วิสูตร แสงอรุณเลิศ หรือ พี่บอย บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Stock2Morrow นักพูด และนักเขียน Best Seller อาทิ งานไม่ประจำทำเงินกว่า, อิสระเราราคาเท่าไร, หนังยางล้างใจ, มองไกลบนไหล่ยักษ์ ฯลฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ผ่านการเขียน Valuable content หรือ เนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย อย่างต่อเนื่องจนเกิดแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมากและอย่างเหนียวแน่นบนเฟซบุ๊ค Boy’s Thought

ผลพลอยได้จากเหตุนี้ทำให้เมื่อ พี่บอย วิสูตร เปิดตัวสินค้าใด ๆ อาทิ หนังสือ ออดิโอบุ๊ค หรือคอร์สสัมมนา ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี หรือแม้แต่ใครนำสินค้าหรือบริการใด ๆ มาฝากประชาสัมพันธ์ผ่านทางเพจ Boy’s Thought ก็จะได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน เรียกว่าวันนี้พี่บอยกลายเป็น Influencer คนหนึ่งที่คนเชื่อมั่น และยินดีที่จะติดตามสนับสนุน ทั้งสินค้าที่พี่บอยขายเอง หรือที่ฝากบอกต่อ

สาเหตุของผลลัพธ์นี้เพราะ พี่บอย เขียนข้อมูลความรู้ที่มีประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มเป้าหมายผ่านทางแฟนเพจ Boy’s Thought อย่างต่อเนื่องทุกวัน ณ เวลา 7 โมงเช้าไม่เคยขาดเป็นปี ๆ นับแต่วันที่เปิดเพจ (กลางปี 2013) ความสม่ำเสมอก่อให้เกิดการติดตาม แชร์ต่อ บอกต่อ และดึงดูดคนเข้าแฟนคลับมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวันนี้ (กลางปี 2016) ทะลุ 150,000 Likes ไปแล้ว – สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจมากคือ พี่บอย ไปหาคอนเทนต์มาจากไหนทุกวัน เป็นเดือน ๆ และปี ๆ อย่างไม่ขาดและแทบไม่ซ้ำ และวันนี้ผมก็ได้สูตรไม่ลับที่สรุปได้จากการฟังแกพูดในงานสัมมนาต่าง ๆ มาแบ่งปันครับ

3-5-7 สูตรไม่ลับ วิธีเขียนบทความออนไลน์อย่างไรให้ได้ทุกวัน

ความหมายของสูตรแบ่งออกเป็นดังนี้…

  • 3 แรงบันดาลใจ สำหรับเขียนบทความคุณภาพดี
  • 5 คุณสมบัติ ที่นักเขียนบทความต้องมี
  • 7 ขั้นตอน คิดเนื้อหาอย่างไรไม่ให้ตัน

3 แรงบันดาลใจ สำหรับเขียนบทความคุณภาพดี

แรงบันดาลใจ 1 เขียนบทความจากประสบการณ์ส่วนตัว

ประสบการณ์ส่วนตัวเป็นคลังแสงข้อมูลที่ยอดเยี่ยม ซึ่งในช่วงแรก 2-3 ปีแรกที่ผม (CEOblog) เขียนบทความบนโลกออนไลน์ (เริ่มจากเว็บบอร์ด) เนื้อหาส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวทั้งในเรื่องชีวิต และการทำงาน

เราอาจมองไม่ออกว่าใครอยากจะมารับรู้เรื่องราวของเรา แต่อย่าลืมว่าเวลาเราอยู่ในกลุ่มเพื่อน หรือได้เจอเพื่อนใหม่ แต่ละคนก็ล้วนเล่าเรื่องของตัวเองให้เพื่อนฟังเป็นส่วนมาก แบ่งปันประสบการณ์ว่าเราเจออะไรมาในวัยเรียน วัยทำงาน ตอนไปท่องเที่ยว ตอนพบคนรัก ฯลฯ เราแบ่งปันแนวคิดที่ได้จากประสบการณ์ เราบอกเล่าฮาวทูว่าเราก้าวผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร และเรามักขมวดเรื่องราวชีวิตเป็นบทสรุปที่สร้างแรงบันดาลใจ – ทุกคนคือนักเล่าเรื่องครับ

