท ไม่คิดค่าธรรมเนียม
  • วงเงิน 5,000 – 30,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายการละไม่เกิน 2 บาท
  • วงเงิน 30,000 – 100,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายการละไม่เกิน 5 บาท
  • วงเงินมากว่า 100,000 บาท ขึ้นไป (จนถึงวงเงินสูงสุดตามแต่ละธนาคารที่กำหนดเอาไว้) ค่าธรรมเนียมรายการละไม่เกิน 10 บาท

สำหรับเงื่อนไขการเปิดบัญชี พร้อมเพย์ (PromptPay) นั้น ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ธนาคารแต่ละเจ้าได้เลยครับ

ถ้าคุณมองหาโอกาสมันจะมีอยู่เสมอ

Howard Schultz

โอกาสที่ยิ่งใหญ่มักจะเกิดขึ้น
ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ
ถ้าคุณมองหาโอกาสมันจะมีอยู่เสมอ
และเช่นเดียวกันถ้าคุณมองหาแต่อุปสรรค
มันก็จะมีเยอะแยะเต็มไปหมด
มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเลือกที่จะมอง

– Howard Schultz –

หากคุณต้องการที่จะร่ำรวย คุณจำเป็นต้องคิดสวนทางกับคนอื่น ๆ

Warren Buffett

หากคุณต้องการที่จะร่ำรวย
คุณจำเป็นต้องคิดสวนทางกับคนอื่น ๆ
จงหวาดระแวงในขณะที่คนอื่นกำลังแห่ลงทุน
และจงลงทุนในขณะที่คนอื่นกำลังหวาดกลัว

– Warren Buffett –

เชื่อมั่นในความสามารถและการตัดสินใจของคุณ

Mark Cuban

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจมากว่าสิบปีก็คือ
คุณจะต้องมีความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตนเอง
เชื่อมั่นในความสามารถและการตัดสินใจของคุณ”
– Mark Cuban –

Guerrilla Marketing การตลาดแบบกองโจร คืออะไร?

Guerrilla Marketing คืออะไร

Guerrilla Marketing หรือการทำการตลาดแบบกองโจร จุดประสงค์ คือ ต้องใช้งบประมาณน้อย แต่สามารถเข้าถึงผู้คนได้เยอะ เกิดการบอกต่อ การไวรัล หากแบ่งปัจจัยที่จะทำให้การทำ Guerrilla Marketing ประสบความสำเร็จ จะมีอยู่ด้วยกัน 6 ปัจจัย ดังนี้

guerrilla marketing คืออะไร
Image credit:
  • สร้างสรรค์ : แน่นอนว่า มันเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่จะต้องเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร และมันจะทำให้ผู้คนจดจำคุณได้ง่าย เพราะถ้าหากการตลาดคุณก็ไม่ได้แตกต่างจากเจ้าอื่น ๆ ในท้องตลาด หรือมีอย่างเกลื่อนกลาดแล้ว ท้ายที่สุดผู้บริโภค ก็จะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า การตลาดที่พวกเขาพึ่งเห็นเมื่อเช้านี้ เป็นของแบรนด์ไหนกันละเนี่ย
  • สร้างนวัตรกรรม : ข้อนี้อาจจะไม่ต้องถึงขนาดกับการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าหรือจรวดไปดาวอังคารแบบ Elon Musk แต่นวัตกรรมจะเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หรือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่คิดค้นขึ้น เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากท้องตลาด
  • มีปฏิสัมพันธ์ : ในยุคที่เป็นการสื่อสารที่ทั้งผู้บริโภคเองก็สามารถสื่อสารกับแบรนด์ได้โดยตรง ดังนั้นจงหา Sweet Spot หรือจุดที่ลงตัวระหว่าง สิ่งที่แบรนด์อย่างสื่อสารและสิ่งที่ผู้บริโภคอยากได้ยิน ยิ่งแบรนด์ของคุณสามารถหา Touch Point หรือจุดที่เข้าถึงจิตใจของผู้บริโภคได้ แบรนด์ของคุณก็จะกลายเป็น Top of Mind หรือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่พวกเขาคิดถึงเมื่อเจอสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ดังนั้น แม้ว่าผู้บริโภคจะไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของคุณในทันทีทันใด แต่เมื่อพวกเขามีความต้องการเมื่อไหร่ ก็มีโอกาสกลับมาหาแบรนด์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ
  • สร้างความตื่นเต้น : ในยุคที่แต่ละแบรนด์ต่าง ๆ สาดสื่อกันอย่างหนาแน่น การแข่งขันที่รุนแรง และผู้คนก็มักจะเบื่อกับการตลาดแบบเดิม ๆ เช่น ของฉันดี ของฉันลดราคา ซื้อเดี๋ยวนี้ ลดทันที 50 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะต้องมาทำการทบทวนใหม่ว่า การตลาดที่คุณใช้ ณ ปัจจุบันนี้ สามารถเรียกความสนใจจากปู้คนได้มากน้อยแค่ไหน
  • เรียบง่ายไม่ยุ่งยาก : ใช้คำสื่อสาร ที่แม้แต่เด็ก 6 ขวบก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก คำสื่อสารต้องชัดเจน ไม่กำกวม ไม่ซับซ้อน และจะต้องโฟกัสไปที่คำสื่อสารหลัก ๆ เพียงคำเดียว ภายใน Content หนึ่งอัน เพื่อป้องกันการสับสนของผู้บริโภค
  • ใช้เงินน้อย : อันนี้คือข้อที่เกิดจากการที่มีงบประมาณด้านการตลาดอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นในเมื่อมีเงินทุนน้อย ก็จำเป็นต้องอาศัยความมี Creative มาก ๆ และยิ่งในยุคปัจจุบัน เรามีสื่ออย่าง Social Media ที่สามารถทำการตลาดในได้ราคาที่ถูกแสนถูก จะเรียกว่ามีพื้นที่สื่อให้ใช้ฟรีเลยก็ได้ เพียงแต่คุณต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปกันสักหน่อย

