แบรนด์บุคคล หรือ เพอร์ซันนอลแบรนด์ดิ้ง (Personal branding) ได้รับความสนใจและมีความสำคัญมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีนักธุรกิจรายย่อยเกิดใหม่มากขึ้นเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต พอคนขายของบนโลกออนไลน์มีมากขึ้น ความแตกต่างในตัวผลิตภัณฑ์น้อยลง หรือหลายรายขายสินค้าและบริการชนิดเดียวกัน หรือแม้แต่จากตัวแทนเดียวกัน การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการจากลูกค้าบางครั้งจึงเกิดจากการจัดสินเลือกเพราะ ชอบที่ตัวผู้ขาย

ผมทำ Information business หรือ ธุรกิจขายข้อมูลความรู้ โดยโฟกัสในการขายผลิตภัณฑ์ความรู้ในด้าน Sales & Marketing, และ Digital Marketing เป็นต้น แน่นอนว่าผมและ ผู้ถ่ายทอดเนื้อหา (Instructors) ไม่ใช่กลุ่มเดียวในตลาดที่ถ่ายทอดเนื้อหาด้านนี้ แต่ยังมีอีกหลายคนทั้งที่ทำเป็นกลุ่มในรูปแบบค่าย และทำแบบเดี่ยว ๆ ที่ถ่ายทอดเนื้อหาเดียวกัน

โครงสร้างเนื้อหาหลักที่ถ่ายทอดคงไม่แตกต่างกันมากนัก ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายทอดเรื่อง วิธีปิดการขายทางโทรศัพท์ ผู้ถ่ายทอดแต่ละคนย่อมมีประเด็นการสอนคล้าย ๆ กัน แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละคนแตกต่างกันคือ สไตล์ในการเรียบเรียง ความเป็นตัวตนของแต่ละคน และความสามารถในการขายตัวเอง ซึ่งผู้เรียนจะเลือกเรียนกับใครย่อมขึ้นอยู่กับการรับรู้ ซึ่งเกิดจากผู้ถ่ายทอดประชาสัมพันธ์ตัวเองเก่ง และต่อมาคือความถูกจริตที่ผู้เรียนมีต่อสไตล์ของผู้ถ่ายทอด – เหล่านี้คือการเล่าเบื้องต้นเกี่ยวกับ แบรนด์บุคคล (Personal branding)

ปัจจุบันท่านจะเห็นเจ้าของธุรกิจดัง ๆ ทั้งต่างประเทศและในประเทศมีการสร้าง แบรนด์บุคคล กันมากขึ้น ใช้ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าและบริการแทนดาราหรือคนดัง มีการออกสื่อ ลงนิตยสาร และเขียนหนังสือออกวางขายในร้านหนังสือมากขึ้น ความนิยมนี้รุกคืบไปถึงคนขายของออนไลน์รายย่อยที่อาจเปลี่ยนจากการใช้ เน็ตไอดอล มาเป็น ตัวเอง ในการถือสินค้า บทความนี้ผมจะพาเจาะลึกว่าด้วยเรื่อง แบรนดิ้ง (Branding) และ แบรนด์บุคคล (Personal brand) สู่หลักคิด และฮาวทู เพื่อให้ท่านสามารถนำไปสร้างแบรนด์บุคคลของตนเองได้ครับ

แบรนด์พีระมิด แบรนด์สามประเภทที่ต้องรู้

แบรนด์พีระมิด ไม่ใช่ศัพท์ทางเทคนิคใด ๆ เป็นคำจำกัดความที่ผมใช้เรียกโครงสร้างของแบรนด์ 3 ส่วนเพื่อความง่ายต่อการจำ ได้แก่ Corporate brand, Products brand, Personal brand

Corporate Brand

คือ แบรนด์องค์กร เป็นสิ่งที่ใช้เวลาสร้างนาน แต่จะคงอยู่อย่างยาวนานเช่นกัน และสามารถปรับเปลี่ยนพลิกแปลงโมเดลธุรกิจได้ตามกาลเวลา ยกตัวอย่าง