เมื่อถึงคราวมาเล่าบนอินเตอร์เน็ต ก็หลักการเดียวกัน แต่คนฟังเปลี่ยนจากวงสนทนาในร้านอาหารไปเป็นทุกคนบนโลกออนไลน์ที่มีโอกาสล็อกอินมายังพื้นที่ที่คุณเผยแพร่เนื้อหานั้น ๆ สิ่งที่คุณต้องเพิ่มคือ คุณค่า ในเนื้อหาที่เล่าออกไป ทำให้เรื่องของคุณ เป็นเรื่องของเขา ทำให้เขารู้สึกว่าเขากำลังอ่านเรื่องของตัวเองอยู่ก็ไม่ปาน อย่างที่ท่านเคยเห็นคอมเมนต์ในกระทู้พันทิพบ่อย ๆ —

ประมาณว่า… “อ่านกระทู้นี้แล้วนึกว่าตัวเองมาตั้งกระทู้”
หรือ… “อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองมาเขียน”
หรือ… “อ่านโพสต์นี้แล้วนึกว่าแฟนมาเขียน”

นี่คืออารมณ์ของการเปลี่ยนเรื่องของคุณ ให้เป็นเรื่องของเขา อ่านแล้วรู้สึกเป็นประโยชน์หรือได้แรงบันดาลใจให้ตัวของผู้อ่านทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องเล่าของคุณ!

แรงบันดาลใจ 2 เขียนบทความจากการสังเกตการณ์

การสังเกตสิ่งรอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะจากการอ่านข่าวสารบ้านเมือง อ่านหรือฟังทัศนคติที่คนมีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ และเรื่องราวของผู้อื่นที่พบเจอระหว่างการเดินทาง เหล่านี้สามารถหยิบจับจุดเชื่อมโยงเล็ก ๆ น้อย ๆ มาแตกเป็นประเด็นเล่าเฉพาะ ที่แฝงแง่คิดและขมวดจบเป็นแรงบันดาลใจให้คนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งพี่บอย วิสูตร เป็นนักสังเกตการณ์ตัวยง เพียงได้ยินได้ฟังเรื่องราวจากผู้อื่นก็สามารถหยิบบางจุดมาขยายความเป็นเรื่องเล่าเคล้าชีวิตและแง่คิดใหม่ ๆ ได้

แรงบันดาลใจ 3 เขียนบทความจากจินตนาการ

นี่คือระดับ Advance เมื่อ ประสบการณ์บวกกับการสังเกตการณ์ ก่อเกิดงานเขียนอย่างต่อเนื่องจนคุณตกผลึกกับข้อมูลในหัว คุณจะมีทักษะในการสร้าง ทัศนคติใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นสูตรของคุณเอง โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนมีชื่อเสียงมาก ๆ การนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ให้เป็นที่จดจำนั้น พี่บอย เปรียบกับ รัฐธรรมนูญ แห่งวงการนั้น ๆ กันเลยทีเดียว เพราะผู้คนต่างจะหยิบยกไปอ้างอิงต่อไปเป็นเดือน ๆ หรือเป็นปี ๆ

ยกตัวอย่าง Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนหุ้นคุณค่า (Value investment) ที่มีการจินตนาการตัวละครที่ชื่อ Mr. Market ขึ้นเพื่ออธิบายกลไกการทำงานของตลาดหุ้นให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย และ Mr. Market กลายเป็นวิธีอธิบายตลาดหุ้นที่ไม่เคยล้าสมัยและถูกพูดถึงจวบจนปัจจุบันแม้เจ้าตัวจะเสียชีวิตไปแล้วกว่า 40 ปี

5 คุณสมบัติ ที่นักเขียนบทความต้องมี

คุณสมบัติ 1 เป็นนักกลั่นกรอง

ทุกคนมีเรื่องเล่า และพวกเราล้วนเป็นนักเล่าเรื่อง อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าเรื่องราวจากประสบการณ์ส่วนตัวและจากการสังเกตสามารถนำมาเล่าได้หมด เพียงแต่รู้จักนำ Data มาผ่านกระบวนการให้กลายเป็น Information ที่ง่ายต่อการเสพของผู้คน

