หลังปรากฏการณ์ Facebook Algorithm Update ครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือน มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมาทำให้เจ้าของแฟนเพจจำนวนมากแกว่งไปพักใหญ่ ๆ เพราะ Reach ของโพสต์ก็ไม่ไป ยิงโฆษณา Facebook ads จำนวนมากก็ไม่เกิดยอดขายเท่าที่เคยเป็น ฯลฯ จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่า Facebook อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องรับไปใช้แพลทฟอร์มอื่น… แต่ช้าก่อนครับ!
เพราะแพลทฟอร์มที่มีเครื่องมือการทำโฆษณาดีที่สุด ณ วันนี้ยังคงเป็น Facebook – เจ้าของธุรกิจในต่างประเทศจำนวนมากลองไปใช้โฆษณาบนช่องทางอื่น ๆ เช่น LinkedIn, Instagram, Twitter แล้วก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์เท่า Facebook สาเหตุเพราะ Facebook เป็นแพลทฟอร์มเดียวที่กุมข้อมูลผู้ใช้งานจำนวนมากและละเอียดยิบที่สุดในสามโลก

กล่าวคือมันไม่ได้แค่รู้ว่า คุณชื่ออะไร เพศอะไร อายุเท่าไร และทำงานอะไร แต่มันยังรู้ไปถึงรสนิยมแทบทุกอย่างในชีวิตที่คุณโพสต์ลงไปบน Facebook และข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดค่าโฆษณาสำหรับ Advertiser ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมายสุด ๆ ครับ – ขอเพียงคุณรู้วิธีทำ

รู้จักกับ Re-Targeting

ทุกคนรู้จักการยิงโฆษณาแบบ Interest group อยู่แล้ว นั่นคือการตั้งค่าเบื้องต้น เช่น ยิงไปหาใคร เพศอะไร อายุเท่าไร สนใจเรื่องใด ซึ่งการยิงโฆษณาแบบนี้ยังถือว่ากว้างอยู่ ส่วนการ Re-Targeting เป็นการยิงโฆษณาไปหาคนที่รู้จักคุณแล้ว โดยผ่านการเข้าชมเว็บไซต์ หรืออ่านบทความที่เขาสนใจที่เขียนโดยคุณ

หากคุณเคยเข้าเว็บไซต์ของ Agoda เมื่อกลับออกมาคุณจะพบว่าป้ายโฆษณาของ Agoda จะตามไปทุกแห่ง ทั้งใน Facebook, Youtube, เว็บไซต์อื่น ๆ ที่ติด Google AdSense หรือบางครั้งก็ไปโผล่ใน Gmail ของคุณ! นั่นคือการทำ Re-Targeting ผ่าน Google AdWord ซึ่ง Facebook ก็ทำได้เช่นกัน แต่จะไม่หลอนเหมือน Google AdWord เพราะมันจะแสดงผลใน Facebook

เครื่องมือในการทำ Re-Targeting

ประกอบด้วย Website Custom Audience Campaign, Facebook Tracking Pixels และ Website… นั่นแปลว่า คุณต้องมีเว็บไซต์ครับ!

หลักการในการทำ Re-Targeting นั้นจะไม่ได้เริ่มต้นที่การขายเป็นอันดับแรก แต่เริ่มจากการให้ Value content เพื่อสร้างการรับรู้ หรือ Awareness ว่าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้น ๆ โดยคุณอาจผลิตบทความทีมีประโยชน์จากนั้นนำไปแชร์ใน Facebook หรือผ่านเว็บบอร์ดต่าง ๆ เพื่อให้คนเข้ามาเห็นและรับรู้ว่าคุณเก่งเรื่องนั้น ๆ

โดย Facebook มีโค้ดพิเศษที่เรียกว่า Facebook Tracking Pixels สำหรับนำไปฝังไว้ในบทความนั้น ๆ เมื่อคนเข้ามาอ่านบทความ พวกเขาจะถูกดักจับด้วย Tracking Pixels ซึ่งจะตามติดคน ๆ นั้นไปได้นานถึง 180 วัน และเมื่อคุณเริ่มยิงโฆษณาขายสินค้า คุณสามารถ Re-Target โฆษณาไปหาคนกลุ่มนี้ได้ ซึ่งโอกาสในการผันผู้เห็นโฆษณาเป็นผู้ซื้อมีสูงขึ้นเพราะเขารู้จักคุณแล้ว!