  • บริษัท Nokia อดีตเป็นธุรกิจผลิตสายเคเบิ้ล ก่อนจะพัฒนามาเป็นธุรกิจอุปกรณ์พกพา
  • บริษัท Berkshire Hathaway อดีตเป็นธุรกิจโรงงานทอผ้า ภายหลังซื้อกิจการโดย วอเรน บัฟเฟต และผันไปเป็นธุรกิจการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจนในปัจจุบันคือบริษัท Apple Inc. ธุรกิจคอมพิวเตอร์ เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและสะท้อนภาพลักษณ์ของสินค้าที่ เรียบหรูดูแพง และเชื่อถือได้ เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ในตระกูล ‘i’ ทั้งหลาย ซึ่ง ‘i’ เหล่านั้นถือเป็น Product brand ของ Apple

Product Brand

คือ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ อย่างที่เกริ่นไปว่า Apple คือ Corporate ส่วนผลิตภัณฑ์ในตระกูล ‘i’ ได้แก่ iPhone, iPad, iPod, iMac ฯลฯ เป็นต้น คือ Product brand ของ Apple

การมี Corporate brand ที่แข็งแกร่ง นำส่งความน่าเชื่อถือไปยังตัวผลิตภัณฑ์ แต่เพราะตัวผลิตภัณฑ์มีวงจรชีวิตของมัน เจ้าของธุรกิจจึงต้องสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นซีรีย์ เพื่อง่ายแก่การจดจำในความรู้สึกของลูกค้า และสามารถส่งต่อการติดตามไปซื้อสินค้ารุ่นใหม่ ๆ เมื่อรุ่นเก่าหมดวงจรชีวิตของมัน

กรณีบริษัท Leader Wings ที่ผมทำอยู่ก็มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ความรู้ออกมาเป็นซีรีย์เช่นกัน อาทิ Sales Pro สำหรับบริหารการขาย โดยมี Sales Pro Volume I, II, III เป็นต้น หรือ Digital CEO เป็นเรื่องการทำธุรกิจออนไลน์ ก็จะมี Digital CEO for Retail และ Digital CEO for Coaches & Trainers เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์แต่ละซีรีย์จะมี Personal brand รองรับอีกที

Personal Brand

คือ แบรนด์บุคคล กรณี Apple แบรนด์บุคคลคือ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) และเมื่อได้ยินชื่อ สตีฟ จ็อบส์ คนก็จะนึกถึงแบรนด์ Apple และซีรีย์ผลิตภัณฑ์ตระกูล ‘i’ ทั้งหมดที่เขาออกแบบและพรีเซ็นต์ – ใช่ครับ! สตีฟ จ็อบส์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple และทุกครั้งที่มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้คนก็ต่างสนใจในการฟัง สตีฟ จ็อบส์ พูดเสนอสินค้าบนเวที

สตีฟ จ็อบส์ มีอิทธิพลต่อลูกค้าของ Apple อย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าตระกูล ‘i’ ทั้งหลายจนถึงขั้นกลายเป็นสาวกที่พร้อมจะต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ในวันเปิดขาย — iPhone ไม่ใช่สมาร์ทโฟนจอสัมผัสเดียวบนโลก ยังมีสมาร์ทโฟนแบบเดียวกันอีกมากมาย คุณภาพดี และราคาถูกกว่าหลายเท่า แต่สาวก iPhone ก็ไม่สนใจนั่นเพราะเขาชอบ สตีฟ จ็อบส์ เขาชอบ iPhone เขาชอบ Apple

กรณี Leader Wings ก็เช่นกัน — ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีแบรนด์บุคคลรองรับทุกชิ้น อาทิ Audio Book Sales Pro ถ่ายทอดโดย คุณเล็ก กฤตนัน เจ้าของธุรกิจและนักบริหารทีมขายฝีมือดีที่เข้าใจเรื่องการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ เขาสร้างแบรนด์บุคคลแยกต่างหากจากบริษัทภายใต้ชื่อ Sales 101 มีแฟนเพจกว่า 30,000 Likes และมีบทความคุณภาพสูงเกี่ยวกับเทคนิคการขายจนทำให้คนติดตามอย่างเหนียวแน่น เมื่อทำ Audio Book ออกมาจึงขายดี