คุณสมบัติ 2 เป็นนักจัดเก็บและแยกแยะ

นักคิด นักเขียน และนักเล่าที่ยิ่งใหญ่ล้วนใช้ข้อมูลจากผู้อื่นเป็นส่วนผสมในการสร้าง คุณไม่สามารถขยายขอบเขตของเนื้อหาจากการเล่าเรื่องของตัวเองตลอดไป คุณจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเติม Input ใหม่ ๆ จากการอ่านและฟังข้อมูลของคนอื่น จากนั้นกลั่นกรอง จัดเก็บ และแยกแยะออกเป็นหมวดหมู่เพื่อผสมให้เกิดเป็นเนื้อหาใหม่ ยกตัวอย่าง คุณพันธ์รบ กำลา เจ้าของ ‘ชายสี่หมี่เกี๊ยว’ อ่านหนังสือเยอะมาก และจัดเก็บข้อมูลเป็นหมวดหมู่ลงในไฟล์ Microsoft Excel และรู้จักหยิบข้อมูลมาปรับแต่งเป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่ายเพื่อสอนพนักงานของตน!

คุณสมบัติ 3 เป็นนักต่อยอด

รู้จักนำประโยคสั้น ๆ มาแตกเป็นเรื่องใหม่ยาว ๆ โดยพี่บอย วิสูตรยกตัวอย่างเมื่อชมรายการ SME ตีแตก และหนึ่งในผู้ดำเนินรายการพูดประโยค “ข่าวร้าย ลงฟรี ข่าวดี เสียตัง” เพียงเท่านี้ พี่บอย ก็สามารถนำประโยคเดียวมาต่อยอดเป็นบทความสะท้อนสังคมของคนบางกลุ่มในปัจจุบัน!

กรณีผมมีหนังสือเล่มโปรดชื่อ ReWork เขียนโดย Jason Fried นักธุรกิจซอฟต์แวร์ที่นำเอาประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกมองข้ามในที่ทำงานแต่เบื้องหลังมันสร้างปัญหาเรื้อรังในองค์กร อาทิ เรื่อง Meeting is toxic หรือ การประชุมนั้นมีโอกาสสร้างปัญหาด้านประสิทธิภาพของการทำงาน เพราะการเอาคน 1 คนมานั่งประชุม 1 ชั่วโมง เท่ากับเสียเวลาทำงาน 1 ชั่วโมง หากเอาคน 10 คนมา Jason Fried บอกให้ คูณ 10 เท่าเสียเวลาทำงาน 100 ชั่วโมง!

นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างการต่อยอดแตกประเด็นที่ผมชอบมาก ๆ และได้ข้อคิดสำหรับนำมาหาวิธีปรับใช้ในชีวิตจริง – ผมเล่าหนังสือ ReWork ที่นี่ครับ

คุณสมบัติ 4 เป็นนักเล่าเรื่อง

หลายคนเชื่อว่าว่าการนำเสนอที่ดีคือการมีข้อมูลที่แน่นปึก ทั้ง Data, Stats, Chart & Bullet points – ข้อมูลเหล่านี้สำคัญจริงครับ แต่ไม่สามารถตรึงคนฟังให้อยู่กับการนำเสนอ สิ่งที่ตรึงและสร้างการจดจำได้มากกว่าคือ Story หรือ เรื่องเล่า

ในบรรดานักนำเสนอ (นักเขียน นักพูด ฯลฯ) ที่ประสบความสำเร็จ คลิป TED Talk ที่ถูกแชร์ต่อมาก ๆ และงานสัมมนาที่คนชื่นชมและประทับใจล้วนเกิดจากผู้ถ่ายทอดมีการเล่าเรื่องที่สร้างความรู้สึก (สนุก ซึ้ง เศร้า) เป็นตัวนำก่อนเข้าสู่ข้อมูลที่เป็น Data, Stats, Chart & Bullet points หรือแม้แต่ สตีป จ็อบส์ ก็มีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ในขณะที่ Slide ของเขานั้นมีตัวหนังสืออยู่เพียงไม่กี่ประโยค พวกสถิติ และตารางต่าง ๆ แทบไม่มีเลย

พี่บอย วิสูตร นำตัวอย่างของผู้แข่งขันในรายการ SME ตีแตก มาให้ชม ให้ลองดูตัวอย่างในนาทีที่ 30 ผู้แข่งขัน คุณปริญญ์ สุขสมิทธิ์ ธุรกิจ Phoenix Lava ขายซาลาเปาไส้ลาวา ซึ่งซาลาเปาไม่ใช่ธุรกิจใหม่ แต่มีการใส่ดีไซน์ ใส่สตอรี่การมาของซาลาเปา และการนำเสนอที่สนุกสนาน ทำให้การนำเสนอให้ผ่านอย่างเป็นเอกฉันท์โดยกรรมการทั้งสามท่าน เพราะการเล่าเรื่องที่ดี ช่วยทำให้เรื่องธรรมดากลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาครับ!

