สงครามสิทธิบัตรบึ้ม! Huawei ชนะคดี Samsung ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งครองอำนาจสิทธิบัตรในจีน

ศาลประชาชนกลางในเมือง เซินเจิ้น ประเทศจีน ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่ Huawei ฟ้องคู่แข่งอย่าง Samsung ของเกาหลีใต้ละเมิดเทคโนโลยีกาสื่อสารแบบไร้สายของบริษัท ผ่านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้สิทธิบัตรของ Huawei โดยศาลตัดสินให้ Huawei ชนะในคดีนี้ แต่ข้อเรียกร้องอื่น ๆ ของ Huawei ศาลยกฟ้อง และ Samsung ยังมีโอกาสยื่นอุทธรณ์ในศาลชั้นต่อไป   Continue reading “สงครามสิทธิบัตรบึ้ม! Huawei ชนะคดี Samsung ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งครองอำนาจสิทธิบัตรในจีน”

Alibaba งาบหุ้น Ofo 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าเป็นเจ้าของร่วมตลาด Ride hailing จีน

เรื่องราววุ่นวายในธุรกิจ Bike Sharing ของจีน เกิดขึ้นในทุก ๆ วันอย่างรวดเร็ว ล่าสุด Allan Zhu (หรือ Zhu Xiaohu จู้ เสียวหู่) นักลงทุนรุ่นบุกเบิกของ Ofo ก็ได้ถูกปล่อยข่าวว่าเขาได้ขายหุ้นให้กับยักษ์ใหญ่ในวงการอีคอมเมิร์ซอย่าง อาลีบาบา เป็นจำนวนเงินสูงถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งแหล่งข่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพี่เขยของ Allan คือ Ou Chengxiao นั่นเอง ซึ่งได้เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Continue reading “Alibaba งาบหุ้น Ofo 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าเป็นเจ้าของร่วมตลาด Ride hailing จีน”

แกะรอย เซินเจิ้น จากเมืองแห่งการก็อปปี้ สู่ว่าที่ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเอเชีย

Shenzhen (เซินเจิ้น หรือที่คนไทยนิยมออกเสียงกันว่า เสิ่นเจิ้น) คือเมืองแห่งเทคโนโลยีของจีน แต่พอคนไทยได้ยินชื่อนี้ทีไรก็จะนึกถึงแหล่งช็อปปิ้งของก็อปปี้ ที่ก็อปปี้ตั้งแต่นาฬิกา กระเป๋ายันเครื่องใช้ไฟฟ้า และใช้คำว่า เซินเจิ้น แทนคำว่าก็อปปี้ไปเลยก็มี เช่น หลุยส์เซินเจิ้น หมายถึงกระเป๋าหลุยส์ก็อปปี้ แม้ว่ากระเป๋าใบนั้นอาจจะไม่ได้ผลิตมาจากเซินเจิ้นก็ตาม (บางทีก็มาจากกว่างโจว) Continue reading “แกะรอย เซินเจิ้น จากเมืองแห่งการก็อปปี้ สู่ว่าที่ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเอเชีย”

Hu Weiwei อดีตนักข่าวสาวแกร่งแห่งแดนมังกร สู่ผู้ก่อตั้ง Mobike สตาร์ทอัพพันล้าน ในเวลา 2 ปี

หากคุณเคยติดตามอ่านประวัติ CEO ของ Didi Chuxing อย่าง Cheng Wei และคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ราวกับนิยายกำลังภายใน ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องที่น่าทึ่งยิ่งกว่า เพราะนี่คือเป็นเรื่องราวของ นักข่าวสาว ที่เริ่มต้นจากงานผู้สื่อข่าว ด้วยเงินเดือนไม่กี่พันหยวน (หลักหมื่นบาท) และใช้เวลาถึง 10 ปี เพื่อให้ได้เงินเดือนเพิ่มเป็นหลักหมื่นหยวน แต่หลังจากที่ตัดสินใจลาออกมาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง กลับใช้เวลาเพียง 2 ปี ปั้นบริษัทสตาร์ทอัพ ให้มีมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และโมเดลธุรกิจยังสั่นสะเทือนไปถึงวงการ Ride Sharing อีกด้วย Continue reading “Hu Weiwei อดีตนักข่าวสาวแกร่งแห่งแดนมังกร สู่ผู้ก่อตั้ง Mobike สตาร์ทอัพพันล้าน ในเวลา 2 ปี”

Bluegogo คืนชีพ Didi เข้าซื้อกิจการทั้งหมดแล้ว หวังเปิดตลาดเช่าจักรยานของตนเอง

ตลาดเช่ารถจักรยานในจีนดุเดือดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ Didi Chuxing เจ้าตลาดบริการแอปเรียกรถแท็กซี่ในจีน สตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ได้เคยลงทุนกับ Ofo ผู้บริการให้เช่าจักรยานที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน โดยสามารถใช้แอปของ Didi เช่าจักรยานกับ Ofo ได้เลย และล่าสุด Didi ขยับเดินหมากอีกครั้ง คราวนี้เข้าซื้อกิจการของ Bluegogo ผู้ให้บริการเช่าจักรยานอันดับ 6 ของจีน ที่ประกาศปิดกิจการไปเมื่อปีก่อน และอยู่ระหว่างรอขายกิจการ Continue reading “Bluegogo คืนชีพ Didi เข้าซื้อกิจการทั้งหมดแล้ว หวังเปิดตลาดเช่าจักรยานของตนเอง”

Ant Financial, Didi, และ Xiaomi ขึ้นเป็น Top 3 Unicorns ในจีน

สถาบันวิจัย Hurun  (The Hurun Research Institute) ได้จัดทำรายงาน Hurun Greater China Unicorn Index 2017 ซึ่งมีรายงานว่า Ant Financial, Didi, และ Xiaomi เป็น 3 บริษัทสตาร์ทอัพระดับ Unicorn Top 3 ของรายงานการจัดอันดับในปีนี้ โดยในรายงานฉบับนี้ได้จัดอันดับ 120 บริษัท Unicorn ที่ดีที่สุด ในจีนแผ่นดินใหญ่ ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน พฤศจิกายน 2017 Continue reading “Ant Financial, Didi, และ Xiaomi ขึ้นเป็น Top 3 Unicorns ในจีน”