และหากคุณชอบใน Content ที่ทาง CEO Blog ได้นำเสนอ ในเร็ว ๆ นี้ ทาง CEO Blog ของเรานั้น กำลังจะมีโปรเจค CEO Premium Content ซึ่งเป็น Content ด้านการค้าปลีกออนไลน์ แบบพรีเมี่ยม ที่หาอ่านไม่ได้บน Blog ปกติของ CEO Blog โดยจะเปิดรับสมัครสมาชิกพรีเมี่ยมในเร็ว ๆ นี้

หากคุณไม่อยากพลาด Content ระดับ Premium สามารถลงทะเบียนเพื่อรับแจ้งข่าวสารได้ที่นี่ก่อนใครเลยครับ รับรองได้เลยว่ามันเป็น Content ระดับพรีเมี่ยมในราคาที่คุ้มสุด ๆ อย่างแน่นอน >>> ลงทะเบียนรับข่าวสารที่นี่ก่อนใครceo premium content

หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ จงใส่ใจทุก ๆ รายละเอียดในธุรกิจของคุณ

Jeff Bezos

หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ
จงใส่ใจทุก ๆ รายละเอียดในธุรกิจของคุณ
– JEFF BEZOS –

SWOT Analysis คืออะไร?

SWOT Analysis คือ การวิเคราะห์สภาพขององค์กร ณ ปัจจุบัน เพื่อค้นหา จุดแข็ง จุดด้อย โอกาสและอุปสรรค ที่เกิดขึ้นกับทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อนำไปวิเคราะห์และหาวิธีพัฒนาหรือแก้ไขกับปัญหาที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ๆ ก็คือ

  • Internal origin : ปัจจัยภายในองค์กร
  • External origin : ปัจจัยภายนอกองค์กร
SWOT
Image credit: ethosdebate

SWOT สามารถแบ่งออกเป็น 4 ข้อได้ดังนี้

  • Strengths คือ จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบของเรา
  • Weaknesses คือ จุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบของเรา
  • Opportunities คือ โอกาสที่จะสามารถดำเนินการได้
  • Threats คือ ความเสี่ยง, ภัยคุกคาม, ข้อจำกัด หรืออุปสรรคต่าง ๆ ที่มีต่อการดำเนินการขององค์กร

หลักในการใช้ SWOT Analysis กับธุรกิจก็คือ ผู้บริหารองค์กรสามารถรับรู้สถานะของบริษัท ณ ปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการวิเคราะห์ภายในองค์กร จะทำให้รู้จุดแข็งและจุดอ่อนของเราเอง และการวิเคราะห์ภายนอกองค์กรหรือสภาพแวดล้อม จะทำให้เรามองเห็นโอกาสและอุปสรรคต่อการดำเนินงานได้ ทำให้ทราบถึงการ “รู้เขา รู้เรา”



การที่มีคนที่รักคุณเพียงร้อยคน มันย่อมดีและมีคุณค่ามากกว่า คนที่เพียงมาชอบหรือกดไลค์คุณเป็นล้านคน

Brian Chesky

การที่มีคนที่รักคุณเพียงร้อยคน
มันย่อมดีและมีคุณค่ามากกว่า
คนที่เพียงมาชอบหรือกดไลค์คุณเป็นล้านคน

– Brian Chesky –

อย่ารอให้เพอร์เฟคแล้วค่อยลงมือทำ

Daymond John

“อย่ารอให้เพอร์เฟคแล้วค่อยลงมือทำ
เพราะคุณอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต
หากรอให้มันเพอร์เฟคซะก่อน
จงลงมือทำทั้ง ๆ ที่ยังไม่เพอร์เฟค
จงใช้เวลาทุกวินาทีอย่างคุ้มค่า”
– Daymond John –

CEO TIPS “Guerrilla Marketing” การตลาดแบบกองโจร ใช้งบน้อยแต่ประสิทธิภาพทรงพลัง by Daymond John

daymond john

Daymond John คือนักธุรกิจมหาเศรษฐีที่สร้างฐานะขึ้นมาด้วยตนเอง เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้ออย่าง FUBU ที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ในวันนี้เขาจะมาแนะนำวิธีการการทำการตลาดในช่วงที่เขาพึ่งเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ๆ และแน่นอนว่า ในช่วงนั้นเขาก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะลงโฆษณาอย่างสื่อ ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มวิธีการใช้ Guerrilla Marketing เขาได้อธิบายว่า สิ่งที่แตกต่างระหว่างกาารทำ Marketing กับ Advertising นั้น มีความแตกต่างกันอยู่สองข้อก็คือ

  • Marketing หมายถึงการที่นำเสนอข้อมูลสินค้าหรือธุรกิจของเราออกไปสู่สายตาผู้บริโภค แต่ในขณะที่
  • Advertising คือการซื้อพื้นที่สื่อ ไม่ว่าจะเป็นการออกโฆษณาทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร

ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า การทำทั้ง Marketing และ Advertising นั้น จะมีจุดประสงค์คล้าย ๆ กันก็คือ ต้องการเข้าถึงผู้คนและเกิดการรับรู้ของแบรนด์และนำไปสู่การซื้อสินค้าหรือบริการของแบรนด์ต่อไป

แต่สำหรับธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้นใหม่ ๆ นั้น ไม่มีเงินเพียงพอที่จะลงโฆษณาสื่อแบบ Traditional หรือสื่อหลัก ๆ อย่าง ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ดังนั้นสำหรับคนที่มีงบประมาณด้านการตลาดไม่เยอะ ควรใช้แนวคิดของการทำ Guerrilla Marketing หรือการทำการตลาดแบบกองโจร จุดประสงค์ คือ ต้องใช้งบประมาณน้อย แต่สามารถเข้าถึงผู้คนได้เยอะ เกิดการบอกต่อ การไวรัล หากแบ่งปัจจัยที่จะทำให้การทำ Guerrilla Marketing ประสบความสำเร็จ จะมีอยู่ด้วยกัน 6 ปัจจัย ดังนี้

  • สร้างสรรค์ : แน่นอนว่า มันเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่จะต้องเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร และมันจะทำให้ผู้คนจดจำคุณได้ง่าย เพราะถ้าหากการตลาดคุณก็ไม่ได้แตกต่างจากเจ้าอื่น ๆ ในท้องตลาด หรือมีอย่างเกลื่อนกลาดแล้ว ท้ายที่สุดผู้บริโภค ก็จะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า การตลาดที่พวกเขาพึ่งเห็นเมื่อเช้านี้ เป็นของแบรนด์ไหนกันละเนี่ย
  • สร้างนวัตรกรรม : ข้อนี้อาจจะไม่ต้องถึงขนาดกับการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าหรือจรวดไปดาวอังคารแบบ Elon Musk แต่นวัตกรรมจะเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หรือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่คิดค้นขึ้น เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากท้องตลาด
  • มีปฏิสัมพันธ์ : ในยุคที่เป็นการสื่อสารที่ทั้งผู้บริโภคเองก็สามารถสื่อสารกับแบรนด์ได้โดยตรง ดังนั้นจงหา Sweet Spot หรือจุดที่ลงตัวระหว่าง สิ่งที่แบรนด์อย่างสื่อสารและสิ่งที่ผู้บริโภคอยากได้ยิน ยิ่งแบรนด์ของคุณสามารถหา Touch Point หรือจุดที่เข้าถึงจิตใจของผู้บริโภคได้ แบรนด์ของคุณก็จะกลายเป็น Top of Mind หรือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่พวกเขาคิดถึงเมื่อเจอสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ดังนั้น แม้ว่าผู้บริโภคจะไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของคุณในทันทีทันใด แต่เมื่อพวกเขามีความต้องการเมื่อไหร่ ก็มีโอกาสกลับมาหาแบรนด์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ
  • สร้างความตื่นเต้น : ในยุคที่แต่ละแบรนด์ต่าง ๆ สาดสื่อกันอย่างหนาแน่น การแข่งขันที่รุนแรง และผู้คนก็มักจะเบื่อกับการตลาดแบบเดิม ๆ เช่น ของฉันดี ของฉันลดราคา ซื้อเดี๋ยวนี้ ลดทันที 50 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะต้องมาทำการทบทวนใหม่ว่า การตลาดที่คุณใช้ ณ ปัจจุบันนี้ สามารถเรียกความสนใจจากผู้คนได้มากน้อยแค่ไหน
  • เรียบง่ายไม่ยุ่งยาก : ใช้คำสื่อสาร ที่แม้แต่เด็ก 6 ขวบก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก คำสื่อสารต้องชัดเจน ไม่กำกวม ไม่ซับซ้อน และจะต้องโฟกัสไปที่คำสื่อสารหลัก ๆ เพียงคำเดียว ภายใน Content หนึ่งอัน เพื่อป้องกันการสับสนของผู้บริโภค
  • ใช้เงินน้อย : อันนี้คือข้อที่เกิดจากการที่มีงบประมาณด้านการตลาดอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นในเมื่อมีเงินทุนน้อย ก็จำเป็นต้องอาศัยความมี Creative มาก ๆ และยิ่งในยุคปัจจุบัน เรามีสื่ออย่าง Social Media ที่สามารถทำการตลาดในได้ราคาที่ถูกแสนถูก จะเรียกว่ามีพื้นที่สื่อให้ใช้ฟรีเลยก็ได้ เพียงแต่คุณต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปกันสักหน่อย

Daymond John เล่าให้ฟังว่า เขาใช้การตลาดแบบบ้าน ๆ โดยการที่เขาต้องการให้ผู้คนรับรู้ถึงการมีอยู่ของแบรนด์เสื้อผ้าของเขาที่ชื่อว่า “FUBU” ซึ่ง ณ ตอนนั้นเขาก็มีเงินไม่เพียงพอที่จะไปลงสื่อใหญ่ ๆ เขาจึงใช้งบประมาณอันน้อยนิด โดยผลิตรายการแบบง่าย ๆ ผ่าน Youtube ซึ่งสิ่งที่เขาทำก็คือ เขาได้ไปยืมเสื้อกีฬาฮอกกี้ดัง ๆ ที่อยู่ใน 10 อันดับแรก แล้วนำแบรนด์ FUBU มาปักบนเสื้อ(เพื่อแสดงว่า FUBU เป็นสปอนเซอร์) จากนั้น ก็ใช้เป็นเครื่องแต่งกายสำหรับการจัดรายการ “แข่งแร็ปแบทเทิ้ล” โดยขึ้นป้ายด้านหลังรายการขนาดใหญ่ว่า “สนับสนุนรายการโดย FUBU”