นอกจากนั้นคุณยังสามารถฝัง Tracking Pixels ตัวเดียวกันนี้ใน Sales page หรือหน้าขายสินค้า เพื่อยิงโฆษณาซ้ำไปหาพวกอีกครั้งเผื่อบางคนลืมซื้อ หรือยังไม่พร้อมซื้อในครั้งแรกที่เห็นโฆษณาจะมีโอกาสเปลี่ยนใจกลับมาซื้อเป็นต้น

วิธีนี้จึงลดต้นทุนต่อยอดขายได้อย่างไร?

การยิงโฆษณาแบบ Interest Group เป็นการยิงเป็นวงกว้างไปหาคนที่ไม่รู้จักคุณ หากคุณเพิ่มงบให้สูงพอที่จะ Reach ถึง 1 ล้านคนต่อวัน แต่หนึ่งล้านคนนั้นไม่รู้จักเลย โอกาสที่เขาจะซื้อจึงมีน้อยกว่า ในขณะที่คุณต้องจ่ายค่าโฆษณาจำนวนมากเท่าเดิมเพื่อให้ Reach 1 ล้านคน

ในทางกลับกัน หากคุณสร้าง Value content ออกมาโดยไม่มีการขายสินค้า เป็นเนื้อหาที่ให้ประโยชน์และเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายจนพวกเขายินดีที่จะ Like, Comment, และ Share ต่อโดยที่คุณไม่มีต้นทุนโฆษณาใด ๆ เลย หรือมีบ้างเล็กน้อย คุณจะสามารถเก็บ Tracking pixels ของคนที่มีความสนใจคุณจริง ๆ และผมถือว่าเป็น ว่าที่ลูกค้า หรือ Potential Buyer

สุดท้ายคุณอาจเก็บ Pixels ได้ประมาณ 20,000 หน่วย แต่เป็น 20,000 ที่พร้อมจะซื้อของ การยิงโฆษณาไปหาคนจำนวนนี้จึงใช้งบประมาณน้อยกว่า แต่อัตราการผันจาก ผู้เห็นโฆษณาไปเป็นผู้ซื้อมีสูงกว่าแบบยิงกว้าง ๆ ผ่าน Interest group ดังนั้นเบ็ดเสร็จแล้วยอดรวมที่คุณจ่ายโฆษณาทั้งสิ้นมีโอกาสต่ำกว่าการยิงแบบกว้าง ๆ แต่ได้ยอดขายที่เท่ากันหรือสูงกว่า

วิธีใช้งานฟังชั่น Custom Audience ใน Facebook Ad Manager

a)  เข้าไปที่หน้า Ad Manager

CEOblog Facebook Custom Audience 01

b) เลือกเมนู Audiences

CEOblog Facebook Custom Audience 02

c) เลือก Create Audience จากนั้นเลือก Custom Audience

CEOblog Facebook Custom Audience 04

d) เลือก Website Traffic

CEOblog Facebook Custom Audience 05

e) เลือก People who visit specific web pages

CEOblog Facebook Custom Audience 07

f) ตั้งระยะเวลาในการติดตามผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้สูงสุด 180 วัน กาที่ช่อง Include past traffic ด้วยครับ จากนั้นตั้งชื่อแคมเปญ เพื่อคุณจะได้รู้ว่าสำหรับโปรโมทเนื้อหาและสินค้าอะไร แล้วกด Create Audience เป็นอันจบขั้นตอนแรกคือสร้าง แคมเปญ Website Custom Audience

