3 ปีก่อน ผมเปิดเว็บไซต์ CEOblog ขึ้นมาโดยมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในด้าน Long-Form และ Valuable Contents ด้านธุรกิจอันดับต้น ๆ ของประเทศ ส่งผลให้วันนี้ได้รับคำชื่นชมในฐานะเว็บไซต์ตัวอย่างของแหล่งบทความคุณภาพจากผู้คนที่ติดตาม และผลลัพธ์ที่ได้ตามมาโดยปริยายคือ ‘โอกาสทางธุรกิจ

ผมได้รับการติดต่อให้ร่วมงานสัมมนาต่าง ๆ, สามารถเข้าถึงนักธุรกิจเก่ง ๆ, ได้ง่ายขึ้น, ได้พบหุ้นส่วน, และได้รับความเชื่อถือจากนายทุน เพราะพวกเขาได้อ่านข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ อีกทั้งยังส่งผลให้สินค้าและบริการของผม ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ (อีเล็คทรอนิกส์), วีดีโอคอร์ส, และงานสัมมนา ได้รับการตอบรับอย่างดี เพราะคนได้รู้จักและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ผมแล้วผ่านข้อมูลที่เขาอ่านบนเว็บไซต์

ข้อมูลเหล่านี้เรียกว่า Website contents หรือเนื้อหาที่อยู่บนเว็บไซต์ โดย Contents ที่ผมเขียนเป็น free valuable contents หรือ เนื้อหาทีมีประโยชน์มาก ๆ ที่ผมให้ฟรี และบางชิ้นเป็น Long-form contents หรือ บทความยาว ที่มีเนื้อหาสูงถึงหลักหลายพันตัวอักษร พฤติกรรมทั้งหมดที่ทำลงไปมีชื่อเรียกการกระทำนี้ว่า Content marketing

Content Marketing คืออะไร?

Content marketing คือการผลิตเนื้อหาที่ประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย โดยจะอยู่ในรูปของ บทความตัวอักษร, บทความเสียง, วีดีโอคลิป, รูปภาพ, และอินโฟกราฟฟิก ฯลฯ ก็ได้ จากนั้นใช้ช่องทางที่มีเพื่อส่งมอบเนื้อหานั้นไปยังกลุ่มเป้าหมาย ในกรณีของโลกออนไลน์คือ เว็บไซต์, โซเชียลเน็ตเวิร์ค, เว็บบอร์ด, และอีเมล์ เป็นต้น

วัตถุประสงค์คือเพื่อใช้ Content ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายในการดึงดูดคนเหล่านั้นกลับมายังแหล่งกำเนิดของเนื้อหา ในกรณีนี้คือเว็บไซต์ของท่านนั่นเอง โดยเป้าหมายคือเพื่อผันผู้เยี่ยมชมเหล่านั้นเป็นลูกค้า ภาษาการตลาดเรียกว่า Traffic Conversion

  • ในกรณีที่เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ท่านต้องการคนเยี่ยมชมผันไปเป็น Customers
  • ในกรณีที่เป็นเว็บไซต์ที่ต้องการให้มีการลงทะเบียนหรือสมัครสมาชิกต่างๆ ท่านต้องการคนเยี่ยมชมผันไปเป็น Members หรือ Users
  • แต่บางเว็บไซต์ก็ต้องการพียงผู้เยี่ยมชมจำนวนมาก ๆ เพื่อนำยอดผู้เข้าเว็บไปเสนอขาย Sponsor อาทิ เว็บข่าว เป็นต้น

ทำไมผู้ประกอบการควรหันมาสร้าง Valuable และ Long-Form Contents

ปัจจุบันมีคนหันมาทำการตลาดออนไลน์กันมากขึ้น ทั้งผู้ประกอบการ SMEs เดิมที่หันมาเปิดเว็บไซต์และเฟซบุ๊คเพื่อโพสต์ประชาสัมพันธ์และขายสินค้า และยังต้องแข่งขันกับคนรุ่นใหม่ที่เริ่มหันหลังให้งานประจำและผันมาขายของออนไลน์โดยตรงโดยไม่มีหน้าร้าน