คุณสมบัติ 5 เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ

จากข้อ 1 ถึง 4 ที่กล่าวมาล้วนเป็นการสร้างเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากประสบการณ์ตรงของตนเอง จากประสบการณ์ของผู้อื่น ผ่านการฟัง การดู การอ่าน การจดจำ ข้อมูลที่รับเข้ามาคือ Data หรือข้อมูลดิบที่คุณอาจเข้าใจคนเดียว แต่การถ่ายทอดออกไปแบบสุก ๆ ดิบ ๆ ย่อมทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ดังนั้นคุณจึงต้องแปลง Data เป็น Information หรือข้อมูลสำเร็จที่ง่ายแก่การเสพโดยสาธารณะ ส่วนนี้นิยมเรียกว่า การย่อยให้เสพง่าย ครับ

7 ขั้นตอน คิดเนื้อหาอย่างไรไม่ให้ตัน

นี่คือสิ่งที่ผมทึ่งในตัว พี่บอย วิสูตร และเคยถามแกไปว่าทำอย่างไรจึงเขียนเนื้อหาใหม่ ๆ ได้ทุกวันเป็นปี นี่คือคำตอบครับ…

ขั้นตอน 1 หมั่นสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

โน๊ส อุดม จัดทอล์คโชว์ที่ชื่อ ‘เดี่ยว’ ปีละครั้ง และทุกปีเขาจะกลับมาพร้อมกับเรื่องราวร้อน ๆ ของสังคมมานำเสนอในมุมมองเก๋ ๆ ที่ทั้งตลก ชวนฉุกคิด และแฝงสาระบ้าง การทำเช่นนี้ได้เพราะตลอดทั้งปี คุณโน๊ส อุดม แกออกเดินทางเพื่อไปเก็บเกี่ยวข้อมูลผ่านประสบการณ์ แล้วนำข้อมูลมากลั่นกรองให้เป็นการนำเสนอในสไตล์ของ ‘เดี่ยว’

เรื่องราวดี ๆ ไม่ได้อยู่ในบ้าน ไม่ได้อยู่ที่หน้าจอ แต่อยู่ที่โลกภายนอกครับ หากต้องการข้อมูลและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จงพักจากหน้าจอสมาร์ทโฟนแล้วออกไปเจอโลกจริง ๆ

ขั้นตอน 2 ฝึกเป็นนักคิดอยู่เสมอ

การนำสิ่งที่ท่านเจอมาเล่าตรง ๆ นั้นไม่น่าสนใจ โปรดจำไว้เสมอว่าคนสนใจฟังเรื่องที่เกี่ยวกับเขา หรือเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากการฟังเรื่องของเรา ดังนั้นจงนำประสบการณ์ที่เจอมาประมวลให้กลายเป็นแง่คิดที่คนจะได้ประโยชน์จากการฟังเรื่องเล่าของท่าน

ขั้นตอน 3 อย่าลืมจดบันทึกไว้นะเธอ

ความคิดดี ๆ เกิดขึ้นได้ทุกขณะโดยที่ท่านไม่ตั้งตัว และอาจลืมมันไปภายในอีกชั่วขณะหนึ่ง – สมัยผมทำงานประจำ เจ้านายเก่าของผมซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ มูลค่าธุรกิจระดับพันล้านบาทเล่าให้ฟังว่าเขาจะมีอุปกรณ์จดบันทึกติดตัวแม้ยามนอน เจ้าของธุรกิจคิดงานตลอดเวลา และบางครั้งเมื่อไอเดียมาตอนดึก ๆ เขาจะลุกขึ้นมาบันทึกทันทีและนำมาแบ่งปันกับทีมงานในการประชุมครั้งถัดไป