CEOblog Facebook Custom Audience 09

CEOblog Facebook Custom Audience 10

g) คุณจะได้แคมเปญ ซึ่งยังไม่พร้อมใช้งานเพราะ Tracking Pixels ยังไม่ได้เริ่มเก็บค่าผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์…

CEOblog Facebook Custom Audience 11

h) ให้ Tick ที่แคมเปญ จากนั้นไปที่เมนู Action และเลือก View Pixels เพื่อนำโค้ดไปแปะลงในบทความที่เกี่ยวข้อง

CEOblog Facebook Custom Audience 12

CEOblog Facebook Custom Audience 13

i) ไปที่บทความ เลือกแสดงผลเป็น HTML หาที่ว่าง ๆ เช่นด้านล่างสุดของบทความแล้ววาง Tracking Pixels ลงไปได้เลย

CEOblog Facebook Custom Audience 14

CEOblog Facebook Custom Audience 15

j) หรืออีกวิธีคือติดตั้ง Plug in ที่ชื่อว่า Facebook Conversion Pixels มันก็จะมีกล่องใส่ Pixels มาให้วางตรง ๆ แบบนี้…

CEOblog Facebook Custom Audience 16

จบขั้นตอนการสร้างแคมเปญ Website Custom Audience และการวาง Pixels ในบทความ

วิธีใช้งาน Look Alike Audience

Look Alike Audience เป็นการเอากลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในแคมเปญของ Website Custom Audience ไปควานหากลุ่มเป้าหมายที่มีความคล้ายกัน หรือน่าจะสนใจเรื่องเดียวกัน (Look Alike) ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศหรือทั่วโลก ก่อให้เกิดการแตกจำนวนผู้สนใจจากเดิมที่อยู่ใน Custom Audience ที่มีเพียง 10,000 หน่วย ขยายไปเป็น 100,000 – 1,000,000 หน่วยภายในไม่กี่นาที (แต่สองแคมเปญนี้แยกกันนะครับ)

การยิงโฆษณาไปหา Look Alike Audience นั้นเขาจะเห็นคุณเป็นครั้งแรกเช่นกัน แต่จะตรงกลุ่มกว่า Interest group และการวางแผนการตลาดที่ดีคือ อย่าเพิ่งเริ่มต้นด้วยการขาย แต่เริ่มด้วยการให้ Value content เดียวกันแก่กลุ่ม Look Alike และเมื่อเขาคลิ๊กเข้ามาชม Content เขาจะถูกเก็บเข้า Tracking Pixels ของ Custom Audience หลักอีกทีหนึ่ง

ฉะนั้นเป้าหมายหลักของคุณคือการทำให้ Pixels ใน Website Custom Audience เติบโตให้มากที่สุดเพื่อคุณจะได้ยิงโฆษณาไปยังคนที่มีความเป็น Potential buyer สูงที่สุดครับ

a) ไปที่ Audiences > Create Audience >> Look Alike Audience

CEOblog Look Alike 01

b) เลือก Source ก็คือ Custom Audience แคมเปญใดที่ต้องการนำมาสร้าง Look Alike จากนั้นเลือกประเทศ และ Audience Size

หมายเหตุ การเลือก Audience Size ยิ่งเล็กยิ่งเข้มข้นตรงกลุ่ม หากเลือกใหญ่ ความใกล้เคียงกับ Custom Audience ก็จะเบาบางลงไป

CEOblog Look Alike 03

CEOblog Look Alike 04

c) เสร็จแล้วครับ รอสักพักเพื่อให้ระบบ Generate Look Alike เพื่อคุณนำไปยิงโฆษณาต่อไป