แล้วก็ บูมมมมม รายการแข่งแร็ปของเหล่าบรรดาแร็ปเปอร์ ก็กลายเป็น Talk of the town ในหมู่ของชาวฮิปฮอปทั้งหลาย จนกลายเป็นที่ต้องการของชาวฮิปฮอปว่า สามารถหาซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อ FUBU ได้ที่ร้านไหนบ้าง จนทำให้ร้านค้าต่าง ๆ ต่างต้องการสินค้าของแบรนด์ FUBU มาขาย จนกระทั่ง Daymond John ได้รับคำสั่งซื้อสูงถึง 3 แสนดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือราว ๆ กว่า 10 ล้านบาท จากงบประมาณการตลาดเพียงน้อยนิด แต่ได้ผลแบบสุด ๆ

Daymond John ยังฝากทิ้งท้ายด้วยว่า “คุณไม่รู้หรอกว่าการตลาดคุณจะได้ผลหรือไม่ มันจะปังหรือไม่ มันจะโดนใจผู้คนหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมรู้อย่างหนึ่งก็คือ คุณสามารถจะทำวีดีโอ Youtube ขึ้นมากี่ครั้งก็ได้ กี่วีดีโอก็ได้ มันอาจจะโดนตั้งแต่วีดีโอแรก หรือวีดีโอที่สิบ หรือวีดีโอที่ร้อย แต่เชื่อผมเถอะว่า มันใช้งบประมาณน้อยมากกับวีดีโอที่คุณล้มเหลวไป ดังนั้นถ้าคุณทำมันได้อย่างต่อเนื่องและมากพอ ยังไงมันก็ต้องโดนเข้าสักวีดีโอ”

Daymond John
Image credit: inc.com

คุณไม่มีทางรู้หรอกว่า การตลาดแบบไหนมันจะปังหรือจะแป๊ก แต่ที่ผมรู้แน่ ๆ ก็คือ หากคุณทำมันอย่างต่อเนื่องและมากพอ มันต้องโดนเข้าสักตัวแน่ ๆ

– Daymond John –


และหากคุณชอบใน Content ที่ทาง CEO Blog ได้นำเสนอ ในเร็ว ๆ นี้ ทาง CEO Blog ของเรานั้น กำลังจะมีโปรเจค CEO Premium Content ซึ่งเป็น Content ด้านการค้าปลีกออนไลน์ แบบพรีเมี่ยม ที่หาอ่านไม่ได้บน Blog ปกติของ CEO Blog โดยจะเปิดรับสมัครสมาชิกพรีเมี่ยมในเร็ว ๆ นี้

หากคุณไม่อยากพลาด Content ระดับ Premium สามารถลงทะเบียนเพื่อรับแจ้งข่าวสารได้ที่นี่ก่อนใครเลยครับ รับรองได้เลยว่ามันเป็น Content ระดับพรีเมี่ยมในราคาที่คุ้มสุด ๆ อย่างแน่นอน >>> ลงทะเบียนรับข่าวสารที่นี่ก่อนใครceo premium content

ล้มแล้วลุก ล้มแล้วลุก จนกว่าจะสำเร็จ

richard branson

คนเราไม่สามารถเติบโตได้เพียงแค่
การอ่านและท่องเฉพาะในตำรา
แต่คนเราจะเติบโตได้จากการลงมือทำ
ล้มแล้วลุก ล้มแล้วลุก จนกว่าจะสำเร็จ

– Richard Branson –

ผู้คนไม่สนใจในสิ่งที่คุณพูดหรอก พวกเขาสนใจแต่ในสิ่งที่คุณสร้างต่างหาก จงมือทำให้มากกว่าการพูด

Mark Zuckerberg

ผู้คนไม่สนใจในสิ่งที่คุณพูดหรอก
พวกเขาสนใจแต่ในสิ่งที่คุณสร้างต่างหาก
จงลงมือทำให้มากกว่าการพูด

– Mark Zuckerberg –

จงเตรียมตัวคุณให้พร้อมรับโอกาสอยู่เสมอ หากโอกาสนั้นมาถึงจงคว้ามันไว้ เพราะมันอาจจะไม่มาอีกเลย

Abraham Lincoln

Abraham Lincoln quote“จงเตรียมตัวคุณให้พร้อมรับโอกาสอยู่เสมอ
หากโอกาสนั้นมาถึงจงคว้ามันไว้
เพราะมันอาจจะไม่มาอีกเลย”
– Abraham Lincoln –

CEO TIPS “SPEED READING 200%!” by Tim Ferriss

tim ferriss

Tim Ferris เจ้าของธุรกิจและนักเขียน Best Sellers จากหนังสือ The 4-hour Workweek, The 4-hour Body, The 4-hour Chef และ Tools of Titans ได้เผยเคล็ดลับการเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือให้เพิ่มขึ้น 200 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เวลาเพียง 10 นาที ก็สามารถเริ่มใช้ได้ทันที