เมื่อคนขายของออนไลน์มากขึ้น ทำให้ปริมาณ Content หรือ เนื้อหา เพื่อการขายสินค้าและบริการล้นหลามเป็นประวัติกาลจนผู้สนใจแยกแยะความแตกต่างของผู้ขายแต่ละคนไม่ได้ เกิดความเบื่อหน่าย และปิดช่องทางการรับรู้ไปในที่สุด ดังนั้น Content Marketing อันเป็นศาสตร์ของการผลิตเนื้อหาเชิงการตลาดที่สร้างสรรค์ การผลิตเนื้อหาที่มีคุณค่าอันจะส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายขยายฐานลูกค้าโดยไม่ต้องขายจึงมีบทบาทอย่างมาก

ลูกค้าตัดสินใจซื้อเพราะเชื่อในความเป็น Expert ของผู้ขาย

เมื่อลูกค้าเจอสินค้าบนเว็บไซต์ เขาจะยังไม่ตัดสินใจซื้อทันทีแต่จะมีการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Google เป็นต้น เพื่ออ่านรีวิวเกี่ยวกับผู้ขายและตัวสินค้า ในทางกลับกัน หากท่านสามารถสร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ และให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ วิธีใช้งาน รวมไปถึงวิธีดูแลตัวลูกค้าเองลงบนเว็บไซต์โดยที่เขาไม่ต้องคลิ๊กออกไปหาข้อมูลที่อื่น ก็เท่ากับว่าคุณปิดการขายไปแล้วครึ่งทาง เพราะเมื่อคนอ่านข้อมูลที่มีประโยชน์บนเว็บไซต์ของท่านถึงจุดหนึ่ง เขาจะรู้สึกว่าท่านเป็น Expert ในธุรกิจที่ตัวเองทำและกล้าตัดสินใจซื้อจากท่านในที่สุด!

ยกตัวอย่างสมมุติให้เห็นภาพใหญ่

หากท่านเป็นเจ้าของเว็บไซต์ขายสมาร์ทโฟน การมีส่วนที่เป็นบทความที่มีประโยชน์และมีเนื้อหาแน่นในเรื่องการ รีวิวผลิตภัณฑ์แต่รายการ การบอกเล่าประสบการณ์และวิธีใช้งาน และการบอกเล่าข่าวสารทันสมัยในแวดวงของผลิตภัณฑ์ ในขณะที่คู่แข่งไม่มีเนื้อหาแบบท่านเลยนอกจากการโพสต์ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว กรณีนี้ เว็บไซต์ของท่านจะโดดเด่นขึ้นมาทันตา

ต่างประเทศก็มีการเฝ้าศึกษาและพบว่าลูกค้าที่ซื้อของออนไลน์สมัยใหม่จะไม่ซื้อทันทีที่มาเจอเว็บไซต์ แต่จะหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับร้านค้าและตัวสินค้านั้น ๆ ถ้าเว็บไซต์ของท่านไม่มีข้อมูล เขาจะไปหาข้อมูลที่เว็บไซต์อื่น และหากไปเจอเว็บไซต์คู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือท่าน แต่มีเนื้อหาที่ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์จนตอบโจทย์ทุกอย่างที่เขาต้องการ ลูกค้าจะมองว่าเว็บไซต์นี้เป็นมืออาชีพกว่า และมีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้าจากเว็บไซต์คู่แข่งในที่สุด

อีกสาเหตุที่ลูกค้าไปเจอเว็บไซต์คู่แช่ง เพราะการเขียนบทความ Long-form และ Valuable contents จำนวนมากทำให้ถ้อยคำและประโยคสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ไปติด Google Search Engine นั่นเอง เมื่อลูกค้าไม่เจอข้อมูลบนเว็บแรก ก็จะออกไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Search Engine และไปเจอข้อมูลบนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีบทความดังกล่าวนั้นเอง

กรณีศึกษาเว็บไซต์ Tee Spring ใช้ Long-Form และ Valuable Content สร้างแบรนด์

1605-01

Tee Spring เป็นเว็บไซต์ที่ผลิต และจัดส่งเสื้อยืด โดยเปิดให้คนที่ต้องการขายเสื้อยืดสามารถสมัครเข้ามาออกแบบลายเสื้อผ่านทาง Application ของเว็บไซต์ จากนั้นก็ตั้งราคา ตั้งเป้ายอดขาย และนำแคมเปญที่ตั้งเสร็จแล้วไปเปิดขายแบบ ‘พรีออเดอร์’ ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ตามความถนัดของผู้ขาย โดยมากคือผ่าน Facebook และ Online Community ต่างๆ ตามความถนัดของผู้ขาย เมื่อได้จำนวนขายตามเป้าจึงส่งข้อมูลให้ Tee Spring นำไปผลิตและจัดส่งให้ลูกค้าปลายทางโดย Tee Spring และ ผู้ขาย จะมีส่วนแบ่งแบบ Profit sharing

โมเดลธุรกิจ Tee Spring ช่วยให้คนที่อยากขายเสื้อยืดไม่ต้องลงทุนเฉพาะหน้าเป็นจำนวนมาก คนอยากขายเสื้อออนไลน์สามารถนำแบบเสื้อไปขายพรีออเดอร์ก่อน ในขณะ Tee Spring ผู้ผลิตก็มีออเดอร์และเงินสดไปผลิตสินค้าและจัดส่งตามจำนวนจริง

แต่โมเดลธุรกิจนี้มี Barrier of entry ต่ำมาก กล่าวคือใครมีทุนมีทีมก็ลอกโมเดล Tee Spring ได้เลย ซึ่งในตลาดก็มีอีกหลายเว็บที่ทำแบบเดียวกัน แต่ไม่ดังเท่า Tee Spring… เพราะอะไร? เหตุผลเดาไม่ยากนั่นคือ Tee Spring ทำ Valuable และ Long-Form Content จำนวนมาก

Tee Spring University มหากาพย์คลังบทความที่สร้างแบรนด์อย่างยอดเยี่ยม

เว็บไซต์นี้เปิดส่วนหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า Tee Spring University เป็นมหากาพย์คลังบทความสอนการตลาดออนไลน์เพื่อช่วยให้คนสามารถขายเสื้อยืดได้สำเร็จ แบ่งเป็น 5 กลุ่มได้แก่ Find Your Audience, Design Your Product, Tell the World, Advance Training และ Success Story

แต่ละกลุ่มมีบทความย่อยกลุ่มละ 5-23 บทความที่สอนละเอียดในระดับที่หากนำมารวมกันจะเป็นตำราการตลาดออนไลน์หนึ่งเล่มที่อาจขายได้เงินเป็นล้านบาท แต่ทั้งหมดนี้ทางเว็บไซต์เขียนให้อ่านฟรี! — นี่คือการลงทุนกับการสร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ และมีคุณภาพสูงจนทำให้คนมอง Tee Spring เป็นผู้นำตลาดในธุรกิจนี้ เมื่อลูกค้าตัดสินว่าเจ้านี้คือตัวจริง เขาก็จะเลือกสนับสนุนเจ้านั้น ๆ ในที่สุดครับ

วิเคราะห์เชิงสถิติโดย Neil Patel กูรูด้าน SEO และ Content Marketing

theceo1508001-2

Neil Patel เป็นนักธุรกิจซอฟต์แวร์เจ้าของ Crazy Egg และ Kiss Metrics และยังเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์สาย Search Engine Optimization และ Content Marketing ได้รวบรวมสถิติต่างเกี่ยวกับบทความยาวมานำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ

Neil Patel นำสถิติจาก serpIQ analyzed มาขยายความต่อว่าจากกรณีศึกษา 10 อันดับบทความติด Search engine จาก 20,000 คำค้นหาที่นำมาทำกรณีศึกษาพบว่า บทความอันดับ 1 มีจำนวนคำโดยเฉลี่ย 2416 คำ และบทความติดอันดับ 10 มีจำนวนคำโดยเฉลี่ย 2032 คำ

ceo1508001Image from SerpIQ analyzed 

มองโดยผิวเผินคนทั่วไปจะตีความว่า Google ชอบ ‘บทความยาว’

ข้อเท็จจริงคือ Google ไม่ได้มีความรู้สึกว่า ‘ชอบ หรือ ไม่ชอบ’ การแสดงผลของ Google เป็นเพียงผลลัพธ์สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภค กล่าวคือ มนุษย์เราเองนี่แหละที่ชอบ บทความยาว

บทความยาว มีเนื้อหาละเอียด ทำให้ผู้คนที่ต้องการเนื้อหาเชิงลึกและอ่านจบรู้สึกว่ามีประโยชน์และยินดีที่จะนำไปอ้างอิงต่อ ได้แก่การให้ Backlinks ลงในเว็บไซต์ เว็บบอร์ด และโซเชียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าการจัดอันดับการค้นหาของ Google นั้นนอกจากอาศัย Keywords แล้วยังจำเป็นต้องมี Backlinks ธรรมชาติด้วย – การเขียนบทความคุณภาพสูงจึงเป็น ความ(ไม่)ลับ ที่ทำให้บทความของคุณได้ Backlinks ธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจสร้าง Backlinks ด้วยตัวเอง

4 วิธีวางแผนผลิตบทความ Valuable และ Long-Form Content ให้มีความต่อเนื่อง

ผมขอทำความเข้าใจก่อนว่า ‘บทความยาว’ จริง ๆ คือความตั้งใจเขียนบทความดี ๆ ที่มีเนื้อหาเชิงลึกและเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านนำไปใช้งานจริง มันจึงออกมายาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น! การเขียนบทความยาวจึงไม่ใช่การเขียนไปเรื่อยเปื่อยเพื่อให้ครบจำนวน 2,000 คำ

การสร้างบทความยาว ถือเป็นการสร้าง ‘สินทรัพย์’ บนโลกออนไลน์ บทความจะติด Search engine บทความจะได้รับการบอกต่อ แชร์ต่อ และดึงดูดผู้คนเข้ามายังเว็บไซต์ของท่านในระยะยาว ฉะนั้นการสร้างบทความยาวเป็นงานที่ใช้เวลา จงกำหนดเป้าหมายในการสร้างบทความของท่านให้ชัดเจนตั้งแต่แรก อย่าเขียนบทความไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีเป้าหมาย

เป้าหมายหลัก ๆ ในการสร้างบทความ ได้แก่ เพื่อดึงดูดคนเข้าเว็บไซต์ เพื่อสร้างแบรนด์ เพื่อส่งคนไปยังสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดยอดขาย เป็นต้นครับ – ต่อไปนี้คือ 4 วิธีวางแผนผลิตบทความ Valuable และ Long-Form Content

1. กำหนด Theme ของเนื้อหา

Theme เนื้อหาจะเป็นตัวกำหนดและดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย (Target audience) ของเว็บไซต์ตลอดช่วงเวลานั้น ๆ ส่งผลโดยตรงต่อการส่งพวกเขาไปยังสินค้าและบริการที่คุณขายหรือกำลังจะนำออกมาขาย หากท่านไม่สร้าง Theme ที่ชัดเจน มีเนื้อหาที่กระโดดไปกระโดดมาข้ามอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะทำให้ Theme โดยรวมของเว็บไซต์ไร้ทิศทางที่ชัดเจน และไม่มีกลุ่มเป้าหมายที่ผันไปเป็นแฟนคลับมีพลังมากพอที่จะสนับสนุนธุรกิจของท่าน

ดังนั้นจงกำหนด Theme ของเนื้อหาว่าท่านจะเล่าเรื่องอะไร เรื่องสุขภาพ เจาะมุมไหนของสุขภาพเป็นหลัก และมุมไหนเป็นรอง หากเล่าเรื่องการบริหารการเงิน จะยกแนวทางใดเป็นหลัก การออม การลงทุน หรือการบริหารหนี้ เป็นต้น กล่าวคือ มีคีย์หลักหนึ่ง และคีย์รองอีกสองสามอย่าง และอยู่ใน Theme นั้นไปสัก 3-6 เดือนก่อนจะผันไปชู Theme อื่น เป็นต้น

2. วางหัวข้อให้จบ

เมื่อกำหนด Theme เนื้อหาในภาพใหญ่ได้แล้ว ต่อไปต้องวางหัวข้อเนื้อหาและจะเป็นการดีหากวางหัวข้อให้มากที่สุดหรือวางจนจบฤดูกาลนั้น ๆ เลยก็ได้ การวางหัวข้อเป็นการวางแผนบทความทั้งฤดูกาล เมื่อวางแผนจบคุณจะมีเข็มทิศที่ทรงพลังในการเดินตามแผนโดยไม่เสียสมาธิอันเกิดจากการคิดเนื้อหาไม่ออก อีกทั้งการวางหัวข้อจะช่วยให้ท่านสามารถกำหนด คีย์เวิร์ดเพื่อ SEO และกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับการทำ Facebook ads รวมไปถึงการวางแผนทำ Inbound links เพื่อเชื่อมโยงบทความแต่ละอันในเว็บไซต์ให้โยงใยเป็นเส้นใยแมงมุมเพื่อรักษาคนให้อยู่ในเว็บไซต์ให้นานที่สุด

3. สร้างปฏิทินเขียนบทความ

การเขียนบทความยาวเป็นงานที่ใช้เวลาและสมาธิมาก หากท่านไม่ปักหลักทำวันนี้ ต่อให้ถึงพรุ่งนี้ มะรืนนี้ และวันต่อ ๆ ไปก็จะไม่ได้ทำ วิธีสร้างวินัยในการเขียนบทความคือการสร้างกำหนดการณ์เขียนบทความ ทำการล็อกเวลาอย่างน้อย 3-5 ชั่วโมงของวันนั้น ๆ แล้วลงมือเขียนบทความให้จบอย่างน้อย 1 บทความตามหัวข้อที่กำหนดไว้ในข้อ 2

จงจำไว้เสมอว่าการสร้างบทความดี ๆ ให้เว็บไซต์เป็นงานประณีตและใช้เวลา ในช่วงแรกมันจะยังไม่เห็นผลอะไร แต่ในระยะยาวเมื่อสะสมเป็น 30-40 บทความขึ้นไปเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็น สินทรัพย์ ที่ทำให้เว็บไซต์ของท่านมีคุณค่าและมูลค่ามากในอนาคต

4. วางกำหนดการโพสต์บนโซเชียลเน็ตเวิร์ค

ผู้ประกอบการหลายท่านอาจไม่ได้เชี่ยวชาญการทำ SEO เท่ากับนักทำ SEO โดยอาชีพ ฉะนั้นวิธีประชาสัมพันธ์บทความที่ดีที่สุด ณ เวลานี้คือผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค อันได้แก่ เฟซบุ๊คเพจ (Facebook Page) เป็นหลัก ในช่วงแรกที่เริ่มเขียน ขอให้ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งเขียนไปโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คไป เมื่อท่านเขียนบทความเก็บไว้เป็นจำนวน 20 บทความขึ้นไปแล้ว จึงค่อยนำลิงค์บทความไปตั้งเวลาโพสต์บนเฟซบุ๊ค (Schedule Post)

การทำเช่นนี้ช่วยให้ท่านมีเวลาโฟกัสทีละอย่าง โฟกัสที่การสร้างบทความในเว็บไซต์ให้จบชุดใหญ่ก่อน จากนั้นพอนำบทความทั้งหมด 20-30 บทความไปตั้งเวลาโพสต์บนเฟซบุ๊ค ท่านจะมีบทความที่จะทยอยเผยแพร่อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2 เดือน (สมมุติโพสต์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง) ท่านก็จะมีเวลาไปทำงานในด้านอื่น ๆ อย่างเต็มที่ครับ

ผลลัพธ์เชิงสถิติที่ผู้ประกอบการได้รับจากการทำ Content Marketing

  • Customer 68% ชอบอ่านบทความที่ไม่ใช่การขายของ จากแบรนด์ที่ตนเองติดตาม
  • Content marketing ประหยัดงบการตลาด 62% เทียบกับการตลาดแบบดั้งเดิม
  • Chief Content Officers 78% เห็นตรงกันว่า Content marketing คือเจ้าแห่งการตลาดในอนาคต

Infographic โดย Demand Metric

1605-02




2 COMMENTS

  1. เทคนิคบทความยาวๆ อาจจะไม่ได้ผลกับคนไทย เพราะคนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 7 บรรทัด
    ถ้าเกินแล้วยังหยุดความสนใจคนอ่านไว้ไม่ได้ก็จบ

  2. ขอคำแนะนำเรื่อง วิธีวางแผนผลิตบทความ Valuable และ Long-Form Content ให้มีความต่อเนื่อง แบบเจาะลึกจะได้ไหมคะคุณพอล เรามั่นใจว่ายังมีผู้คนอีกมากยังไม่เข้าใจเรื่องนี้รวมถึงเราด้วย เป็นปัญหาที่ต้องการหาทางออกมากค่ะ ช่วยทีนะค่ะคุณพอล

LEAVE A REPLY