CEOblog Look Alike 05

อย่าลืมทำ A/B Split Test โฆษณา

A/B Split Test เป็นการทำโฆษณาสินค้าตัวเดียวกัน แต่แยกเป็นหลายรูปแบบเพื่อเปรียบเทียบผลว่ารูปแบบใดทำ Sales conversion ดีที่สุด การทำ Split test สำคัญมาก เพราะคุณสามารถวัดผลได้ทันทีและใช้พลิกสถานการณ์จากยอดขายวันละพัน ไปยอดขายวันละหมื่นได้ในข้ามคืน — Split test มีหลายวิธีดังนี้ครับ

Split test รูปภาพ: เพื่อดูว่ารูปภาพใดดึงดูดให้คนคลิ๊กเข้าไปที่หน้า Sales page มากที่สุด

Split test ข้อความ: เพื่อดูว่า ข้อความ หรือ คีย์เวิร์ด แบบใดที่ดึงดูดให้คนคลิ๊กไปที่หน้า Sales page มากที่สุด

Split test กลุ่มเป้าหมาย: เพื่อดูว่าการตั้งกลุ่มเป้าหมายแบบใดดึงดูดคนคลิ๊กไปหน้าบทความ หรือหน้า Sales page มากที่สุด

เมื่อคุณได้ทดสอบจนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดออกมาแล้ว คุณจะสามารถตัดสินใจเลือก รูป คีย์เวิร์ดในการสื่อสาร และกลุ่มเป้าหมายที่สร้าง Conversion สูงสุดมารวมเป็นโพสต์เดียวแล้วทุ่มงบโฆษณาไปยังโพสต์นั้น ๆ เพื่อสร้างผลตอบรับขั้นสุดท้ายในการปิดการขายให้ปังครับ

กรณีศึกษา CEOblog

ผมทำ Split test ให้ CD Audio The Art of Digital Marketing โดยใช้วิธี Split test รูปภาพ แบ่งออกเป็น 3 รูป ที่ข้อความโฆษณาเหมือนกัน และยิงกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน กรณีนี้ผมใช้ Look Alike Audience เป็นเป้า การทำ Split test ให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างน่าสนใจ

CEOblog The Art of Digital marketing Split Test 01

CEOblog The Art of Digital marketing Split Test 02

CEOblog The Art of Digital marketing Split Test 03

มาดูผลลัพธ์กัน

Ads Campaign 2-Days จำนวน Like  จำนวน Share ค่าโฆษณารวม (บาท) ยอดขายรวม (บาท) % Cost per Sales
โฆษณาที่ 1 68 2 754 890 84.7
โฆษณาที่ 2 65 0 763 9790 7.8
โฆษณาที่ 3 345 12 1240 7210 17.2

 

Fail! รูปโฆษณาที่ 1 ให้ผลลัพธ์ในการขายได้เพียง 1 ชิ้น! หากผมไม่ทำ Split test ผมต้องคิดว่าสินค้าขายไม่ออกแน่ ๆ

Outstanding! รูปที่ 2 ค่าโฆษณาแทบจะเท่ากัน แต่ยอดขายสูงถึง 9790 บาท คิดเป็นยอดขายต่างจากแบบแรกถึง 1100%

Excellence! รูปที่ 3 เป็น Image post มีอัตราการกด Like และ Share ดีกว่าสองแบบแรก ส่วนยอดขายกลาง ๆ คือ 7210 บาท แสดงให้เห็นว่า Image post ทำให้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ Sales conversion ไม่สูงเท่า Linked-Post รูปที่สอง

ทั้งหมดนี้เป็นการทำ Split test และคุณจะรู้ทันทีว่าอะไรเวิร์ค อะไรไม่เวิร์ค ทั้งนี้ผลลัพธ์นี้เฉพาะ CEOblog เท่านั้นซึ่งเพจผมจะเน้นเป็น Linked-Post เกือบทั้งหมด ทำให้ลิงค์เว็บไซต์ของผมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่สำหรับบางเพจ Image post อาจทำหน้าที่ได้ดีกว่า เหล่านี้คือสิ่งที่คุณต้องไปทดสอบเพื่อหาผลลัพธ์ครับ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเอาชนะ Facebook Algorithm 2017