แม้แต่นักธุรกิจพันล้านยังต้องจด ฉะนั้นการจดบันทึกความคิดนั้นสำคัญไฉน

ขั้นตอน 4 หาให้เจอ ชั่วโมงเธอ ชั่วโมงทอง

ตั้งแต่เขียนบทความมากว่า 5 ปี ประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ไม่เคยหายไปไหนเลยคือ ความรู้สึกจับจดเมื่อเปิดโปรแกรม Microsoft Words เพื่อที่จะเขียนบทความใหม่ ๆ มักเกิดอารมณ์ขี้เกียจนิด ๆ อึน ๆ หน่อย ต้องแข็งใจเขียนไปสักพักสมองและนิ้วมือที่ถ่ายทอดเนื้อหาออกไปจึงจะเริ่มลื่นไหล จากนั้นก็อินจนหยุดไม่อยู่ เขียนยาวเป็น 1-2 ชั่วโมงรวด

พี่บอย วิสูตร จึงแนะนำว่านักเขียนควร Set ตารางเวลาในการเขียน เพื่อที่ร่างกายจะได้ปรับตัว และเมื่อถึงเวลา สมอง สองมือ และร่างกายก็จะเข้าสู่โหมดในการทำงานนั้น ๆ โดยธรรมชาติครับ

ปล. ผมขอเสริมคือ ก่อนลงมือเขียน ให้วางแผนว่าจะเขียนอะไรจะช่วยได้ เช่น ชื่อ หัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย กลุ่มเป้าหมาย คีย์เวิร์ดของบทความครับ

ขั้นตอน 5 ตอกย้ำความเชื่ออยู่ทุกครั้ง

สิ่งที่ผมสังเกตคือเวลาเนื้อหาแนวไหนมาแรง ก็จะเกิดเว็บไซต์ หรือแฟนเพจที่พูดถึงเนื้อหาในแนวทางนั้น ๆ ตามมามากมาย และสิ่งที่สัมผัสได้คือบางครั้ง เว็บไซต์ใหม่ หรือแฟนเพจใหม่ที่เปิดมาพูดเรื่องที่กำลังได้รับความนิยม มีสไตล์ ภาษา และ บุคลิกที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง พยายามดัดคำพูดจนไม่เป็นธรรมชาติ การเนื้อหาที่ถ่ายทอดยังไม่ตกผลึกจริง ๆ หรืออาจนำโครงเรื่องมาจากต้นฉบับและพยายามพลิกเนื้อหาให้แตกต่างแต่ก็สลัดกลิ่นไอเดิมไม่หลุด เป็นต้น – เหล่านี้เป็นสิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ เหล่านี้เป็นการสร้างเนื้อหาโดยที่ผู้สร้างไม่มีความเชื่อในสิ่งที่เล่า

ส่วนตัวผมชอบธุรกิจออนไลน์และการตลาดออนไลน์ ชอบเขียน ชอบเล่ากรณีศึกษาที่ให้แรงบันดาลใจมาเล่าผ่านภาษาของผม แม้ผมจะมีแรงบันดาลใจมาจากโครงเรื่องต้นฉบับ แต่การนำโครงเรื่องมาเล่าผ่านประสบการณ์และการตกผลึกของตนเองทำให้เนื้อหาออกมาเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งตรงกับสูตร 3-5-7 ของพี่บอย วิสูตร ทุกประการ — นี่คือการสร้างเนื้อหาที่มาจากที่เรา เชื่อมั่น หลงใหล และศรัทธา ครับ

ขั้นตอน 6 อย่าลืมสนามเล็กไว้ลองของ

คนที่ติดตามทั้ง เฟซบุ๊คส่วนตัว และ เฟซบุ๊คแฟนเพจ ของ พี่บอย วิสูตร จะเห็นว่าพี่บอยมีการเขียนบทความลง เฟซบุ๊คส่วนตัวก่อน ทิ้งช่วง 2-3 วันแล้วจึงนำไปลงใน เฟซบุ๊คแฟนเพจ กิจกรรมนี้เรียกว่า การลองสนามเล็ก

พี่บอย วิสูตร บอกว่า เนื้อหาที่เราคิดได้ใหม่ ๆ ยังมีความร้อนอยู่ ควรพักไว้ให้เย็นอีกนิดเพื่อทบทวนความกลมกล่อมก่อนนำไปใส่ไว้พื้นที่ที่เป็นทางการอย่าง เฟซบุ๊คแฟนเพจ แกจึงลองเขียนในเฟซบุ๊คส่วนตัวก่อน เพื่อดูผลตอบลัพธ์จาก Followers และเพื่อดูว่าจะปรับแต่งอย่างไรได้บ้างเพื่อให้เหมาะสมและเป็นเนื้อหา Evergreen สำหรับทุกเพศทุกวัย