เช่นเดียวกับ เทรนเนอร์นลิศา เจ้าของผลงาน Audio Book Power Questions ที่สร้างแบรนด์บุคคลผ่านเพจ Power Questions และ Trainer Nalisa และผมกับผลงาน Digital CEO ที่สร้างแบรนด์บุคคลผ่านเพจ CEOblog ที่มีมากกว่า 50,000 Likes นั่นเอง

12471768_10208032905318185_5002920902038578974_o

01-01 PNG

กล่าวโดยสรุปเรื่อง แบรนด์พีระมิด

  • Corporate brand มีความมั่นคงสูง และจะคงอยู่ตลอดไป
  • Product brand มีวงจรชีวิต และหมุนเวียนภายใต้แบรนด์องค์กร
  • Personal brand คือการใช้ความนิยมในตัวบุคคลขับเคลื่อนการตลาดและยอดขายให้ผลิตภัณฑ์ขององค์กร

ความหมายของ แบรนด์

วิธีอธิบายความหมายชองแบรนด์แต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน และผมจะไม่ขอยกความหมายตาม Wikipedia หรือตำราการตลาดมาอธิบาย – ผมขออธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดโดยได้รับแก่นมาจากหนังสือ 60-Minute Brand Strategist โดย Idris Motee ความหนา 250 หน้ามารวมกับประสบการณ์ที่เจอมาสรุปให้จบในประโยคเดียวว่า…

แบรนด์ คือ Customer Experience

ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจากคุณ และคุณในที่นี้หมายรวมทุกสิ่งอย่างที่กลายมาเป็นบริษัทของท่าน ไม่ว่าจะเป็น ตัวเจ้าของ ตัวพนักงาน เสื้อผ้าหน้าผม นามบัตร โลโก้ สินค้า การพูดจา ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับและใช้ตัดสินท่าน

กระบวนการตัดสินของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ของคุณ

Value คุณค่า ที่ลูกค้าได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของท่าน และการได้รับการบริการจากพนักงาน หรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ทำงาน เช่น การสั่งซื้อของออนไลน์ เป็นต้น

Emotion คุณค่าที่ได้รับจากด้านบนจะสร้าง อารมณ์ ว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ ประทับใจ อบอุ่น มีความสุข ฯลฯ

Perception คุณค่า และ อารมณ์ จะนำพาสู่การตัดสินมุมมองที่มีต่อธุรกิจของท่านทั้งหมด ส่วนนี้คือ ทัศนคติ ว่าลูกค้ามองท่านเป็นอย่างไร อาทิ เป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องความเร็วในการส่งของ, เป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องรสชาติอาหารฝรั่งเศส, เป็นเบอร์หนึ่งในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ฯลฯ

ความเป็นแบรนด์ขั้นสุดยอดเกิดขึ้นที่ใจลูกค้า กล่าวคือ ท่านจะเรียกตัวเองว่าเบอร์หนึ่งในธุรกิจที่ท่านทำอยู่ก็ไม่มีใครห้าม แต่หากลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นด้วย การตัดสินยังไม่เด็ดขาด ลูกค้ายังไม่ยอมรับ ความเป็นแบรนด์จึงยังไม่เกิดโดยสมบูรณ์

กรณีศึกษาบริษัท Zappos

CEOblog-1605001-6

Zappos ก่อตั้งโดย Tony Hsieh เป็นธุรกิจออนไลน์ช็อปปิ้ง มีสินค้าแฟชั่นมากมายตั้งแต่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ โดย Zappos ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าของตนเอง ผู้อื่นสามารถเลียนแบบโมเดลธุรกิจได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ทำให้ Zappos แตกต่างคือการสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้ลูกค้าจดจำและบอกต่อ อาทิ…

การจัดส่งที่รวดเร็วในข้ามคืนแต่ราคาไม่แพง และการรับประกันสินค้ายาวนานถึง 1 ปี นอกจากนั้น หากลูกค้าไม่พอใจสินค้า ทาง Zappos ยังออกค่าส่งของคืนอีกด้วย

อีกสิ่งที่โดดเด่นและถูกชื่นชมมากที่สุดคือ Zappos เลือกที่จะบริหาร Call center ด้วยตนเองในขณะที่บริษัทใหญ่ ๆ ในอเมริกามักใช้ระบบอัตโนมัติหรือเอาต์ซอสงาน Call center ไปยังหน่วยงานที่ 3

ความแตกต่างอยู่ที่ Call center ไม่ได้มีไว้เพื่อขายของเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดให้แก่ทุกสายที่โทรเข้ามา ต่อให้คุยเรื่องสัพเพเหระหรือขอคำปรึกษาในเรื่องใด ๆ พนักงานก็จะถูกฝึกให้คุยเป็นเพื่อนลูกค้าจนกว่าปลายสายจะพอใจและวางสายไปโดยไม่ซื้อสินค้าก็ตาม – การทำเช่นนี้ทำให้คนที่โทรมาเกิดความรู้สึกประทับใจ และเกิดการบอกต่อและเชียร์ให้ไปซื้อสินค้ากับ Zappos แบบปากต่อปากไปไม่รู้จบ

แม้ Zappos จะไม่มีแบรนด์สินค้าของตนเอง แต่ความเป็นเลิศด้านบริการลูกค้าทำให้ บริการ กลายเป็น แบรนด์ ของ Zappos ไปโดยปริยาย ส่วนเจ้าของชื่อว่า Tony Hsieh ก็มีการทำ แบรนด์บุคคล โดยเขามีการเขียนหนังสือ ออกสื่อ และมี Blog เป็นของตัวเองเพื่อสื่อสารกับแฟนคลับ

ผมเล่าเรื่องราวเต็ม ๆ ของ Tony Hsieh ที่นี่ครับ

ทำไม ‘แบรนด์บุคคล’ สำคัญสำหรับทุกธุรกิจ

ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ที่มีมูลค่าธุรกิจระดับร้อยล้าน ไปจนถึงพันล้านบาทหันมาสร้าง แบรนด์บุคคล มากขึ้น อาทิ คุณต็อบ เถ้าแก่น้อย, คุณตัน อิชิตัน หรือ บริษัท Office Mate ก็มีการตลาดโดยนำ CEO หนุ่มมาดเท่ห์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับทุกโพสต์สินค้า และมีการทำ Content marketing ร่วมกับเพจดัง ๆ อย่าง อิเจี๊ยบเลียบด่วน อยู่พักหนึ่งก่อนจะเปิดตัวแคมเปญออกมา (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ Office Mate ที่นี่ครับ )

สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือการนำ เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร ออกมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จะมีปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ดีกว่า Corporate brand พูดเอง

ยกตัวอย่าง คุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย จะมีสองเพจ อันแรกเป็น แฟนเพจบริษัทเถ้าแก่น้อย จำนวน Like ณ พฤษภาคม 2016 อยู่ที่ 90,000 Likes และอันที่สองเป็น แฟนเพจส่วนตัวอย่างเป็นทางการ (Official fan page) จำนวน Like ณ พฤษภาคม 2016 อยู่ที่ 90,000 Likes 2 ล้านกว่า Like ซึ่งในแฟนเพจส่วนตัว จะมีส่วนร่วมจากผู้คนมากกว่า เมื่อเทียบกับสัดส่วนจำนวน Like ต่อเพจ คุณต๊อบ เพียงโพสต์เรื่องราวในชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น ทอดมันวันนี้อร่อยจังเลย ก็สามารถเรียกจำนวน Like เกือบครึ่งแสน กันเลยทีเดียว

CEOblog-1605001-5

กรณีศึกษา ‘ร้านเจ๊จู วัสดุก่อสร้าง’ ธุรกิจ B2B ที่ใช้แบรนด์บุคคล และดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอย่างชาญฉลาด

ร้านเจ๊จู วัสดุก่อสร้าง (ชื่อเพจในเฟซบุ๊ค I-JU วัสดุก่อสร้าง) เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าเรียนรู้ สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งในความคิดสร้างสรรค์ของเจ้านี้คือเขาเป็นธุรกิจ Business-to-Business หรือ B2B ซึ่งผมรู้สึกโดยส่วนตัวว่าเป็นธุรกิจปราบเซียนในการทำการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Digital marketing, Content marketing, Viral marketing และ Personal branding แต่ ร้านเจ๊จู เอาอยู่หมัดทั้งหมด

วิธีของ ร้านเจ๊จู คือมีการสร้างตัวบุคคลซึ่งเป็นคนจริง ๆ และใช้รูปภาพที่เป็น Mood and Tone แบบ เจ๊ ๆ กึ่งดุ กึ่งใจดี มีอารมณ์ขันแสบ ๆ คัน ๆ ซึ่งทางเพจจะใช้แนวรูปภาพเดียวตลอด แต่ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ คือ ข้อความ หรือ Caption ที่อยู่บนรูปภาพ

ข้อความบนรูปภาพก็ไม่ใช่การโพสต์ขายของธรรมดา ๆ แต่มีการใส่มุขเก๋ ๆ ทะเล้นนิด ๆ ตลกร้ายหน่อย ๆ รวมไปถึงมุขที่เป็น Real-time content ที่เข้ากับสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ เช่น มุขแซวคอนักดูบอล หรือ มุขที่หยิบมาจากข่าวดังจากโทรทัศน์ เป็นต้น

CEOblog-1605001-1

CEOblog-1605001-2

CEOblog-1605001-3

CEOblog-1605001-4

เหล่านี้เป็น Content marketing แต่เพราะเป็น Content ที่โดนใจจึงเกิดการแชร์กันกระจัดกระจายวายป่วง เป็น Viral โดยปริยาย — นอกจากนั้น เจ๊จู ยังแจ้งเกิดในฐานะ Celebrity คนหนึ่งเลยทีเดียว มีการออกงานอีเวนต์และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากแฟนคลับที่หลงรัก ‘เจ๊จู’ เหล่านี้คือการตอกย้ำว่า แบรนด์บุคคล หรือ Personal branding ไม่จำเป็นต้องเป็นคนหล่อสวย ไม่จำเป็นต้องเป็นดารา และไม่ต้องใช้ดารา คนธรรมดาก็สามารถสร้างแบรนด์บุคคลได้ และเหตุผลที่ แบรนด์บุคคลสำคัญ และได้รับการตอบรับที่ดีกว่า Corporate brand เป็นเพราะ

People need to feel connected
หรือ คนต้องการสื่อสารกับคนนั้นเองครับ!

วิธีสร้าง แบรนด์บุคคล บนโลกออนไลน์

CEOblog เป็นเว็บไซต์และแฟนเพจที่แทน แบรนด์บุคคล ของผม เปิดตัวตั้งแต่ผมยังเป็นพนักงานบริษัทโนเนมและเติบโตกลายเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้มากมาย ผมจึงสามารถยืนยันกับท่านได้ แบรนด์บุคคล ทรงพลังจริง ๆ คนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ก็สามารถเติบโตบนโลกธุรกิจได้ด้วยการเริ่มต้นจาก แบรนด์บุคคล (Personal branding)

วิธีสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์

วิธีสร้างแบรนด์บุคคล ในกรณีที่ผมจะมาเล่าคือการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ หรือที่ผมเรียกว่า การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์

เรื่องของเรื่องคือ ในชีวิตจริงของผม (และท่าน) อาจอยู่ในสังคมที่คนรอบตัวไม่ได้มีความสนใจเดียวกับท่าน ยกตัวอย่าง ผมสนใจเรื่องธุรกิจ ชอบคุยเรื่องธุรกิจ คุยเรื่องอีคอมเมิร์ซ และเรื่องธุรกิจสตาร์ทอัพ แต่คนในครอบครัวผมไม่ชอบ และเพื่อนที่ทำงานเก่าก็ไม่ชอบ พวกเขาชอบพูดเรื่องละครหลังข่าว เรื่องกิน เรื่องเที่ยว – ผมจึงหาทางออกด้วยการสร้าง เนื้อหา (Contents) ที่ผมสนใจและเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยการเผยแพร่ในพื้นที่ที่มีกลุ่มเป้าหมาย อาทิ ห้องสำคัญ ๆ ในเว็บบอร์ด หรือ บนเฟซบุ๊คและยิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น

การทำเช่นนี้ ทำให้คนที่สนใจในเรื่องเดียวกับท่าน ได้เห็น เนื้อหา (Contents) และเกิดความถูกใจ ถูกจริต เกิดการติดตามและบอกต่อเพื่อน ๆ ให้มาตามด้วย ฉะนั้นวิธีสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ คือ การให้ ‘Free value contents’ หรือ เผยแพร่เนื้อหาที่มึประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายออกไปฟรี ๆ เพื่อสร้างการรับรู้และเกิดการติดตามและบอกต่อ วิธีนี้เป็นหนึ่งในหลัก Content marketing โดยสามารถศึกษาแนวทางอย่างละเอียดได้ที่บทความที่ผมเขียนไว้ ที่นี่ครับ

3Ts สูตรไม่ลับจำง่าย สไตล์ Marketing in Black

การให้ เนื้อหาที่มีประโยชน์ ออกไปก่อนเป็นการสร้างความชอบและความเชื่อใจ และเปลี่ยนความเชื่อใจมาเป็น ผู้ติดตาม แฟนคลับ และสาวก ในที่สุด ที่ CEOblog ก็เดินตามเส้นทางนี้เป๊ะ และผมขอยกสูตรจำง่าย ๆ โดยครูชัย เจ้าของสถาบันสอนภาษา Mind English และเจ้าของเพจ Marketing in Black ที่ทำสำเร็จและสรุปให้ง่าย เรียกว่า สูตร 3Ts ได้แก่…

Teach:

เป็นการ Educate หรือ ให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย ว่าที่ลูกค้า และลูกค้าของท่านให้มีความเข้าใจในสินค้าและบริการ สามาถใช้สินค้าเป็น แก้ปัญหาเบื้องต้นให้ตัวเองได้ หรือแม้แต่แก้ปัญหาหรือทำงานเองได้โดยไม่ต้องใช้สินค้าหรือบริการของคุณก็ยังได้ แต่เชื่อเถิด เมื่อคุณ Educate กลุ่มเป้าหมายของท่านมาก ๆ เขาจะอยากสนับสนุนท่านเอง เพราะ…

Trust:

ความเชื่อใจ เกิดจากการได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากท่านอย่างสม่ำเสมอจนเชื่อมั่นอย่างมากว่าท่านคือผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ เมื่อคนเชื่อใจ ก็จะอยากใช้สินค้าและบริการของท่าน เพราะเขาจะมองว่า สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเงินและเวลามากกว่าการลงมือทำสิ่งนั้น ๆ ด้วยตัวเอง

Tribe:

สุดท้ายจะเกิดความผูกพันเป็นสาวกให้แก่ธุรกิจของท่าน นี่คือจุดที่แบรนด์เกิดขึ้นแล้วตามที่อธิบายไว้ข้างต้นว่าด้วย แบรนด์ คือ Custom Experience เมื่อเขากลายเป็นสาวก เขาจะป่าวประกาศความดีของท่านไปตลอดชีวิตครับ

ช่องทางการเผยแพร่ Content เพื่อสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์

หลักการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ คือการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย หรือ Value contents เมื่อผลิตเนื้อหาเสร็จแล้ว ท่านต้องการช่องทางในการเผยแพร่ด้วยเพื่อประกาศตัวตนออกไป หรือ Marketing your contents ช่องทางออนไลน์หลัก ๆ โดยไม่นับเรื่องการทำ SEO เพื่อให้ติด Search engine เร็ว ๆ ในอันดับดี ๆ ผมจะขอไปเน้นเฉพาะโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะดวกสำหรับคนทั่วไปที่ยังใหม่กับการตลาดออนไลน์และไม่ถนัดเรื่อง Search engine

โซเชียลมีเดีย ได้แก่ Twitter, Facebook, Instagram, Pinterest, Line@, Youtube, Vines, Snapchat ฯลฯ อีกมากมาย ขอคัดมาเพียง 2 รายการดังนี้

Facebook:

เป็นเจ้าพ่อแห่งเครื่องมือโซเชียลมีเดีย มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และมีผู้คนหมุนเวียนอยู่บนโซเชียลฯ ตัวนี้ตลอดทั้งวัน – Facebook เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย พิมพ์ตัวหนังสือได้ไม่จำกัดตัวอักษร ในขณะที่ Twitter จำกัดเพียง 140 ตัวอักษร อัพโหลดรูปภาพ วีดีโอ หรือลิงค์จากบทความอื่นก็ได้ แถมปรับแต่ง Feature image ของลิงค์จากบทความจากข้างนอกให้สวยงามสะดุดตาน่าคลิ๊ก

นอกจากนั้น Facebook ยังมีการพัฒนาฟังชั่นใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการเผยแพร่เนื้อหา โดยล่าสุดมีฟังชั่น Facebook Live หรือการถ่ายทอดสดจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานขึ้นบน Facebook ส่วนตัว หรือแฟนเพจโดยตรง ซึ่งสามารถให้แฟน ๆ หรือผู้ติดตามกด Subscribe เพื่อรับ Noticification ทุกครั้งที่มี Live

เด็ดสุดก็คือฟังชั่นโฆษณา หรือ Facebook Advert ที่มีการพัฒนาโมเดลการโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ อาทิ การมีตัวเลือกกลุ่ม Interest group ที่หลากหลาย การทำ Custom audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง และ Look Alike Audience ที่เป็นการนำข้อมูลจากการทำ Custom audience มาต่อยอดหากลุ่มที่น่าจะคล้ายกันโดยอัตโนมัติด้วยระบบการสำรวจของ Facebook book

Youtube:

เป็นเว็บไซต์ที่ให้คนมาสมัครสมาชิกและสร้างช่องวีดีโอของตนเอง เรียกว่า Youtube Channel เปรียบเสมือนรายการโทรทัศน์ออนไลน์ของตนเอง บางคนสร้างวีดีโอเป็นจำนวนมาก มีคน Subscribe เป็นล้านราย ยอดชมสะสมอีกเป็นร้อยล้าน views สร้างรายได้จากการขายโฆษณาทั้ง Ads และ Sponsorship คิดเป็นเงินไทยปีละเป็นหลักล้านไปจนถึงสิบล้านบาท แต่สำหรับผู้ประกอบการทีมีสินค้าและบริการไว้ขาย สามารถสร้าง Value contents ผ่านวีดีโอคลิปให้ความรู้ในธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของท่านแก่กลุ่มเป้าหมายให้กลายมาเป็นแฟนคลับ สาวก และลูกค้าได้เช่นกัน

จุดเด่นอีกอันของ Youtube คือติด Google search engine ง่ายมาก เนื่องจากถูกซื้อไปเป็นสมบัติของ Google ทางต้นสังกัดจึงดันเต็มที่ หากวีดีโอคลิปของท่านตั้ง Keywords ตรงกับคำค้นหาก็จะขึ้นหน้าหนึ่ง และอาจขึ้นก่อนลิงค์ของเว็บไซต์ปกติ

Website:

ตัวนี้ไม่ใช่โซเชียลมีเดียโดยตรง เป็นเว็บไซต์ที่ต้องเช่าโฮสต์ จดโดเมน มีการลงโปรแกรมทำเว็บไซต์ที่เรียกว่า WordPress แต่มีความสำคัญและผมขอย้ำว่าถ้าจะเอาจริงบนโลกออนไลน์ ท่านต้องมีเว็บไซต์เท่านั้นจึงจะสมบูรณ์แบบ เปรียบเทียบง่าย ๆ โซเชียลมีเดีย เว็บบอร์ด ยูทูป ฯลฯ คือสำนักงานย่อย ส่วนเว็บไซต์คือสำนักงานใหญ่ คุณต้องมีเว็บไซต์และส่งทุกคนกลับมายังเว็บไซต์หลักของท่าน

การเขียนบทความที่มีเนื้อหาดี ๆ ลงบนเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง แม้ท่าจะไม่เก่ง SEO แต่ภายใน 6-12 เดือนขึ้นไป บทความนั้น ๆ มีโอกาสติด Search engine โดยธรรมชาติ ในขณะที่การเขียนลงบน Facebook นั้นจะไม่ค่อยติด (และ Facebook และ Google ต่างก็เป็นคู่แข่งกันโดยตรง) นอกจากนั้น เว็บไซต์ ยังมีเครื่องมือมากมายเพื่อสนับสนุนระบบอีคอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็นหน้าขายสินค้าที่มีระบบ Shopping cart ระบบชำระเงิน ระบบสมัครสมาชิก และที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้ควบคู่กับการทำโฆษณา Google Adword และ โฆษณา Facebook แบบ Custom Audience

หากไม่มีเว็บไซต์ท่านจะทำโฆษณาเหล่านี้ไม่ได้ และจะเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน – ด้านล่างเป็นวีดีโอ Step by step เช่าโฮสต์จดโดเมนและติดตั้ง WordPress ด้วยตัวเอง ง่าย ๆ ภายใน 20 นาที 

หากต้องการศึกษาจริงจังในการทำ อีคอมเมิร์ซ การทำเว็บไซต์ และการทำโฆษณา Facebook เชิงลึก เช่น Custom audience และ Look Alike audience ผมมีเจาะลึกใน DVD Digital CEO 10 ขั้นตอนสร้างธุรกิจการสอนจากโน้ตบุ๊คเครื่องเดียว ครับ

4 ประโยชน์ของการมีเว็บไซต์

Trust: การมีเว็บไซต์ให้ความน่าเชื่อถือ

Search: การมีเว็บไซต์ทำให้ถูกพบเจอบน Google search engine

Share: ทุกเนื้อหาบนเว็บไซต์มี URL Link ที่นำไปแชร์ต่อได้ทุกแพลทฟอร์มบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น โซเชียลมีเดีย, เว็บบอร์ด, เว็บไซต์อื่นๆ และในอีเมล์

Re-Target: ใช้ทำโฆษณาแบบ Re-targeting หรือการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง สามารถทได้ทั้งกับ Google Adword และ Facebook Advert — กรณี Facebook เรียกว่า Custom Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง

สรุป

เปรียบเทียบธุรกิจที่มีแบรนด์ และไม่มีแบรนด์

สินค้าสร้างในโรงงาน VS แบรนด์สร้างในใจ
สินค้าแข่งขันที่ราคา VS แบรนด์แข่งขันที่มูลค่า
สินค้ามีอายุขัย VS แบรนด์ไร้กาลเวลา

โรม ไม่ได้สร้างในวันเดียว แบรนด์บุคคล ก็เช่นกัน โปรดทำใจให้มั่นว่าอาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าที่คุณจะเป็นที่รู้จักและยอมรับ ขอให้จำไว้เสมอว่า คนติดตามคน ๆ หนึ่งเพราะความชอบใน สไตล์ ภาษา และคาแรคเตอร์ ของเจ้าของแบรนด์บุคคล คนนั้น ๆ ดังนั้นจงหาแนวทางของตนให้เจอครับ




NO COMMENTS

LEAVE A REPLY