จุดจบแฟนเพจ? ขายของบน ‘Social’ ต้องทำอย่างไร เมื่อ Facebook หั่น Reach เหลือ 0%

วิธีเอาชนะปัญหาถูกลดการมองเห็นแฟนเพจ โดยคุณไม่ต้องเริ่มจาก 0 กับช่องทางอื่นที่ไม่ถนัด

 

9 COMMENTS

  1. ทำตามที่บอกแล้วอ่าค่ะ แต่ไม่สามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายได้ ไม่สามารถกดปุ่มนั้นได้เป็นเพราะอะไรค่ะ

  2. Surinya Pixel ต้องมี active จำนวนหนึงก่อนครับ ถึงจะสร้าง look alike ได้ครับ

  3. อยากสร้างBlog แต่สร้างไม่เป็น มีที่ไหนรับทำดีดีมั้ยค่ะ..สนใจมากค่ะ!..ขอบคุนมากคร๊า?

  4. ขอบคุณมากครับเป็ฯอะไรที่สุดยอดมาก กลางเดือนนี้ขอลองทำให้แฟนหน่อย

  5. การทำ A/B Splite Test ถ้าข้อความโฆษณาเหมือนกัน และยิงกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน แต่ใช้รูปต่างกัน จำเป็นต้องแยกแคมเปญมั้ยครับ หรือสามารถใช้แคมเปญเดียวแต่ใส่ไปหลายรูปในโฆษณานั้น …ให้ผลเหมือนหรือต่งกันยังไงครับ
    แล้วยอดขายรวมที่ได้เราจะรู้ได้ยังไง ว่ามาจากแคมเปญไหนเท่าไหร่ ขอบคุณครับ

  6. @Phantuch ปกติแล้วการเก็บข้อมูล Conversion rate หรือยอดขายจะลิงค์ออกไปยังเว็ปไซต์ผ่านการใช้ตัว tracking อย่าง bitly และการ confirm การซื้อจากหน้าลิงค์ A/B/C ที่ถูกสร้างขึ้นมาครับ สังเกตจากลิงค์ที่แตกต่างกันบนภาพด้านบน แต่ถ้าเราจะอาศัย แต่เฟสบุคก้ทำได้ครับ แต่จะช้ากว่ามากเพราะต้องแยกลองผิดลองถูก และบันทึกเอา
    ส่วนการแยกแคมเปญโฆษณาเท่าที่ประสบการณ์ที่เคยลองมา ถ้าต้องการใช้ข้อความที่แตกต่างกันต้องเซตแยกกันนะครับ
    ส่วนการทำ splittest เฉพาะรูปไม่ต้องแยกครับ ads manager แยกฟังชันไว้ให้ครับ
    ปล.ความรู้ 1 อาทิตย์นะคับ รอผู้รู้มาคอนเฟิร์มอีกที…….xoxo

  7. ทำไมผมสร้าง พิกเซลแล้ว มันไม่ทำงานครับ ยังขึ้นจุดแดงอยู่เลย ต้องทำยังไงให้เปิดทำงานครับ
    ขอบคุณครับ

  8. @Torsawasdee ตอนเรากำหนดวันตั้งระยะเวลาในการติดตามผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ถ้าเรากำหนดจำนวนวันไปเช่น 180 วัน ก็ต้องรอให้มีคนเข้าเว็บไซต์หรือหน้าเพจที่เราเอา Pixel ไปวางให้ครบวันก่อนมั้งครับ เวลาเราโปรโมทเว็บโดยใช้ Lookalike มันถึงจะเริ่มให้โปรโมทได้ (ตามที่ผมเข้าใจ)

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here