โพนี่ หม่า แห่ง Tencent เตือนแพลทฟอร์ม Machine Learning TensorFlow ของ Google

Google ผู้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มประเภท Open source software library สำหรับพัฒนา Machine learning และ AI นาม TensorFlow เปิดให้ผู้นักพัฒนาและคนสาย Tech ทั่วโลกนำไปใช้ได้ฟรีจนได้รับความนิยม แต่ระบบนี้อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด Continue reading “โพนี่ หม่า แห่ง Tencent เตือนแพลทฟอร์ม Machine Learning TensorFlow ของ Google”

SpaceX เลี้ยงคนอย่างไร? อดีตพนักงาน SpaceX เผย 7 ประสบการณ์ทำงานร่วมกับ Elon Musk

  • Elon Musk เป็นพวกบ้างานชนิด เสพติดการทำงาน (Workaholic) ซึ่งทำให้พนักงานของเขาต้องพลอยทำงานล่วงเวลาไปด้วย
  • Musk ดูแลพนักงานด้วย อาหารฟรี และบริการนวดผ่อนคลายระดับโรงแรม 5 ดาว
  • Musk เหมาโรงหนังเพื่อให้พนักงานทุกคนได้เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง ‘The Martian’ โดยพร้อมเพรียงกัน

Elon Musk ผู้ก่อตั้ง และ CEO ของบริษัท SpaceX เจ้าพ่อแห่งนวัตกรรมในยุคนี้ เป็นคนที่บ้างานอย่างหนัก เขาไม่มีโต๊ะทำงานเป็นหลักแหล่ง ซึ่งหมายความว่า เขาสามารถย้ายโต๊ะทำงานไปได้เรื่อย ๆ ในทุก ๆ ที่ของโรงงาน เขาจะไปโผล่ในทุกที่ ๆ มีปัญหา และต้องการการแก้ไขที่เร็วที่สุด เพราะนั่นคืองานของเขา Continue reading “SpaceX เลี้ยงคนอย่างไร? อดีตพนักงาน SpaceX เผย 7 ประสบการณ์ทำงานร่วมกับ Elon Musk”

Line แอปพลิเคชั่นแชทยอดนิยม นำบริการ Mobike เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นแล้ว

Mobike บริษัทสตาร์ทอัพยักษ์ใหญ่ของจีน ผู้นำเบอร์หนึ่งในธุรกิจ Bike sharing ในประเทศจีน ได้เปิดตัวพันธมิตรทางธุรกิจคนใหม่ LINE Corporation ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มการรับส่งข้อความหรือแชต Line ที่คนไทยรู้จักกันดี และเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น วันนี้ Line เป็นผู้นำในการลงทุนในบริษัท Mobike Japan ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Mobike โดย Line จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด (รองจาก Mobike) แต่ไม่เกิน 20% ส่วนที่เหลือจะเป็นของผู้ลงทุนรายอื่น ๆ Continue reading “Line แอปพลิเคชั่นแชทยอดนิยม นำบริการ Mobike เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นแล้ว”

19 เรื่องสุดเว่อร์จากคฤหาสน์หรู มูลค่า $124 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ของ บิล เกตส์ ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก

คุณจะทำอะไรบ้างหากคุณยืนอยู่ในจุดสูงที่สุดของโลก อย่างเช่น บิล เกตส์ ชายผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ผู้ที่ไม่ต้องกังวลอีกแล้วกับเรื่องค่าใช้จ่าย หรือ ทรัพย์สินใด ๆ ด้วย มูลค่าทรัพย์สินรวม ณ ขณะนี้ คือ $90.7 พันล้านดอลลาร์ ( 9 หมื่น 7 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ต่อไปนี้คือ 19 เรื่องจริง สุดเว่อร์วัง ที่จะทำให้คุณต้องอึ้ง กับคฤหาสน์ มูลค่า $124 ล้านดอลลาร์ ของ บิล เกตส์ ที่ใช้เวลาก่อสร้างมากกว่า 7 ปี ระดมทุกเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก มาสมบัติล้ำค่ามหาศาลของ บิล เกตส์ มารวบรวมไว้ที่นี่ Continue reading “19 เรื่องสุดเว่อร์จากคฤหาสน์หรู มูลค่า $124 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ของ บิล เกตส์ ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก”

Tesla กุมขมับ Tesla Model 3 ขายดี แต่ผลิตไม่ทันส่ง ความท้าทายที่ผู้บริหารต้องเร่งแก้ไข

Tesla Motors บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ Elon Musk ได้แจ้งว่าต้องเลื่อนกำหนดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ Tesla Model 3 ออกไปอีกครั้ง จากเดิมที่ตั้งเป้าการผลิต 2500 คันต่อสัปดาห์ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ ก็ต้องเลื่อนออกไปเป็นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้แทน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ต้องเลื่อนเป้าหมายออกไปเช่นนี้
Continue reading “Tesla กุมขมับ Tesla Model 3 ขายดี แต่ผลิตไม่ทันส่ง ความท้าทายที่ผู้บริหารต้องเร่งแก้ไข”

แอบดูเรซูเม่ ‘Elon Musk’ เขียนเรซูเม่อย่างไร ให้น่าเชื่อถือไปถึงดาวอังคาร

Elon Musk ชื่อนี้การันตีในความสามารถ และขณะนี้เขากลายเป็นผู้ทรงอิทิพลในฐานะผู้ประกอบที่ประสบความสำเร็จ และเป็นเจ้าพ่อนวัตกรรมแห่งยุค ธุรกิจที่เขาทำ หลายสิ่งที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมา มีมากมาย จนกลายเป็นต้นแบบให้คนรุ่นใหม่ได้ยึดถือเขาเป็นแรงบันดาลใจ Continue reading “แอบดูเรซูเม่ ‘Elon Musk’ เขียนเรซูเม่อย่างไร ให้น่าเชื่อถือไปถึงดาวอังคาร”

ศึก 3 สามก๊กธุรกิจ Ride-Hailing จีน เมื่อ Mobike ประกาศลงสมรภูมิปะทะอีก 2 ยักษ์

Mobike บริษัทสตาร์ทอัพ ผู้ให้บริการเช่ารถจักรยานอันดับ 1 ในประเทศจีน จะเปิดตัวบริการรถยนต์ให้เช่าครั้งแรกในเมืองกุ้ยโจว เป็นการส่งสัญญาณว่า พร้อมแล้วที่จะขยายตลาดออกไปนอกเหนือการเช่าจักรยาน Continue reading “ศึก 3 สามก๊กธุรกิจ Ride-Hailing จีน เมื่อ Mobike ประกาศลงสมรภูมิปะทะอีก 2 ยักษ์”

ผู้บริหาร DJI ปลื้มยอดขาย Drone 2.7 พันล้านเหรียญ ฟันธงนี่คือปีทองของคนขาย Drone

Luo Zhenhua (หลัว เจิ้นหัว) หรือ Roger Luo (โรเจอร์ หลัว) ประธานบริษัท DJI คนปัจจุบัน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อจีน Phoenix News ว่า DJI เป็นผู้ผลิตโดรน (Drone) ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก ครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกไปแล้วกว่า 70% Continue reading “ผู้บริหาร DJI ปลื้มยอดขาย Drone 2.7 พันล้านเหรียญ ฟันธงนี่คือปีทองของคนขาย Drone”

อาชีพโชเฟอร์เต้น รัฐบาลจีนปักธงตั้ง ‘ปักกิ่ง’ เป็นเมืองนำร่องรถยนต์ไร้คนขับ

ปักกิ่ง นับเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัด และผู้ขับขี่มักจะมีความตึงเครียดจากปัญหาสภาพการจราจรในปัจจุบัน ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับการจราจรเทศบาลปักกิ่ง จึงได้ทดสอบจัดตั้งเขตสำหรับรถยนต์ไร้คนขับ ในเมือง Yizhuang (อี้จวง) ซึ่งเป็นเขตชานเมืองของปักกิ่ง และเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของปักกิ่งอีกด้วย Continue reading “อาชีพโชเฟอร์เต้น รัฐบาลจีนปักธงตั้ง ‘ปักกิ่ง’ เป็นเมืองนำร่องรถยนต์ไร้คนขับ”

Didi ได้เงินทุนเพิ่มอีก 4 พันล้านดอลลาร์ เตรียมเผชิญหน้าคู่แข่งใหม่ Meituan ในธุรกิจ Ride Hailing บริการเรียกรถโดยสาร

didi

Didi Chuxing บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน ผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดรายใหญ่ ในธุรกิจ Ride Hailing (บริการเรียกรถโดยสาร) ได้รับการระดมทุนเพิ่มอีก 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ขณะนี้ Didi มีเงินสดสำรองมากถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว (ประมาณ 3.9 แสนล้านบาท) และยังทำให้ Didi กลายเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยบริษัทมีมูลค่ามากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (1.6 ล้านล้านบาท)

ความสำเร็จในการระดมทุนครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนให้ Didi ขยายขีดความสามารถ Ai ของตัวเอง ขยายธุรกิจออกไปในระดับนานาชาติ และแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจใหม่ได้อีกมาก รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายยานยนต์ที่ใช้พลังงานใหม่อีกด้วย

Meituan (เหม่ยถวน) ผู้นำในด้านธุรกิจแอปพลิเคชั่นจัดส่งอาหาร ในประเทศจีน มีความมุ่งมั่นที่จะท้าทาย Didi เนื่องจาก Meituan วางแผนที่จะขยายการบริการเป็นการเรียกรถโดยสาร ใน 7 เมืองใหญ่ ๆ ในจีนด้วย ได้แก่ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เฉิงตู, หางโจว, ฝูโจว, เหวินโจวและเซียะเหมิน

สงครามในธุรกิจบริการเรียกรถ หรือ  Ride Hailing ที่ดุเดือดราวกับสงครามสามก๊ก เพิ่งจะสงบลงไปได้ไม่นาน ด้วยความปราชัยของ Uber ที่สุดท้ายต้องขายกิจการให้กับ Didi จนทำให้ Didi ครอบครองตลาดแต่เพียงผู้เดียว แต่ถัดมาเพียงไม่กี่เดือน คู่แข่งคนใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่ง Meituan นี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เพราะในธุรกิจเรียกรถสำหรับส่งอาหาร(คล้าย ๆ Line Man ในบ้านเรา) Meituan ก็ครองตลาดแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน และฐานผู้ใช้งานก็มีจำนวนมหาศาล การที่ Meituan จะขยับเข้าสู่ธุรกิจรับเรียกรถ ก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Meituan ก็เพิ่งได้รับเงินทุน 4,000 ล้านดอลลาร์ (เท่ากับที่ Didi ได้ในครั้งนี้) ซึ่งผู้ลงทุนหลักก็ไม่ใช่ใครที่ไหน โพนี่ หม่า แห่ง Tencent ที่เคยลงทุนใน Didi เป็นคนแรกนั่นเอง ซึ่งทำให้ตอนนี้ Meituan ก้าวเข้าสู่ ซีรีย์ C เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้มูลค่าบริษัทของ Meituan พุ่งขึ้นไปถึง หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว (น้อยกว่า Didi เพียง หมื่นล้านดอลลาร์)

นับว่าครั้งนี้ Didi จะต้องพบกับศึกหนักมากกว่าครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน เพราะอัตราการเติบโต และขนาดของบริษัทไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย แต่ความชำนาญในธุรกิจเรียกรถนั้น Didi ดูจะมีภาษีที่ดีกว่า และมีโครงข่ายที่โยงใยเข้าถึงกันหมดแล้ว

แต่ในครั้งนี้จะหวังพึ่งพา Wechat ของ Tencent ไม่ได้อีกแล้ว เพราะโพนี่ หม่า ลงทุนในทั้งสองฝั่ง นักวิเคราะห์มองเกมนี้ผ่านการลงทุนของ Tencent ว่า เป็นการลงทุนเพื่อขยายขนาดของตลาดออกไปมากกว่า ยิ่งมีคู่แข่งก็จะยิ่งทำให้ตลาดโตขึ้น ถ้าปล่อยให้ Didi ครองตลาดทั้งหมดอยู่คนเดียว ตลาดอาจจะหยุดการเติบโต และการเพิ่มคู่แข่งให้ Didi ก็เป็นการป้องกันคู่แข่งคนอื่นจะเติบโตขึ้นมาด้วย หรืออีกนัยหนึ่งคือ โพนี่ หม่า ลงทุนใน Meituan เพื่อปกป้อง Didi ที่ตัวเองลงทุนไปด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะได้ควบคุมทั้งสองบริษัทให้แข่งขันกันอย่างเป็นธรรมและไม่ต้องต่อสู้กันรุนแรงจนเกินไป เพราะถ้าหาก โพนี่ หม่า ไม่ลงทุนใน Meituan แล้วปล่อยให้ Meituan เติบโตไปเอง จะไม่สามารถควบคุมอะไรได้อีกต่อไป

สงครามครั้งนี้จึงไม่ใช่การรบให้แตกหัก แต่เป็นการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างแท้จริง และภายหลังที่ Meituan ประกาศว่าจะเปิดตัวบริการเรียกรถ Didi ก็สวนกลับด้วยการประกาศว่า จะรุกเข้าตลาดบริการส่งอาหารบ้าง เรียกว่าเป็นการแลกหมัดกันอย่างไม่มีใครยอมใคร โดยที่ Meituan นั้นนอกจากให้บริการเรียกรถส่งอาหารแล้ว ยังมีบริการรับจองโรงแรม จองตั๋วหนัง จองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งมีบริการที่หลากหลายมาก ในขณะที่ Didi นั้นมีเพียงบริการเรียกรถเท่านั้น

ศึกครั้งนี้ จะลงเอยอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

Source:

Google ส่ง TensorFlow เครื่องมือพัฒนา Ai เปิด Official Account ของ Wechat เตรียมบุกตลาดจีนอีกครั้ง

TensorFlow

TensorFlow เป็นเครื่องมือ โอเพ่นซอร์ส ของ Google ที่ใช้ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai ที่ Google เปิดให้นักพัฒนาทั่วโลกได้ใช้งาน ซึ่งรวมถึงผู้ใช้ในประเทศจีนด้วยเช่นกัน โดยตอนนี้ TensorFlow ได้รับบัญชี Wechat ที่เป็นบัญชีทางการของตนเองแล้ว ถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการกลับเข้าสู่ประเทศจีนของ Google

เหตุใดบัญชี Wechat จึงมีความหมายต่อการรายงาน ก็เนื่องจากเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า Google กำลังพยายามที่จะกลับเข้าสู่ประเทศจีน แต่มาในรูปแบบอื่น ที่ไม่ใช่เครื่องมือการค้นหาอีกต่อไป แต่จะมุ่งไปที่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรม Ai แทน ซึ่งในประเทศจีนอุตสาหกรรมด้านนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว TensorFlow ช่วยให้การพัฒนาโปรแกรม Ai ง่ายขึ้น Google จึงใช้โอเพ่นซอร์สตัวนี้ในการดึงดูดนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของจีนให้เข้าสู่ผลิตภัณฑ์ของบริษัท

Google ได้รับการว่าจ้างให้จัดสร้างห้องปฏิบัติการ Ai ซึ่งคาดกันว่าจะเปิดให้บริการในกรุงปักกิ่ง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็เพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์ TensorFlow อย่างเป็นทางการสำหรับประเทศจีน โดยแถลงผ่านบัญชี Wechat ของตนเองว่า

“เราจะมอบข้อมูลแก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวจีน เกี่ยวกับข่าวสารล่าสุดของ TensorFlow แหล่งข้อมูลทางเทคนิคที่เป็นประโยชน์ รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาในอนาคต และข่าวสารกิจกรรมแบบออฟไลน์ เพื่อให้นักพัฒนาภาษาจีนสามารถใช้ TensorFlow เพื่อสร้างโปรแกรมประยุกต์ด้านปัญญาประดิษฐ์ได้ง่ายขึ้น”

Google ยังกล่าวต่อว่า จะจัดงาน TensorFlow ขึ้นในปี 2018 ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

แม้แอคเคาท์ Wechat ของ TensorFlow จะยังไม่สามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ แต่ได้ลงทะเบียนแล้ว และผู้ใช้ Wechat สามารถติดตามได้แล้ว

TensorFlow มีความนิยมและมีการงานจริงอยู่แล้วในจีน โดย JD.com ได้ใช้เพื่อจัดการโฆษณา และใส่ลงไปในลำโพงอัจฉริยะ โดย Google ได้ทำข้อตกลง 5 ปี กับกระทรวงศึกษาธิการของจีน ในการลงทุนเงินหลายล้านหยวน ในการให้การศึกษาเกี่ยวกับ Ai ในมหาวิทยาลัยของจีนและการฝึกอบรมครู

การกลับเข้าสู่จีนในครั้งนี้ของ Google น่าจะราบรื่นกว่าที่คิด เนื่องจากครั้งนี้ ธุรกิจ TensorFlow ไม่ได้กระทบกับความมั่นคงใด ๆ ของรัฐบาลจีน ไม่ต้องมีการตรวจสอบหรือบล็อกผู้ใช้งาน จึงสามารถเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย เหมือน IKEA หรือ Uber แต่จะเดินกลับไปอย่างเจ็บตัวเหมือน Uber หรือไม่ต้องติดตามกันต่อไป

Source:

Cheng Wei ผู้ก่อตั้ง Didi เตรียมเปิดให้บริการจัดส่งอาหาร สู้ศึกกับ Meituan

cheng wei

Cheng Wei ชายผู้สยบ Uber ในจีน ผู้ก่อตั้งบริษัท Ride Sharing ที่ใหญ่ที่สุดของจีน Didi Chuxing ได้รุกเข้าสู่ตลาดการจัดส่งอาหารแล้ว โดยแหล่งข่าวท้องถิ่นของจีนได้รายงานว่า Didi ได้ว่าจ้างบริษัท R&D ของบริการจัดส่งอาหารมาเป็นเวลานานแล้ว และพนักงานที่ร่วมโปรเจ็คนี้ ต่างถูกย้ายไปยังสำนักงานแห่งใหม่ เพื่อปิดเป็นความลับ

แม้จะเป็นข่าวลือ แต่ CEO อย่าง Cheng Wei ก็ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “ทุกอย่างเป็นไปได้ ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ เราจะสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้ของเราได้หรือไม่” Cheng Wei กล่าวเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการเข้าสู่ธุรกิจการจัดส่งอาหาร

นอกจากนี้ยังเคยมีสัญญาณว่า Didi สนใจในธุรกิจนี้ ก่อนปี 2015 Didi ได้ร่วมมือกับ Ele.me สำหรับโครงการที่คล้ายกับ UberEATs บริการด้านการจัดส่งอาหารของ Uber โดยทั้ง Didi และ Ele.me ยังคงวางแผนร่วมกันในการทำธุรกิจการจัดส่งอาหาร ซึ่งทั้งสองสามารถปรับตัวเพื่อร่วมงานกันได้เป็นอย่างดี เนื่องจากอยู่ในระบบนิเวศของ Tencent ด้วยกัน (Tencent เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในทั้ง 2 บริษัท)

โดย Meituan เป็นบริการจัดส่งอาหาร ที่เป็นบริษัทในเครือของ Meituan Dianping ที่เกิดจากการควบรวมกิจการ ระหว่าง Meituan และ Dianping บริษัทที่เป็นแพลตฟอร์ม ออนดีมาน ในการรับคำสั่งซื้อและจัดส่งอาหาร ที่มีคำสั่งซื้อมากถึง 10 ล้านคำสั่งซื้อต่อวัน มีผู้ใช้งานรายเดือน 180 ล้านคน และมีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนทั้งหมด 600 ล้านคน โดยปีนี้ Meituan Dianping เคยประกาศว่า จะทำบริการ Ride sharing (ที่คล้ายกับของ Didi Chuxing) เป็นของตนเอง

นั่นจึงเป็นเหมือนสารท้ารบที่ Meituan Dianping ส่งไปถึง Didi Chuxing และข่าวลือก็คือ Cheng Wei รับคำท้าและจะบุกเข้าสู่ธุรกิจการจัดส่งอาหารในเร็ว ๆ นี้

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน ทำให้เกิดบริษัทเทคโนโลยีขึ้นมากมาย และทำให้ขอบเขตของธุรกิจในแต่ละบริษัท เริ่มเลือนรางมากยิ่งขึ้น โดยเราไม่อาจกำหนดขอบเขตโดยอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง อาลีบาบาไม่ได้เป็นเพียงผู้ค้าปลีกออนไลน์อย่างเดียวอีกต่อไป มีห้างสรรพสินค้า มีการลงทุนต่าง ๆ เครื่องมือค้นหาบนเว็บไซต์ก็ไม่ใช่ธุรกิจหลักของ Baidu อีกต่อไป ตอนนี้ขยายไปยังธุรกิจด้าน Ai และอวกาศ Tencent ก็ไม่ได้มีเพียงแต่ Wechat ยังขยายธุรกิจไปลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งผลของการเร่งขยายธุรกิจแบบนี้ ทำให้เกิดการซ้อนทับ หรือทับทางกันมากมายเต็มไปหมด และไม่อาจหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ดุเดือดได้เลย แต่ผลสุดท้ายจะตกอยู่กับผู้บริโภค เนื่องจากทุกการแข่งขัน ก็เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งของตลาดนั่นเอง

Resource:

ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อตั้ง JD.com ประกาศว่าจะเปลี่ยนรถตู้ส่งของ ของ JD ทุกคันในปักกิ่งให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อตั้ง JD.com เว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของจีน ต้องการช่วยให้ปักกิ่งมีท้องฟ้าที่สดใสไร้มลพิษ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้

“เรากำลังร่วมมือกับสถาบันวิจัยชั้นนำของโลกเพื่อให้ทุกขั้นตอนการดำเนินงานของ JD.com เป็นไปตามมาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” ริชาร์ด หลิว กล่าว ในขณะเดียวกันก็ประกาศว่าจะเปลี่ยนรถตู้ส่งของ ของ JD ในปักกิ่งให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษในอากาศของกรุงปักกิ่ง

เป็นที่ทราบกันดีว่า สภาพอากาศในปักกิ่งในปัจจุบันนี้ มีค่ามลพิษในอากาศสูงมาก จนถึงระดับที่เป็นอันตราย ทั้งฝุ่นและควันพิษมีเป็นจำนวนมากเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และสาเหตุหนึ่งมาจากจำนวนรถยนต์บนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และปล่อยควันพิษทุกวัน

รัฐบาลจีนจึงมีความกระตือรือร้นที่จะทำให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้า เพื่อมาทดแทนการใช้พลังงานจากน้ำมัน ซึ่งไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่ปล่อยควันหรือมลพิษทางอากาศ หากสามารถเปลี่ยนจำนวนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน มาเป็นไฟฟ้าได้เพียง 50% ก็จะสามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ในอากาศได้จำนวนมหาศาล รัฐบาลจึงผลักดันพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่เพื่อที่จะให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านไฮเทคในระดับโลก จึงมีเงินอุดหนุนจากภาครัฐและเอกชนมากมายในยานพาหนะไฟฟ้า

บริษัทด้านเทคโนโลยีมากมายได้ร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมของต่างชาติในการเร่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดให้ทันกระแสของโลกยุคใหม่ ในเดือนตุลาคม 2017 ที่ผ่านมา JD ได้เป็นผู้นำกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในการจัดตั้ง New Energy Industry Alliance” ส่วนทางด้านอาลีบาบา คู่แข่งคนสำคัญของ JD ก็มีบริษัทโลจิสติกส์เป็นของตัวเองที่ชื่อว่า Cainiao Network ได้เปิดตัวโครงการ การจัดส่งอัจฉริยะ ในเดือน พฤษภาคม 2017 ที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ของจีนหลายรายเช่น AIC Motor และ Dongfeng ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า

ในเดือนกันยายน 2017 ที่ผ่านมา จีนได้ผ่านกฎหมายว่าด้วย การจัดส่งที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ในการจัดส่งอาหาร และสิ่งของ โดยห้ามใช้วัสดุที่สิ้นเปลืองมากจนเกินไป ซึ่งมีผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกกับ JD.com และ Alibaba ที่ต้องการลดขยะบรรจุภัณฑ์ โดยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา JD ได้เปิดตัว Green Box ที่รีไซเคิลได้ และอ้างว่าตนเองเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมนี้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรรีไซเคิลมืออาชีพ ทางด้านอาลีบาบา ก็เปิดตัวกล่อง green package ที่ช่วยลดโลกร้อนเช่นกัน โดยอาลีบาบาได้อ้างว่า กล่องนี้ได้ถูกจัดส่งไปแล้วกว่า 3 ล้านชิ้น

Source:

โพนี่ หม่า แห่ง Tecent เปิดฉากรบในตลาดร้านค้าปลีกครั้งใหม่กับ แจ็คหม่า แห่ง Alibaba ด้วยการเข้าลงทุนใน Super Species ร้านค้าปลีกของ Yonghui ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

Super Species

การสู้รบกันระหว่าง Tencent และ Alibaba ขยายพื้นที่เข้าสู่ธุรกิจร้านค้าปลีก โดย Caijing สื่อของจีน รายงานว่า Tencent ได้ซื้อหุ้นใน Super Species ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกแห่งใหม่ของ Yonghui Superstores ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป ทำให้หุ้นของ Yonghui ได้พุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดจำกัดรายวัน

สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีของจีน คือ Tencent และ Alibaba ได้เปิดศึกสู้รบกันมาอย่างยาวนาน ทั้งในตลาดเพลงและวิดีโอสตรีมมิ่ง หรือในตลาด อีเพย์เม้นท์ (Alipay vs WechatPay) รวมถึงในตลาดสำคัญอย่างอีคอมเมิร์ซ ที่อาลีบาบาครอบครองตลาดและเป็นจุดอ่อนของ Tencent แต่การลงทุนใน JD.com ของ Tencent และการเป็นเจ้าตลาดเกมออนไลน์และโซเชียลมีเดียอย่าง Wechat ก็ช่วยเป็นเกราะกำบังไม่ให้อาลีบาบาโจมตีได้มากนัก

ในตลอดทั้งปีที่ผ่านมา อาลีบาบา ระดมโปรโมทเรื่อง New retail ให้เป็นการค้าแห่งอนาคต แจ็ค หม่า ลงทุนมากมายเพื่อโปรโมทว่า ร้านค้ารูปแบบใหม่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการช้อปปิ้งแบบออฟไลน์ให้กับลูกค้า

แต่ร้าน Super Species เป็นร้านค้าปลีก ซุปเปอร์มาร์เก็ตแนวคิดใหม่ ที่ JD.com และ Tencent ร่วมกันถือหุ้นประมาณ 10% ในบริษัทแม่อย่าง Yonghui  ในขณะที่ Alibaba เปิดร้านค้าปลีกของตัวเองที่ชื่อว่า Hema Supermarket ซึ่งการเข้าลงทุนใน Super Species ของ Tencent นี้ นักวิเคราะห์มองว่า เป็นการเปิดฉากรบครั้งใหม่ที่ตั้งเป้าจะต่อกรกับร้าน Hema ของ แจ็ค หม่า โดยเฉพาะ

Yonghui เป็นบริษัทค้าปลีกของจีน ที่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศจีนเกือบ 500 สาขา และมีร้าน Super Species อีก 17 สาขา  ส่วน Hema Supermarket ของ Alibaba มี 20 สาขาทั่วประเทศจีน ในเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา อาลีบาบา ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นอันดับที่สองในบริษัท Sun Art Retail Group บริษัทค้าปลีกของจีน ที่มีไฮเปอร์มาร์เก็ตราว ๆ 450 สาขา ซึ่งเป็นหน้าร้านที่พร้อมจะทดลอง Hema model ตามแนวความคิดของ แจ็ค หม่าแล้ว

การต่อสู้ครั้งนี้ดูเหมือน อาลีบาบาจะยังนำอยู่ แต่ Tencent ก็ต้องพยายามอุดช่องว่าง แล้วเข้าชิงพื้นที่การค้าไว้ให้ได้ เพราะหากไม่ทำอะไรสักอย่าง พื้นที่ทั้งหมดจะกลายเป็นของ Alibaba โดยสมบูรณ์

Resource:

Gordon Ramsay จอมโหดกระทะเหล็ก จากเด็กบ้านแตกสาแหลกขาด สู่เจ้าของมิชลินสตาร์ 16 ดวง กับทรัพย์สิน $175 ล้านดอลลาร์

Gordon Ramsay

Gordon Ramsay คือเชฟปากจัด ที่วันนี้โด่งดังจากรายการที่เขาเป็นเจ้าของเอง อย่าง Hell’s Kitchen, The F Word, Ramsay’s Kitchen Nightmares, Master Chef, Master Chef Junior และ Hotel Hell และยังมีร้านอาหารอยู่ใน 3 ทวีปทั่วโลก เป็นผู้ครอบครองมิชลินสตาร์ไว้ถึง 16 ดวง แต่กว่าจะมีวันนี้ที่ชีวิตดูสวยหรู เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

เกิดในบ้านที่เป็นดั่งนรกบนดิน

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ Gordon James Ramsay Jr. เกิดที่สกอตแลนด์ในปี 1966 เขามีพี่สาว 1 คน น้องชาย 1 คน และน้องสาวอีก 1 คน ชื่อของเขาถูกตั้งตามชื่อของพ่อ ผู้ซึ่งไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง และมีแม่เป็นพยาบาล โดยพ่อของเขาทั้งเจ้าชู้และขี้เมา จึงทะเลาะกับแม่เป็นประจำ และคนที่โชคร้ายต้องรองรับอารมณ์ของพ่อ ก็คือตัว Gordon Ramsay และแม่ของเขา ตอนอายุ 5 ขวบ ทั้งหมดย้ายมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ทั้งพี่สาวและน้องชายถูกจับข้อหาครอบครองและเสพเฮโรอีน

เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่จะหาเหตุผลให้เด็กคนหนึ่งประชดชีวิตตัวเองเลือกเดินเส้นทางที่ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความมืด เพราะเหตุผลนั้นครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ทั้งพ่อที่เป็นคนไม่เอาไหน ไม่ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ดื่มเหล้าทุบตีลูกเมียประจำ พี่สาวกับน้องชายก็นำร่องไปก่อนแล้วด้วยการเสพเฮโรอีนจนถูกจับติดคุกเยาวชน เด็กชาย Gordon ยังมีทางเลือกอะไรที่พอจะมีแสงสว่างมากกว่านี้บ้าง

เลือกทางที่ถูกต้อง

ในช่วงอายุ 12 ปี Gordon Ramsay เลือกที่จะเล่นฟุตบอล กีฬายอดนิยมของเกาะอังกฤษ และเขาได้รับเลือกให้ติดทีมเยาวชนของทีม วอร์วิคเชียร์ ทีมในลีกของสกอตแลนด์ แต่ไม่นานเขาก็ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งอาการบาดเจ็บนั้นเรื้อรัง และส่งผลกับอาชีพนักฟุตบอลอย่างมาก แต่ Gordon ก็ยังฝืนฝึกซ้อมและลงเล่นทั้งที่บาดเจ็บ และเขาได้มีโอกาสเซ็นสัญญาเข้าร่วมทีม Renger ในทีมสโมสรอายุ 15 ปี แต่เพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แม้จะได้ลงเล่น 1-2 นัด แต่เขาก็ต้องยุติอาชีพนักฟุตบอลไปตลอดกาล เนื่องจากหัวเข่าที่บาดเจ็บจากเอ็นฉีกไม่สามารถรักษาให้หายขาดพอที่จะลงเล่นได้อีกแล้ว Gordon ต้องเลือกทางเดินชีวิตใหม่อีกครั้ง

สู่เส้นทางของความเป็นเชฟ

Gordon Ramsay ย้ายออกจากบ้านมาอยู่ลำพังด้วยวัยเพียง 16 ปี และหางานพิเศษทำ จนในวัย 19 ปี เขาเริ่มสนใจงานด้านการทำอาหาร จนตัดสินใจเข้าเรียน สาขาบริหารจัดการโรงแรม ที่วิทยาลัยนอร์ท ออกซ์ฟอร์ดเชียร์ เทคนิเคิล คอลเลจ โดยได้รับทุนการศึกษาจากสโมสรโรตารี่ Gordon เริ่มอาชีพเชฟด้วยการเป็นผู้ช่วยเชฟที่โรงแรมวร๊อกซ์ตัน เฮาส์ โฮเต็ล แต่เขากลับไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับเจ้าของโรงแรม Gordon จึงต้องย้ายออก ไปอยู่ที่ลอนดอน เขาทำงานกับร้านอาหารหลายระดับ จนมาพบกับร้านอาหารชื่อดัง Harvey ที่มีเจ้าของเป็นเชฟขาโหดอย่าง “มาร์โค ปิแอร์ ไวท์” ที่เป็นคนโมโหร้ายและชอบดุด่าลูกน้องอย่างไม่ไว้หน้า Gordon อดทนทำงานอยู่กับ มาร์โค ปิแอร์ อยู่ 2 ปี ก็ทนกับความโมโหร้ายอขงเขาไม่ไหว จึงมุ่งหน้าไปหางานทำในปารีส และเชื่อว่าเขาจะต้องก้าวกระโดดในสายอาชีพนี้ให้ได้

และที่ปารีส ฝรั่งเศสนี้เอง ทำให้เขาได้ฝึกทักษะในการทำอาหารฝรั่งเศส หนึ่งในสายอาหารที่กลายเป็นสายที่เขาถนัดที่สุด ที่นี่มอบโอกาสสำคัญในชีวิตให้กับเขา เขาได้ร่วมงานกับเชฟระดับมิชลินสตาร์ของฝรั่งเศสหลายคน หนึ่งในนั้น คือ “กาย ซาวอย” ผู้ที่ Gordon ยกย่องให้เป็นครูในการทำอาหารของเขาเลยทีเดียว

ฝรั่งเศสคือบ้านเกิดของมิชลิน สตาร์

หลังจากไปฝึกวิชาจากฝรั่งเศสจนเจนจบครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว Gordon Ramsay ก็เดินทางกลับมาที่กรุงลอนดอนอีกครั้ง และตอนนี้เขาเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว เนื่องจากเขาได้รับมิชลินสตาร์ 2 ดาว มาจากฝรั่งเศส (ใช้เวลาเพียง 3 ปี) จึงได้รับการชักชวนจากนายเก่าอย่าง “มาร์โค ปิแอร์ ไวท์” ให้มาร่วมธุรกิจกัน โดยจะเปิดร้านอาหารให้ Gordon Ramsay ดูแล (อีกนัยหนึ่งก็อยากใช้ชื่อเสียงของเชฟหนุ่มอย่าง Gordon ที่มีดาวมิชลินติดตัวมาช่วยเรียกลูกค้า) โดยร้านใหม่นี้ชื่อว่า “Aubergine” และในปี 1995 ขณะที่เป็นเชฟใหญ่ของร้าน Aubergine นี้ Gordon Ramsay ได้รับรางวัล Newcomer of the Year เป็นรางวัลอันทรงเกียรติจาก Catey Awards ที่เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมเลยทีเดียว

เข้าสู่เส้นทางของผู้ประกอบการ

Gordon Ramsay ต้องการเป็นมากกว่าเชฟ เขาจึงลาออกจาก Aubergine และขอถอนหุ้นทั้งหมดออกมา เพื่อมาเปิดร้านอาหารของตัวเองที่ชื่อว่า ” Restaurant Gordon Ramsay ” และใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาก็พาร้านอาหารของเขา คว้า มิชลินสตาร์ 3 ดวง ได้ในปี 1998 ได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักชิมระดับไฮเอนด์ Gordon Ramsay ยังสร้างสถิติเป็นเชฟสกอตแลนด์คนแรกของโลกที่ได้รับมิชลินสตาร์ 3 ดวง

ในปี 2000 Gordon Ramsay ได้รับรางวัลจาก Catey Awards อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ในฐานะเชฟยอดเยี่ยมประจำปี ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุด ต่อมาในปี 2006 ยังได้รับรางวัลภัตาคารยอดเยี่ยมแห่งปี และหลังจากปี 2006 Gordon Ramsay ก็ขยายสาขาร้านอาหารของเขาออกไปยัง สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และ แคนนาดา

Gordon Ramsay ขยายสาขาร้านอาหารออกไปเรื่อยๆ จนครอบคลุม 3 ทวีปทั่วโลก ในขณะเดียวกัน ร้านอาหารที่ขยายสาขาออกไปก็เดินหน้ากวาดมิชลินสตาร์มาให้เขา โดยตัว Gordon Ramsay เป็นเชฟที่มีดาวติดตัวอยู่ 2 ดวง (มิชลินสตาร์จะให้ดาวกับตัวเชฟด้วย ซึ่งไม่ได้ยึดติดอยู่กับร้านแต่ให้เฉพาะรายบุคคล) ในส่วนของร้านอาหารของเขา มีตั้งแต่ 1 ดวง 2 ดวง และ 3 ดวง รวมแล้ว 14 ดวง หากรวมกับดาวที่ติดตัวเขา เขาจะเป็นผู้ครอบครองมิชลินสตาร์มากถึง 16 ดวงเลยทีเดียว (ซึ่งพลังของมิชลินสตาร์นั้น แค่เพียงดวงเดียวก็สามารถทำให้ร้านอาหารธรรมดาพลิกเป็นร้านอาหารที่มีรายได้ถล่มทะลายได้เลย แต่ Gordon Ramsay มีมิชลินสตาร์ถึง 16 ดวง รายได้จะมหาศาลขนาดไหน)

ก้าวสู่วงการบันเทิง

Gordon Ramsay ปรากฏตัวในรายการทีวีครั้งแรกในปี 1996 เขาเป็นคอมเม้นเตเตอร์ในรายการ MasterChef และในปี 1998 ได้ถ่ายทำสารคดีส่วนตัว เรื่อง Boiling Point ซึ่งตามติดชีวิตการทำงานของเขา จากความสำเร็จของสารคดีนี้จึงทำให้มีการถ่ายทำสารคดีชุดที่สองคือ Beyond Boiling Point ในปี 2000

ในปี 2004 เขาได้รับเลือกให้มาดำเนินรายการใน Ramsay’s Kitchen Nightmares รายการที่ช่วยแก้ปัญหาให้ร้านอาหารที่ย่ำแย่ ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ และต่อมาในปี 2007 กับการดำเนินรายการ Hell’s Kitchen หรือครัวนรก รายการเรียลลิตี้ทำครัว ที่จะนำผู้มีชื่อเสียงในด้านต่าง ๆ ในอังกฤษมาฝึกฝนให้เป็นเชฟ

ด้วยลีลาและฝีปากที่จัดจ้าน ทั้งจิกกัดและด่าอย่างไม่เกรงใจ ทำให้คนดูชื่นชอบและชื่อเสียงของเขาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และยิ่งส่งผลให้ร้านอาหารของเขาที่อยู่ทั่วโลก ยิ่งขายดีขึ้นไปอีก Gordon Ramsay มีรายการออกมาอีกหลายรายการ จนข้ามฝั่งไปทำรายการที่สหรัฐอเมริกาด้วย ยิ่งทำให้ความนิยมของเขาพุ่งขึ้นไปอีก

รายได้จากช่องทางอื่น ๆ

Gordon Ramsay ยังมีรายได้จากการเขียนหนังสือ เขามีตำราทำอาหารของเขาเองมากกว่า 20 เล่ม ซึ่งสามารถขายได้ไม่รู้จบ นอกจากนี้ยังมีงานถ่ายแบบในฐานะพรีเซนเตอร์ และการออกรายการทีวี การให้สัมภาษณ์ในสื่อต่าง ๆ รวมถึงงานด้านที่ปรึกษาให้กับโรงแรมและร้านอาหารทั่วโลก เขามีรายได้จากการทำรายการทีวีตอนละ 400,000 ดอลลาร์ ซึ่งในหนึ่งปีจะถ่ายด้วยกันทั้งหมด 51 ตอน

Gordon Ramsay Holdings

เมื่อธุรกิจก็ปัง รายการก็รุ่ง Gordon Ramsay จึงจัดตั้ง บริษัท Gordon Ramsay Holdings Limited ขึ้นมาดูแลธุรกิจในเครือทั้งหมด อันได้แก่ ร้านอาหาร, ธุรกิจสื่อ, และธุรกิจที่ปรึกษา

Gordon Ramsay ใช้ โฮลดิ้งคอมปานี นี้ เดินหน้า ซื้อธุรกิจโรงแรม และผับ ทั้งในอังกฤษและอเมริกา ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุด Gordon Ramsay มีแผนที่จะเปิดสาขาร้านอาหารของเขาในสนามบินทั่วโลก

โดยหากนับรวมทรัพย์สินที่เขาถือครองอยู่ Gordon Ramsay จะเป็นเชฟที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ ที่ 3 ของโลก ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิ $175 ล้านดอลลาร์ หรือราว ๆ กว่า 5 พันล้านบาท เลยทีเดียว

สรุปเส้นทางของเชฟพันล้านของ Gordon Ramsay

แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่แตกร้าว ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ แต่คนเราทุกคนเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ แต่เป้าหมายจะต้องชัดเจน และไม่ย่อท้อ หาก Gordon Ramsay หยุดทุกอย่างของชีวิตในวันที่หัวเข่าเสียต้องเลิกเล่นฟุตบอล เราคงไม่มีเชฟปากจัดนักสะสมดาวมิชลินคนนี้

ด้วยความมุ่งมั่นและรู้ว่าเขาจะต้องไปอัพเกรดความสามารถของตัวเองที่ไหน ทำให้เขาพุ่งเป้าไปถูกที่ และพยายามขวนขวายร่ำเรียนกับเชฟระดับมิชลินสตาร์ในบ้านเกิดของมิชลิน สิ่งนี้เองที่ทำให้เขาสามารถประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดในสายอาชีพนี้ได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อเปิดร้านอาหารของตัวเอง เขาก้ยังก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเพื่อโปรโมทตัวเองและร้านของเขา ให้ยิ่งขายดีขึ้นไปอีก

แม้บุคลิกภาพจะเป็นคนอารมณ์ร้อนปากร้าย แต่เราพอจะเข้าใจได้ว่าเขาได้รับผลกระทบมาจากความรุนแรงที่ได้รับจากพ่อในวัยเด็กและเจ้านายขาโหดของเขาในวัยหนุ่ม มาร์โค ปิแอร์ ไวท์ ที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนปากร้ายในวันนี้ แต่ด้วยความอัจฉริยะในการสร้างสรรค์รายการให้มีความตื่นเต้นเร้าใจ และน่าติดตามทำให้ทุกรายการของเขา เรตติ้งถล่มทะลาย

การมีสื่ออยู่ในมือทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อเขาสามารถควบคุมทุกอย่างไว้ได้ ทั้งรายการทีวีและร้านอาหาร เขาจึงสามารถขยายไปสู่การเป็นโฮลดิ้งคอมปานี เข้าซื้อกิจการโรงแรมและร้านอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย ยิ่งเพิ่มทรัพย์สินให้มากขึ้นไปอีก

จากเด็กบ้านแตกที่ไม่มีต้นแบบดี ๆ ให้ได้เดินตาม เขาเลือกที่จะเดินในทางชีวิตของตัวเอง และเดินไปให้สุดทาง โดยไม่สนใจเสียงรอบข้างว่าใครจะรักจะเกลียดเขาหรือไม่ นี่คือเชฟจากครัวนรก Gordon Ramsay

Resources: