ULTIMATE GUIDE: วิธีทำแฟนเพจให้ สตรอง!

ULTIMATE GUIDE: วิธีทำแฟนเพจให้ สตรอง!

25580
2
SHARE

สวัสดีครับ! ผมชื่อ พอล เป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ CEOblog และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Leader Wings ทั้งสองเว็บนี้มีโมเดลธุรกิจเดียวกันคือเป็น Information business หรือธุรกิจขายข้อมูลความรู้ โดยธุรกิจของผมเป็นทั้ง โปรดิวเซอร์ผลิตภัณฑ์ มีสตูดิโอและห้องอัดเพื่อบันทึกผลงานให้แก่ Instructor และมีการทำ Digital marketing เพื่อขายสินค้าออกไป ดังนั้นผมจึงมีโอกาสได้ใช้การตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะ Facebook เป็นจำนวนมาก หากนับรวม ๆ แล้วผมน่าจะใช้ Facebook Ad ไม่ต่ำกว่า 10,000 ครั้ง

ผมล้มลุกคลุกคลานกับการทำ Facebook Ad เป็นอันมากและเคยเฉียดปิดกิจการเพราะล้มเหลวสุด ๆ กับการทำการตลาดออนไลน์ในช่วงก่อตั้งบริษัทใหม่ ๆ และเมื่อผ่านมาได้จึงมีแรงบันดาลใจที่จะเขียนบทความเล่าความรู้เรื่องการทำการตลาด Facebook

เนื่องจากสิ่งที่ผมได้ยินมากที่สุดจากปากเพื่อนผู้ประกอบการ SMEs ที่พูดคล้าย ๆ กันว่า

ระหว่าง 2011-2013 Boost Post ไปยอดขายมา ขายง่าย ขายได้ และขายดี… พอมาช่วง 1-2 ปีนี้ Boost Post ไปยอดขายไม่มาเลย

แต่พวกเขาก็ไม่รู้ต้องทำอย่างไร และแต่ละวันยังคงโพสต์ขายสินค้าและกดปุ่ม Boost Post ต่อไป ขายไม่ได้ก็เพิ่มงบโฆษณาไปเรื่อย ๆ ซึ่งผมเคยเป็นเช่นนั้น และนั่นแหละที่ทำให้ผมเกือบเจ๊ง!

ในวันนี้ บ้างก็ตำหนิ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ค อยากได้เงินเยอะ ๆ หรือบ้างก็ตำหนิ Facebook Algorithm ที่ปรับไม่เอาใจคนทำแฟนเพจ ฯลฯ แต่ผมอยากบอกคุณว่า ทุกอย่างมีเหตุผล ทุกอย่างมีที่มาที่ไป และทุกอย่างมีแนวทางปรับตัวให้ดีกว่าเดิม ผมจึงทำเป็นมหากาพย์บทความที่ยาวมาก ๆ รวมแล้วหลายหมื่นคำมาเป็นสุดยอด How-to ในการทำการตลาดบนแฟนเพจ

จากนี้ไป คุณจะได้เรียนรู้กลไกการทำงานของ Facebook Algorithm และวิธีทำการตลาดบนแฟนเพจอย่างถูกต้อง และที่สุดของที่สุดคือวิธีใช้เครื่องมือโฆษณา Facebook ขั้นสูง โปรดไล่เรียนรู้กันไปทีละบทความได้เลยครับ!


3 ความเข้าใจผิดที่ทำให้ค่าโฆษณาของคุณสูญเปล่า

1. คิดว่า แฟนเพจ ขายของได้

Misconception

เราเห็นคนใช้โซเชียลมีเดียขายของกันจนชินตา ตั้งแต่ Hi5 มายัง Facebook แล้วก็ไปยัง Instragram และ Line@ จนเราเข้าใจไปเองว่าเหล่านี้คือพื้นที่หรือเครื่องมือขายของ ในขณะที่ในต่างประเทศแทบไม่มีใครใช้โซเชียลมีเดียในการขายของเลย น่าคิดไหมว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? หากเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่ทำเช่นนี้ ยิ่งต้องน่าคิดว่าเรากำลังเดินถูกทางจริง ๆ หรือไม่ แล้วทำไมประเทศฝั่งตะวันตกที่ความรู้เรื่อง Digital marketing พัฒนาไปไกลมาก ๆ จึงไม่ทำตามเรา!

Problem

การที่โซเชียลมีเดียสามารถโพสต์อะไรก็ได้ และพอเราใช้โพสต์ขายของแล้วพบว่ามันขายได้ เราจึงเข้าใจไปเองว่า ‘โซเชียลมีเดียขายของได้’ ทั้งที่เจตนาเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขายของ แต่เพื่อ Connect ระหว่าง ครอบครัว เพื่อนฝูง และคนที่มีความสนใจคล้ายกัน เมื่อเรานำมาใช้ขายของมากเกินไป วันหนึ่งเจ้าของพื้นที่ก็ต้องออกมาสร้างกฎ จำกัดสิทธิ และควบคุมพฤติกรรม อันส่งผลโดยตรงต่อผู้ขายของบนโซเชียลมีเดีย ในกรณีนี้คือ Facebook

Solution

สร้างทัศนคติในการทำธุรกิจอย่างมืออาชีพ สิ่งแรกคือ จงเลิกความคิด ‘รวยง่าย รวยเร็ว อยากหารายได้ออนไลน์’ ฯลฯ และมองตัวเองเป็น ‘ผู้ประกอบการ’ เพราะการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจสมัยเก่า สมัยใหม่ จะออฟไลน์ และออนไลน์ ล้วนมีความท้าทายในตัวของมันเอง – ออนไลน์ช่วยให้คุณเริ่มต้นง่ายขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะสำเร็จง่ายแต่อย่างใด

ทำความเข้าใจว่า Facebook เป็นศูนย์รวมของผู้คน และที่ผมมักพูดเสมอในงานสัมมนาต่าง ๆ คือ ‘ที่ใดมีคน ที่นั่นมีโอกาสทำเงิน’ – ตลาดนัดคือตัวอย่างในโลกออฟไลน์ โซเชียลมีเดียคือตัวอย่างในโลกออนไลน์

Facebook รวมคนเข้ามาอยู่ด้วยกัน และโอกาสในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการเป็นเพียงผลพลอยได้ของเหตุการณ์นี้ ขอย้ำว่า ‘เป็นเพียงผลพลอยได้’ ที่เหลือคือคุณจะนำผลพลอยได้นี้มาขยายเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่อย่างไร ฉะนั้น Mindset สำคัญคือ จงแยก ‘การขาย’ และ ‘การตลาด’ ออกจากกัน และ Facebook คือฝั่งของ การตลาด

อ่านเพิ่มเติมความแตกต่างระหว่าง การขายและการตลาด ที่นี่

2. อะไร ๆ ก็ Content… อะไร ๆ ก็ Engagement

Misconception

เมื่อ Facebook เข้มงวดขึ้น การโพสต์ขายสินค้าอย่างเดียวเริ่มไม่ได้ผล หลายหน่วยงานจึงเริ่มหันมาสนใจเรื่องการสร้าง Value content กันมากขึ้น และสิ่งที่ตีคู่กันมาคือเรื่อง Engagement กล่าวคือแทบทุกคนพุ่งความสนใจไปที่การทำ Content ยังไงให้คน Like เยอะ ๆ Share เยอะ ๆ และ Comment กันมาก ๆ จนกลายไปสู่การทำ Content ให้คน Share ด้วยอุบายต่าง ๆ เช่น แจกของ แจกเงิน หรือเล่นกับเรื่องดราม่า ๆ หรือเรื่องลวง ๆ เพื่อให้คนมา Engage เป็นต้น

Problem

อุบายกระตุ้น Engagement เป็นวิธีระยะสั้น และจะได้เพียงกลุ่มเป้าหมายชั่วคราว เมื่อหยุดแคมเปญ แฟนเพจของคุณก็อาจกลับมาเงียบเหมือนเดิม หากคุณใช้วิธีเหล่านี้ ก็จะต้องใช้เรื่อยไปเพราะคุณไม่มีแฟนคลับตัวจริง

ในกรณีที่คุณทำ Value content ที่ดีมากจริง ๆ แต่เก็บเนื้อหาและผู้คนทั้งหมดไว้บนแฟนเพจ คุณจะไม่สามารถทำ Lead generation และ Re-targeting ได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องการทำโฆษณา คุณเพียงทำได้แค่การ Boost post ธรรมดา เป็นการยิงโฆษณาไปหาคนกว้าง ๆ บน Facebook ซึ่งมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการทำ Re-targeting เหล่านี้คือปัญหาที่ผู้ประกอบการหลายคนไม่รู้ เนื่องจากวันนี้ หลายสำนักต่างพูดตาม ๆ กันว่า “ทำ Value content สิ ๆ” แต่ไม่มีใครบอกว่า ทำไปทำไม?…

Solution

คุณทำ Value content เพื่อสร้าง Awareness หรือ การรับรู้และการมีตัวตนบนโลกออนไลน์ โดย Content ที่คุณสร้างนั้นควรทำบนเว็บไซต์ และนำ URL ลิงค์บทความไปโพสต์ลงใน Facebook เพื่อส่งคนเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ การส่งคนเข้าเว็บไซต์มีประโยชน์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น…

– เรื่องโอกาสติด Search engine
– เรื่องความน่าเชื่อถือของ Brand
– เรื่องการเก็บ Contact list เพื่อติดต่อลูกค้าทางอีเมล์และเทเลเซลส์
– และสำคัญที่สุดในการทำ Facebook marketing นั่นคือการเก็บ Facebook tracking pixel เพื่อนำไปทำ Re-targeting

3. คิดว่าอยากขายดีต้องอัดเงินโฆษณา

Misconception

ผู้ประกอบการที่ใช้ Facebook ทำการตลาดจำนวนไม่น้อยยังกดปุ่ม Boost Post ตรง ๆ จากทางหน้าไทม์ไลน์ของแฟนเพจ ซึ่งวิธีนี้ประสิทธิภาพน้อยที่สุด หากแอดวานซ์ขึ้นมาอีกนิดก็คือการ Boost Post ผ่าน Ad Manager ซึ่งสามารถกรองกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากอยู่ดีเพราะวันนี้คนเข้ามาใช้โฆษณา Facebook ad มีจำนวนมาก และ Facebook เองก็ตั้งเพดานการเข้าถึงจำกัดมากขึ้นแม้จะจ่ายเงินก็ตาม ดังนั้นการอัดเงินค่าโฆษณานอกจากจะไม่ช่วยให้ยอดขายดีขึ้นแล้ว ยังจะทำให้คุณขาดทุนทางธุรกิจมากขึ้นด้วย

Problem

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Facebook ลดหรือจำกัดการเข้าถึงของ แฟนเพจ แต่อยู่ที่ผู้ประกอบการยังไม่รู้หรือยังไม่มีโอกาสได้ใช้เครื่องมือโฆษณาขั้นลึกของ Facebook เครื่องมือเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อให้คุณสามารถ Customize กลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง และยิงเนื้อหาไปหากลุ่มนั้น ๆ โดยเฉพาะซึ่งจะแยกโฆษณาของคุณออกจากคู่แข่งที่แย่งกันยิงแบบ Boost Post ทั่ว ๆ ไป

Solution

หันมาใช้เครื่องมือโฆษณาของ Facebook ได้แก่ Website Custom Audience และ Lookalike Audience เพื่อสร้างกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและยิงโฆษณาไปหากลุ่มนี้แทนการ Boost Post

การโฆษณาอย่างเฉพาะเจาะจง หรือ Re-targeting นั้นช่วยประหยัดงบค่าโฆษณาเพราะแทนที่จะยิงหว่านไปหาคน 1 ล้านคนเพื่อหาลูกค้าตัวจริงเพียง 10% คุณก็ยิงตรงไปหาคน 10% นั้นเลยด้วย Re-targeting ซึ่งใช้เงินน้อยกว่า และอัตราการผันจาก ‘ผู้พบเห็นเป็นผู้ซื้อ’ ก็มีโอกาสสูงขึ้น


บทความเจาะลึก กลยุทธ์และฮาวทู ทำแฟนเพจให้เวิร์ค

Episode 1จุดจบแฟนเพจ?

ชื่อน่ากลัว แต่จริง ๆ บทความพาทำความเข้าใจว่าทำไม Facebook ลด Reach และเพจที่ยังปังอยู่ได้ เขาทำ Content อย่างไร มีกรณีศึกษาเจ๋ง ๆ ให้ดูจะ ๆ รวมถึงกรณีศึกษาจาก Leader Wings

CEOblog Fanpage Zero Reach

Episode 2: เอาชนะ Facebook ลด Reach อย่างไร?

ช่วงนั้นแทบทุกคนบอกว่า ย้ายไปใช้ช่องทางอื่น แต่ช้าก่อน ย้ายไปแล้วใครจะรู้ในเมื่อ Facebook เป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุด ณ วันนี้ ถ้าคุณยังทำให้คนรับรู้บน Facebook ไม่ได้ แล้วจะย้ายไปไหน? มาดูวิธีอยู่บน Facebook แบบปัง ๆ ต่อไปโดยไม่กลัวเรื่องลด Reach

287f34cd-27a0-42e9-adee-5b7d4b98dcad
287f34cd-27a0-42e9-adee-5b7d4b98dcad

Episode 3: เครื่องมือโฆษณาขั้นแอดวานซ์

Boost Post แล้วไม่มียอดขาย? คุณได้ลองใช้เครื่องมือโฆษณาตัวอื่น ๆ แล้วหรือยัง? คำตอบจากเพื่อนผู้ประกอบการที่ผมคุยมาคือ ยัง! — ผมพาเรียนรู้วิธีทำโฆษณาแบบ Re-Targeting ด้วย Custom Audience และ Look Alike Audience เพื่อยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าครับ
CEO Blog How-to Custom Audience

Episode 4: เจาะลึกวิธีทำ Content Marketing บนโลกออนไลน์

CEOblog Image 160509

Episode 5: เจาะลึกวิธีทำ Personal Branding บนโลกออนไลน์

CEOblog Image 160510

Episode 6: เจาะลึกวิธีทำ Digital Marketing แบบเอาไปใช้ได้ตลอดชีวิต!

CEOblog-160501 ultimate-guide-how-to-digital-marketing-to-millions

2 COMMENTS

  1. ขอบคุณครับผม
    กำลังเริ่มต้นธุรกิจที่ท้าทายมากๆ
    เน้นสร้างแบนด์อย่างเดียวเลยตอนนี้ แต่หนักหนาสาหัสสุดๆ

LEAVE A REPLY