ขั้นตอน 7 บทความเก่ามาใช้ใหม่อย่ามัวดอง

หลังจากเขียนเนื้อหาใหม่ ๆ ลงบนเฟซบุ๊คแฟนเพจทุกวันเป็นปี ๆ คนใหม่ ๆ ที่เข้ามาย่อมไม่มีโอกาสเลื่อนกลับไปดูเนื้อหาเก่า ๆ เมื่อต้นปี หรือปีที่แล้ว เนื้อหาเหล่านั้นสามารถนำกลับมา Re-Post หรือ Re-Write ให้ทันสมัยมากขึ้น และเพื่อให้คนที่มาใหม่ได้ชม

กรณี CEOblog ผมก็มีการทำเช่นเดียวกัน หลังจากที่เขียนบทความยาวเป็นร้อย ๆ ในช่วงที่รู้สึกตัน ๆ ผมมีการนำบทความในอดีตมา Re-Write ใหม่ แก้ไขรูปภาพ Feature image ให้ทันสมัย และโพสต์ใหม่ ปรากฏว่าได้ผล คนที่ยังไม่เห็นมีอีกมาก และได้รับการตอบรับที่ดีครับ

สรุป… Think Like a Publisher

พี่บอย วิสูตร เปรียบเทียบแฟนเพจ Boy’s Thought กับนิตยสารชนิดหนึ่ง ที่ที่มีบทความดี ๆ สำหรับกลุ่มเป้าหมายเผยแพร่อย่างสม่ำเสมอ

วันนี้อินเตอร์เน็ตช่วยให้คนธรรมดา ที่มีเรื่องราวที่มีประโยชน์สามารถสร้าง ‘สื่อ’ (Media) ของตนเองได้แล้ว จงคิดและทำตัวเช่นนิตยสาร นำเสนอสิ่งดี ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งท่านจะเริ่มมีคนมาติดตาม เมื่อคนติดตามมากขึ้น ๆ ท่านจะเริ่มสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการขาย Sponsor ในพื้นที่ของตนเอง การฝากขายสินค้าและบริการ การขายผลิตภัณฑ์ที่ท่านเป็นเจ้าของ หรือพีคสุดคือการขายเว็บไซต์ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วกับเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ของคนไทย Think of Living ที่นายทุนต่างชาติซื้อไปในมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท (เงิน+หุ้น)

สุดท้าย… การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ถึงแม้ผมจะมีประสบการณ์การบริหารบทความบนอินเตอร์เน็ตมาประมาณหนึ่ง ทั้ง CEOblog และ Leader Wings แต่หลายสิ่งที่ผมไม่รู้ก็ได้รู้จากผู้ชายคนนี้ บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

Boy Wisoot

4 COMMENTS

  1. ผมจดบ่อยมากครับ เจออะไรน่าสนใจ คิดอะไรออกก็จดไว้

  2. ต้องขอกล่าว คำว่าขอบคุณ และคุณค่ะ
    ทั้ง ผู้ส่งต่อข้อมูลให้ได้มาพบและได้อ่าน
    ตอนนี้ได้ร่าง หนังสือจบแล้วหนึ่งเรื่อง
    เป็นมือสมัครเล่น และมีความฝันอยากเป็นนักเขียน
    และต้องการให้หนังสือของตัวเอง เป็นที่ชื่นชอบแด่ผู้อ่าน
    แต่ยังกล้าๆกลัวๆ ว่าจะทำออกมาไม่ดีพอ จะมีคนชอบไหม
    แต่พอได้อ่าน บทความนี้แล้ว ได้ความรู้มากขึ้น อย่างมากมาย และนู้เทคนิคเพิ่มเติม และเข้าใจถึงการ ทำอย่างไรจึงจะโฟกัส ในการเขียนได้
    พออ่านบทความจบ พลังมาเกินร้อยเลยค่ะ
    ขอบคุณ ขอบคุณในความเมตตาค่ะ
    ????

LEAVE A REPLY