จากสถิติที่น่าสนใจก็คือ คนที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีและประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่รักการอ่านมาก ๆ (ถึงมากที่สุด) ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1-2 เล่ม รวม 1 ปี ก็จะอ่านไปประมาณ 12-24 เล่ม แต่ในขณะที่คนทั่ว ๆ ไปนั้น ใน 1 ปี อ่านหนังสือไม่ถึง 10 เล่มด้วยซ้ำไป

และในวันนี้ Tim Ferriss ก็จะมาสอนวิธีการที่จะทำให้คุณเป็นคนที่อ่านหนังสือได้เร็วขึ้นถึง 200% โดยใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝนขั้นต้นภายใน 10 นาทีเท่านั้น โดยยังสามารถเข้าใจเนื้อหาของหนังสือได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

Tim Ferriss มักจะเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า “เราต้องเรียนรู้วิธีเรียนรู้ ก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้เสียก่อน” ความหมายก็คือ ก่อนที่เราจะเรียนรู้อะไรสักอย่างนั้น หากเรายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นศึกษาตรงไหนก่อนหรือหลัง อันไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ มันก็จะทำให้เราเรียนรู้เรื่องนั้นได้ช้า แต่หากเราสามารถจับจุดและแก่นของวิชานั้น ๆ ได้ มันจะทำให้เราเข้าใจอย่างท่องแท้ และจะทำให้เรานั้นสำเร็จในวิชานั้น ๆ ได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย จากเดิมที่อาจจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะเข้าที่เข้าทาง ก็อาจใช้เวลาเพียง 6-12 เดือนเท่านั้น

และนี่คือหนึ่งในวิชา “เรียนรู้วิธีเรียนรู้” Speed Reading 200%

4 ขั้นตอนในการเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือให้เร็วขึ้น 200 เปอร์เซ็นต์

ขั้นตอนที่ 1 ใช้เวลาฝึก 2 นาที

เป็นวิธีการเริ่มต้นที่เราคุ้นเคยอย่างการใช้นิ้วหรือปากกาในการลากไปทีละบรรทัด และพยายามอ่านตามนิ้วหรือปากกาที่ชี้ให้เร็วที่สุด โดยใช้การกวาดสายตา แทนที่จะอ่านทีละตัวทีละคำ และอย่าพึ่งย้อนกลับมาอ่านส่วนที่ผ่านไปแล้ว

ขั้นตอนที่ 2 ใช้เวลาฝึก 3 นาที

จากที่ใช้นิ้วหรือปากกากวาดไปทั้งบรรทัด ทีนี้ลองฝึกด้วยการให้สายตาโฟกัสที่ไปคำ 2 คำ ของแต่ละบรรทัด โดยตาซ้ายโฟกัสคำที่ 3 และตาขวาโฟกัสคำที่ 3 นับจากท้าย

จากประโยคด้านล่าง จะเห็นได้ว่า ให้เราโฟกัสไปที่คำว่า “มหาเศรษฐี” กับ “อ่าน” หากเราลองเผ่งไปเฉพาะที่ 2 คำนี้ ก็จะพบว่า สายตาเรายังคงอ่านคำข้าง ๆ ออกอีกด้วย ในขณะที่เราใช้การกวาดสายตาน้อยลง

“กล่าวคือมหาเศรษฐีหรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงมักเป็นคนที่รักการอ่านอย่างมาก”

ขั้นตอนที่ 3 ใช้เวลาฝึก 2 นาที

เมื่อชินกับการไล่สายตาคำที่สามของแต่ละบรรทัดแล้ว ทีนี้ก็ให้สายตาโฟกัสที่สองจุดที่อยู่ต้นและท้ายประโยคเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 4 ใช้เวลาฝึก 3 นาที

ทีนี้ให้คุณลองใช้ขั้นตอนที่ 1 ถึง 3 อ่านหนังสือสัก 5 หน้า แล้วลองกลับมาอ่านใหม่ด้วยวิธีอ่านแบบปกติทั่ว ๆ ไป คุณก็จะพบว่า คุณได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่เรียบร้อยแล้ว

CEO NOTE: แต่ถ้าคุณยังนึกไม่ออก แอดมินแนะนำวิธีง่าย ๆ ก็คือ ให้คุณสร้างเส้นสมมติขึ้นในหนึ่งหน้ากระดาษ โดยให้มีเส้นแบ่งเป็น 3 คอลัมล์ (หรือคุณจะลองขีดเส้นจริง ๆ ขึ้นมาก็ได้ในหนังสือ) แล้วให้สายตาลากตามเส้นที่แบ่งคอลัมล์นั้นเอาไว้ มันจะช่วยให้คุณอ่านได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน เพราะแทนที่จะกวาดสายตาทั้งบรรทัด ก็โฟกัสที่เส้นแบ่งคอลัมล์แทน แม้ว่าคุณจะอ่านด้วยความเร็วเท่าเดิม แต่คุณจะพบว่า คุณใช้เวลาในการอ่านจบหนึ่งหน้านั้นน้อยลงกว่าเดิมมาก แม้จะอ่านไม่ครบทุกคำ แต่คุณก็ยังคงเข้าใจเนื้อหาโดยรวมของทั้งประโยคได้เช่นกัน


และหากคุณชอบใน Content ที่ทาง CEO Blog ได้นำเสนอ ในเร็ว ๆ นี้ ทาง CEO Blog ของเรานั้น กำลังจะมีโปรเจค CEO Premium Content ซึ่งเป็น Content ด้านการค้าปลีกออนไลน์ แบบพรีเมี่ยม ที่หาอ่านไม่ได้บน Blog ปกติของ CEO Blog โดยจะเปิดรับสมัครสมาชิกพรีเมี่ยมในเร็ว ๆ นี้

