6 ข้อที่ต้องคิด ก่อนเลือกใช้บริการเก็บและจัดส่งสินค้า fulfilment

6 ข้อที่ต้องคิด ก่อนเลือกใช้บริการเก็บและจัดส่งสินค้า fulfilment

441
0
SHARE
delivery goods with dolly by hand, purposely motion blur

ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ กำลังยินดีกับยอดขายสินค้าที่มีคนสั่งซื้อเข้ามาแบบเทน้ำเทท่า แต่กลับกลายเป็นทุกขลาภเมื่อต้องเสียเวลาครึ่งค่อนวันไปก็การนั่งแพ็กของ และเสียเวลาอีกวันเพื่อขนของไปส่งที่ไปรษณีย์ ไหนจะต้องเสียเวลาจัดการ Tracking Number เพื่อแจ้งลูกค้าอีก แทนที่จะใช้เวลาเหล่านี้เพื่อพัฒนาธุรกิจ หาสินค้าใหม่ๆ คิดวิธีทำตลาดใหม่ๆ หรือเปิดดีลเจรจากับผู้ผลิตรายอื่นๆ

มันอาจถึงเวลาที่ต้องย้ายงานแพ็กของส่งของให้บริษัทอื่นๆ จัดการแทนแล้ว

คุณเมย์-เบญจพร ชัยบุรี CEO ของ Sokochan ผู้ให้บริการจัดเก็บและจัดส่งสินค้า อธิบายเรื่องนี้ว่า “การเลือกบริการ Fulfillment ไม่ควรใช้อัตราค่าบริการมาเป็นเหตุผลหลักในการเลือก แต่ควรเลือกบริการที่สามารถช่วยเหลือธุรกิจและโตไปพร้อมกับคุณได้ หลายๆ บริษัทโปรโมทว่าเป็นบริการจัดเก็บและขนส่งสินค้า แต่จริงๆ แล้วเป็นแค่โกดังที่มีประสบการณ์ในการจัดการและจัดส่งนิดหน่อยเท่านั้น”

ซึ่งหลังจากได้พูดคุยกับคุณเมย์จึงสรุป 6 ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการเลือกบริการจัดเก็บและจัดส่งสินค้าคือ

1. ประสบการณ์การให้บริการ

เรื่องนี้อาจจะมองแปลกและต้องคิดหลายทบหน่อย ปกติแล้วโดยสามัญสำนึกเราจะคิดว่ายิ่งบริษัทเปิดให้บริการมานานก็น่าจะมีประสบการณ์มาก และให้บริการได้ดี แต่สำหรับธุรกิจยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมากอย่าง eCommerce บริษัทที่เปิดให้บริการมานาน 10 ปี 20 ปี อาจจะไม่ได้ใช้กระบวนการทำงานที่ทันสมัย จนมีปัญหาไม่ยืดหยุ่น ไม่คล่องตัว ซึ่งจุดนี้บริษัทที่เกิดทีหลังในช่วง 1-2 ปี อาจจะทำได้ดีกว่า ซึ่งอาจจะสังเกตเรื่องนี้ได้จากการเข้าเยี่ยมชมโกดังเก็บของ

2. การผสมผสานเทคโนโลยี

โลกยุคนี้เราพูดถึงข้อมูลที่เข้าถึงได้แบบ Real-time เกิดอะไรขึ้นในกระบวนการทำงานก็ต้องรู้ได้ทันทีผ่านระบบจัดการและสั่งงานบนเว็บที่สามารถเปิดได้จากทั่วโลก ไม่ใช่ต้องรอรายงานสรุปอย่างเดียว นอกจากนี้ระบบของบริษัทจัดเก็บและจัดส่งสินค้ายังต้องยืดหยุ่นพอที่จะสามารถ import/export ข้อมูลจากซอฟต์แวร์หรือระบบอื่นๆ อย่าง Excel, CSV, XML เพื่อทำงานร่วมกันได้ ลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนเสียเวลาออกไป

3. ความโปร่งใสของค่าบริการ

ก่อนจะเริ่มใช้บริการใดควรอ่านเงื่อนไขการให้บริการอย่างละเอียด โดยเฉพาะในส่วนของค่าบริการว่าคิดตามการใช้งานจริงหรือไม่ ผู้ให้บริการสามารถแยกรายการในแต่ละออเดอร์ได้หรือไม่ ว่าจากค่าบริการทั้งหมดคิดเป็นค่ากล่อง ค่าแพ็ก ค่าวัสดุกันกระแทก รวมถึงค่าจัดส่งเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น รวมถึงบริการ Fulfillment เหล่านี้ควรจะช่วยผู้ใช้บริการโดยการไม่คิดค่าบริการขั้นต่ำต่อเดือน และไม่มีสัญญาผูกพันธ์ระยะยาว

4. การขนส่งและการติดตาม

ผู้ให้บริการจัดเก็บและจัดส่งที่ดีควรมีวิธีการจัดส่งที่หลากหลายให้ผู้ใช้บริการได้เลือก เช่นพัสดุที่น้ำหนักน้อยกว่า 1 กิโลกรัม ก็ควรเลือกใช้ไปรษณีย์ไทย เพราะค่าส่งจะถูกกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ในทางกลับกันสำหรับพัสดุที่มีน้ำหนักมากขึ้น ก็ควรมีบริการอื่นๆ อย่าง Kerry, Alpha ให้เลือกใช้ ที่อาจได้ค่าบริการที่ถูกกว่า

อีกประเด็นที่ควรพิจารณาคือผู้ให้บริการควรให้ Tracking Number ของสินค้าแต่ละชิ้นที่ส่งไปได้เลย หรือมีระบบให้ผู้ซื้อเข้ามาค้นสถานะการจัดส่งสินค้าได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะลดภาระของผู้ขายไปได้มาก

5. เข้าเยี่ยมชมโกดังก่อนตัดสินใจ

เรื่องนี้นอกจากเป็นการสร้างความเชื่อถือให้กับผู้ใช้บริการว่าสถานที่เก็บสินค้าของเราจะเป็นอย่างไร การไปเยี่ยมชมสถานที่จริงจะทำให้ได้เห็นอะไรหลายอย่าง ทั้งความจริงใจ ความตั้งใจของทีมงาน รวมถึงสาธารณูปโภค ถนนหนทาง ซึ่งผู้ให้บริการก็ควรจะภูมิใจที่ได้นำเสนอ

6. ความปลอดภัยและประกันภัย

เรื่องนี้สำคัญมากเพราะเราจะต้องฝากสินค้าที่มีมูลค่าเอาไว้ในโกดังของผู้ให้บริการ จึงควรพิจารณาว่าสถานที่เก็บสินค้ามีความปลอดภัยขนาดไหน มียาม มีกล้องวงจรปิดดูแลทั่วถึงหรือไม่ และเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะโดนโจรปล้นหรือไฟไหม้ บริษัทที่ให้บริการก็ควรมีประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายกับเราด้วย

สำหรับผู้ค้าแล้ว การใช้บริการจัดเก็บและจัดส่งอาจเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากในตอนแรก อาจจะด้วยความรู้สึกว่าเราทำเองได้ ไม่ต้องเสียค่าบริการก็ได้ แต่เชื่อเถอะว่าเวลาที่ได้กลับคืนมาจะช่วยให้คุณพัฒนาธุรกิจไปได้อีกไกลเลย

NO COMMENTS

LEAVE A REPLY