หากคุณไม่อยากพลาด Content ระดับ Premium สามารถลงทะเบียนเพื่อรับแจ้งข่าวสารได้ที่นี่ก่อนใครเลยครับ รับรองได้เลยว่ามันเป็น Content ระดับพรีเมี่ยมในราคาที่คุ้มสุด ๆ อย่างแน่นอน >>> ลงทะเบียนรับข่าวสารที่นี่ก่อนใครceo premium content

Resoruces :

หากคุณต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น จงพาตัวเองไปอยู่ในสังคม ที่มีแต่คนคิดบวกเท่านั้น

คำคม Oprah Winfrey“หากคุณต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น
จงพาตัวเองไปอยู่ในสังคม ที่มีแต่คนคิดบวกเท่านั้น”
– Oprah Winfrey –

Value Chain ทฤษฎีห่วงโซ่แห่งคุณค่า คืออะไร

VALUE CHAIN คือ
value chain
Image credit: microsoft

Value Chain หรือทฤษฎีห่วงโซ่แห่งคุณค่า คือ ทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นโดย Michael Porter (ไมเคิล พอร์เตอร์) ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยหลักการนี้ถูกเขียนลงในหนังสือที่ชื่อว่า Competitive Advantage: Creating and Sustaining Superior Performance ในปี 1985 ซึ่งแนวคิดห่วงโซ่แห่งคุณค่านั้น สามารถวัดได้จากคุณค่าที่ลูกค้าได้รับและยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทมากน้อยเพียงใด โดยแนวคิดนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ Primary Activities และ Support Activities โดยแต่ละกิจกรรมจะเน้นไปที่การเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าหรือบริการของบริษัท

Primary Activities (กิจกรรมหลัก)

  • Inbound Logistics คือ การขนส่งและจัดเก็บวัถุดิบ
  • Operations คือ การผลิตสินค้าหรือบริการ
  • Outbound Logistics คือ การขนส่งและจัดเก็บสินค้า
  • Marketing and Sales คือ การตลาดและการขาย
  • Service คือ การบริการทั้งก่อนและหลังการขาย

Support Activities (กิจกรรมสนับสนุน)

  • Firm Infrastructure คือ โครงสร้างพื้นฐานองค์กร เช่น การเงิน การบัญชี การจัดการองค์กร
  • Human Resource Management คือ การบริหารบุคลากร
  • Technology Development คือ การพัฒนาเทคโนโลยี
  • Procurement คือ การจัดซื้อ

และหากคุณชอบใน Content ที่ทาง CEO Blog ได้นำเสนอ ในเร็ว ๆ นี้ ทาง CEO Blog ของเรานั้น กำลังจะมีโปรเจค CEO Premium Content ซึ่งเป็น Content ด้านการค้าปลีกออนไลน์ แบบพรีเมี่ยม ที่หาอ่านไม่ได้บน Blog ปกติของ CEO Blog โดยจะเปิดรับสมัครสมาชิกพรีเมี่ยมในเร็ว ๆ นี้

หากคุณไม่อยากพลาด Content ระดับ Premium สามารถลงทะเบียนเพื่อรับแจ้งข่าวสารได้ที่นี่ก่อนใครเลยครับ รับรองได้เลยว่ามันเป็น Content ระดับพรีเมี่ยมในราคาที่คุ้มสุด ๆ อย่างแน่นอน >>> ลงทะเบียนรับข่าวสารที่นี่ก่อนใครceo premium content

CEO BOOK : รีวิวหนังสือ สร้างรายได้ 30 ล้าน ด้วยทีมงาน 3 คน เขียนโดย เอสนะ อยู่เจริญ

รีวิวหนังสือ สร้างรายได้ 30 ล้าน ด้วยทีมงาน 3 คน

สำหรับหนังสือ CEO BOOK ที่เราจะมารีวิวในวันนี้ก็คือ หนังสือ “สร้างรายได้ 30 ล้าน ด้วยทีมงาน 3 คน” เขียนโดย เอสนะ อยู่เจริญ โดย สำนักพิมพ์ Dดี ที่เขียนจากประสบการณ์ในการทำธุรกิจจริง ๆ ของผู้เขียน ซึ่งถึงแม้ว่าหน้าปกหนังสือจะไม่ค่อยดึงดูดใจสักเท่าไหร่นัก แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า ประสบการณ์โดยตรงจากคนที่เคยผ่่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแน่นอน

สาเหตุที่ผมหยิบยกหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพราะเล็งเห็นว่า ในยุคปัจจุบันนั้น การสร้างบริษัทขนาดเล็ก แต่ยอดขายไม่เล็กนั้น สามารถทำได้จริง และยังช่วยเซฟทั้งเงิน ทั้งเวลา รวมไปถึงความเสี่ยงในการแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการจ้างพนักงานหลาย ๆ คน รวมไปถึงเงินเดือน สวัสดิการ และแม้กระทั่งการเช่าออฟฟิศให้พนักงานเหล่านั้นนั่งทำงานอีกด้วย และอีกประเด็นก็คือ หากคุณสามารถสร้างยอดขาย 30 ล้านได้เพียงทีมงาน 3 คน ดังนั้นถ้าจะขยายเป็น 100 ล้าน ก็คงมองเห็นภาพและไม่ยากจนเกินความสามารถของคุณอย่างแน่นอน

ผู้เขียนได้เล่าว่า เขาเริ่มต้นจากมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ซึ่งอยากจะมีบริษัทเป็นของตัวเอง ก็เลยเป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมเพื่อน ๆ มาลงขัน แล้วก็สร้างทีม จ้างพนักงาน สุดท้าย สินค้ายังไม่ทันขายได้ แต่กลับมีรายจ่ายบานตะไท ท้ายที่สุดก็ปิดตัวบริษัทแรกลงภายใน 6 เดือน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “เจ๊ง” นั่นเอง

ต่อมาตัวหนังสือ ได้กล่าวถึงทฤษฎีห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ที่สร้างขึ้นโดย Michael Porter โดยมีแนวคิดว่า “องค์กรที่ดีนั้นจะต้องมีกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการขององค์กร โดยคุณค่าที่สร้างขึ้นวัดได้โดยการพิจารณาว่าผู้บริโภคยินยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการมากน้อยเพียงใด”

value chain
Image credit: microsoft

จากรูป Value Chain แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรมหลัก ๆ ก็คือ

Primary Activities (กิจกรรมหลัก)

  • Inbound Logistics คือ การขนส่งและจัดเก็บวัถุดิบ
  • Operations คือ การผลิตสินค้าหรือบริการ
  • Outbound Logistics คือ การขนส่งและจัดเก็บสินค้า
  • Marketing and Sales คือ การตลาดและการขาย
  • Service คือ การบริการทั้งก่อนและหลังการขาย

Support Activities (กิจกรรมสนับสนุน)

  • Firm Infrastructure คือ โครงสร้างพื้นฐานองค์กร เช่น การเงิน การบัญชี การจัดการองค์กร
  • Human Resource Management คือ การบริหารบุคลากร
  • Technology Development คือ การพัฒนาเทคโนโลยี
  • Procurement คือ การจัดซื้อ

ประเด็นก็คือ หากหาคนมาดูแลแต่ละกิจกรรมทั้ง 9 กิจกรรม บริษัทคุณก็จะต้องมีพนักงานอย่างน้อย 9 คน ซึ่งผู้เขียนหนังสือได้เคยลองมาแล้วว่า “เจ๊งแน่นอน” เพราะนอกจากจะได้คุณที่ไม่ตรงกับงาน ไม่เหมาะกับงาน ไม่คุ้มค่าจ้างแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเจ๊งสูง เพราะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอึ้งของพนักงานทั้ง 9 ตำแหน่ง

แต่ด้วยความที่เป็นบริษัท การที่เจ้าของบริษณัทจะดำเนินการเองทั้งหมดนั้น ก็เป็นเรื่องยาก ซึ่งในช่วงก่อนเริ่มต้นบริษัท เจ้าของเองก็ทำเองแทบจะทุกอย่าง เรียกได้ว่า สามารถเป็นได้ทั้งเด็กเสิร์ฟน้ำยันตำแหน่งซีอีโอ

แต่มันต้องแลกมาด้วยซึ่ง “เวลา” ที่มีอยู่อย่างจำกัด แม้คิดว่าสามารถทำคนเดียวได้ทั้งหมด แต่อย่าลืมว่า เวลาคุณมีเท่าเดิม ดังนั้น หากแบ่งงานได้ ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสในงานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้และเป็นงานที่สำคัญที่สุด ที่จะส่งผลให้องค์กรของคุณเติบโต

ดังนั้นผู้เขียนหนังสือ จึงแบ่งงานทั้ง 9 กิจกรรม ออกเป็น 3 ส่วน โดยใช้คนเพียง 3 คน โดยแต่ละคนรับผิดชอบงานดังนี้

  • ทัพหน้า คือ นักขายและนักการตลาด มีหน้าหาเงินเข้าบริษัทเป็นหลัก
  • ทัพหลัก คือ นักผลิตและนักจัดหาดูแลการบริหารภายในองค์กร รวมไปถึงการผลิตสินค้า เก็บสินค้า จัดส่งสินค้าและการบริการ และซับพอร์ทให้นักขายทำการขายได้อย่างราบรื่น
  • ทัพหลัง คือ นักธุรการ เป็นคนที่ดูแลเรื่องเงินและบัญชี เป็นหลัก

ข้อเสียของบริษัทเล็ก ๆ และพึ่งเริ่มตั้งไข่ใหม่นั้น มักจะมีปัญหาในด้านความน่าเชื่อถือ เมื่อรับงานจากบริษัทใหญ่ ๆ ดังนั้นเจ้าของหนังสือจึงแนะนำให้เราใช้การทำ SWOT เพื่อมองหาช่องว่างทางการตลาดในการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ได้ แต่ประการแรกคือ บริษัทเล็ก ๆ นั้น ควรเริ่มต้นจาก Niche Market หรือตลาดเฉพาะทางก่อน ยิ่งตลาดแคบเท่าไหร่ยิ่งดี แล้วเดี๋ยวค่อย ๆ ขยับขยายกันอีกครั้งหนึ่ง

SWOT
Image credit: ethosdebate

SWOT แบ่งออกเป็นดังนี้

  • Strengths คือ จุดแข็งของเรา
  • Weaknesses คือ จุดอ่อนของเรา
  • Opportunities คือ โอกาสทางธุรกิจ
  • Threats คือ ความเสี่ยงและภัยคุกคาม

ยกตัวอย่าง การที่บริษัทเล็ก ๆ จะเข้าไปสู้กับบริษัทใหญ่ ๆ ได้นั้น จำเป็นที่จะต้องหาจุดแข็งของตนเอง และจุดอ่อนของคู่แข่ง

ข้อเสียของบริษัทใหญ่ ๆ ที่มักพบเจอเหมือน ๆ กัน ก็คือ มีกฎระเบียบเยอะ, ทำงานช้า เคลื่อนไหวช้า กว่าจะผ่านแต่ละกระบวนการใช้เวลานาน และเนื่องจากมีพนักงานเยอะ พนักงานแต่ละคนก็ไม่ได้ทุ่มเทกับองค์กรอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะเปลี่ยนงานใหม่ทันทีที่เกิดความไม่พอใจ

แต่ในขณะที่บริษัทเล็ก ๆ นั้น จุดเด่นและข้อดีก็คือ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถทดแทนหรือผัดเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ชั่วคราวได้ทันที, มีความรวดเร็วในการทำงาน เนื่องจากไม่ต้องมีระบบผู้บริหารแบบเป็นขั้น ๆ ทำให้สามารถคุยกันไม่กี่ประโยคก็สามารถตัดสินใจได้ในทันที และเนื่องจากมีกัน 3 คน ทุกคนก็ต่างทุ่มเทเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ เพราะถ้า 3 คนนี้ไม่ทำ แล้วใครจะทำกันล่ะ

และต่อจากนี้คือ 4 เคล็ดลับจากผู้เขียนหนังสือที่ใช้ในการต่อกรกับคู่แข่ง

เคล็ดลับที่ 1 หาจุดแข็ง จุดเด่นของตัวเองให้เจอ แล้วนำไปใช้เป็นข้อได้เปรียบของบริษัท

เคล็ดลับที่ 2 ขายในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (CEO BLOG NOTE: คุณเคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้ไหมว่า เมื่อลูกค้าเข้ามายังร้านของคุณแล้วพบว่าสินค้าในร้านของคุณไม่มีตามที่ลุกค้าต้องการ แต่เจ้าของร้านกลับแนะนำไปว่า ร้านคู่แข่งตรงข้ามมีสินค้าอยู่ เรื่องก็จบด้วยการลูกค้าได้สิ่งที่ต้องการ แม้ว่าเงินจะตกไปอยู่กับร้านคู่แข่งก็ตาม แต่ในภายหลังเวลาอยากได้สินค้าอะไร ลูกค้าคนเดิมก็กลับมาสอบถามเจ้าของร้านแรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นลูกค้าประจำในที่สุด)

เคล็ดลับที่ 3 ความเร็วคือปิศาจ! จากการทำ SWOT จะพบว่า จุดแข็งของบริษัทเล็ก ๆ ก็คือ ความรวดเร็ว ดังนั้น สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ “บริการลูกค้าให้เร็วที่สุด” เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ มีเวลาเป็นเงินเป็นทอง เช่น หากบริษัทหนึ่งมีปัญหาต้องหยุดสายการผลิตเพราะมีอุปกรณ์เครื่องจักพัง แต่ครั้นจะสั่งอะไหล่จากบริษัทใหญ่ ๆ ก็กว่าจะได้ของมาก็หมดไปหลายวัน ซึ่งการหยุดสายการผลิตของโรงงานใหญ่ ๆ วัน ๆ นึง มีมูลค่าความเสียหายเป็นหลักล้านบาทต่อวัน ดังนั้น หากบริษัทเล็ก ๆ สามารถหาอะไหล่ให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ก็สามารถช่วยให้บริษัทของลูกค้า ลดความเสียหายได้เป็นอย่างมาก ดังนั้น หากตอบสนองลูกค้าได้ไว คุณก็สามารถชนะคู่แข่งรายใหญ่ ๆ ได้เช่นกัน

เคล็ดลับที่ 4 Service Mind เป็นสิ่งที่จะมัดใจลูกค้าเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เนื่องจากบริษัทใหญ่ มีลูกค้าเยอะ ทำให้ในหลาย ๆ ครั้งไม่สามารถบริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง แถมพนักงานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับการบริการลูกค้าที่มากพอ แต่ในขณะที่บริษัทขนาด 3 คน การรักษาฐานลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำหรือใช้บริการซ้ำได้อย่างต่อเนื่องนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ในหลาย ๆ ครั้งก็จะพบว่า บริษัทเล็กจะมีความสนิทสนมกับลูกค้าได้ดีกว่า ด้วยการบริการที่จริงใจและเต็มใจให้บริการอย่างเต็มที่

นี่เป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้เท่านั้น แอดมินอ่านไปเพียงแค่ครึ่งเล่มก็พบว่า ได้เรียนรู้หลักการหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ จากคนที่ทำธุรกิจจริง ๆ ในสเกลขนาดเพียง 3 คน แต่สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 30 ล้านบาท ด้วยราคาหนังสือเพียง 195 บาท หากคุณนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับบริษัทของคุณจริง ๆ ก็คุ้มค่าอย่างแน่นอนหรือใครกำลังต้องการที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็แนะนำให้มาหาอ่านกันก่อน ก่อนที่จะเจ๊งไม่เป็นท่าอย่างผู้เขียนในหนังสือเล่มนี้ ที่เจ๊งมาแล้วจากการที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ จึงเป็นบทเรียนราคาแพงที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ในราคาร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง