ธุรกิจเป็นเรื่องของผลประโยชน์ และเป็นดาบสองคม โดยเฉพาะการร่วมลงทุนกับผู้อื่น คุณอาจได้รับกำไรมหาศาลจากผลประโยชน์ต่างๆ แต่ถ้าคุณไม่พอใจและรู้สึกว่ามันไม่เป็นไปตามที่คุณหวัง หรือถ้าความคาดหวังของคุณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนไปแตะคำว่า ไร้ศีลธรรมจรรยา แผนธุรกิจที่สวยงามของคุณคงไปได้ไม่สวยเท่าไหร่ เพราะคุณคงหาวิธีเพื่อเอาเปรียบอีกฝ่ายจนพังพินาศกันไปข้างหนึ่ง

เหมือนกับแผนธุรกิจที่สวยงามของ Anthony หนุ่มนักเทคนิคที่มีประสบการณ์ด้านการเขียนโปรแกรมและติดตั้ง server มานานปี และ Betty สาวนักธุรกิจที่มีความคิดเฉียบแหลม เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหา มีความสามารถด้านการจัดการ และการบริหารธุรกิจให้งอกเงย คุณคงรู้สึกว่า ช่างเพอร์เฟคอะไรขนาดนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองมีศักยภาพพื้นฐานสำคัญที่น่าจะนำธุรกิจให้เติบโตไปได้อีกไกล เพื่อนรักทั้งสองจึงเริ่มต้นธุรกิจด้วยการมองโลกในแง่ดี แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยหายนะที่ทำลายความสัมพันธ์ของทั้งคู่โดยไม่เหลือชิ้นดี

จุดเริ่มต้นสุด Perfect

หลังจากการศึกษาการตลาดเบื้องต้น Anthony และ Betty ตัดสินใจหาโอกาสวางแผนธุรกิจชิ้นใหญ่ ทั้งคู่เริ่มก่อตั้งบริษัทใหม่ด้วยการเป็นหุ้นส่วนคนละ 50/50 มีการเซ็นสัญญาร่วมกัน และร่วมวางเงินทุนการทำงานด้วยกัน หลังจากนั้นทั้งคู่ได้ข้อสรุปว่า ธุรกิจของเขาต้องการ platform ซอฟต์แวร์ที่ดี Betty จึงเริ่มศึกษาข้อมูลและรวบรวมจากแหล่งข้อมูลออนไลน์เท่าที่หาได้ และเขียนความต้องการออกมา ในขณะที่ Anthony มองเห็นการแก้ปัญหาทางเทคนิคมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หาวิธีใดๆมาสนับสนุนความต้องการของบริษัท ทั้งสองคนจึงตัดสินใจจ้างโปรแกรมเมอร์เพื่อให้ช่วยถอดรหัส platform ซึ่งบริษัทจะจ่ายค่าพัฒนาโปรแกรมให้ Betty เริ่มเตรียมการออกแบบข้อมูลป้อนเข้า ส่วน Anthony ทำงานกับโปรแกรมเมอร์เพื่อติดตั้ง platform

หลังจากเดือนสุดหฤโหดที่ต้องแลกด้วยน้ำตาและหยาดเหงื่อผ่านไป ทางบริษัทเตรียมเวอร์ชั่นทดลองครั้งแรกสู่ลูกค้า จนรายได้เริ่มเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เพื่อนรักทั้งสองคนทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องและปรับเปลี่ยนกระแสงานและความจำเป็นด้านซอฟต์แวร์เพื่อให้ถึงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี แต่ก็มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น

จุดเปลี่ยนสายฟ้าแลบ

หลังจากนั้นสามเดือน Anthony ตัดสินใจยุติการทำงานกับ Betty กระทันหันด้วยหลายสาเหตุ รวมทั้งเรื่องความไม่ยุติธรรม เธอแปลกใจมาก เพราะเธอทำงานด้วยความเท่าเทียมกันมาโดยตลอด และเธอไม่เคยตัดสินใจทำอะไรก่อนได้รับการยอมรับจาก Anthony ซึ่งอาจจะมีเรื่องส่วนตัวเรื่องอื่นที่ทำให้เกิดการแตกแยกอีก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธุรกิจดูมีศักยภาพในการเติบโตและขยายได้อีกมาก Betty จึงตัดสินใจซื้อหุ้นของ Anthony ทั้งหมดในบริษัท โดยจ่ายเป็นสองงวด แบ่งเป็นส่วนที่ Anthony ถือหุ้นส่วนลงทุน และส่วนที่ใช้พัฒนาธุรกิจ

ทั้งคู่มีการเจรจาและเตรียมการให้ Anthony ย้าย platform และ source code ของซอฟต์แวร์ไปสู่ทีมใหม่ของเขา ส่วนเบตตี้ต้องจ้างทีมใหม่เพื่อจัดการplatform ใหม่เช่นกัน เธฮดำเนินธุรกิจต่อกับทีมใหม่และนำผู้ถือหุ้นรายใหม่มาสร้างธุรกิจ

จุดแตกหักขั้นสุด

หลังจากนั้นแปดเดือน Betty รู้ว่า Antony ทำธุรกิจใหม่ที่เหมือนกับธุรกิจเก่า และที่น่าตกใจไปกว่านั้น คือ เธอค้นหาความจริงด้วยการสืบสาวราวเรื่องเอง และพบว่า Anthony ใช้ platform เดียวกับที่บริษัทเธอใช้ Betty มองว่าเขาเริ่มไร้จรรยาบรรณ เพราะเขาเลือกที่จะล้มเลิก และใช้ platform เดิมที่เธอสร้างเพื่อดำเนินธุรกิจของเขา นั่นคือทั้งคู่ทำธุรกิจเหมือนกัน

เนื่องจากแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นใหม่และความโกรธส่วนตัว Betty ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเคลื่อนไหวโดยใช้กฏหมายต่อสู้กับ Anthony เธอฟ้อง Anthony ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะเขาใช้ซอฟต์แวร์และ source code ที่เป็นของบริษัทเธอ แต่ Anthony ก็ต่อสู้กลับและอ้างว่า เขาเป็นคนเขียนซอฟต์แวร์นี้ขึ้นมา ลิขสิทธิ์ก็ต้องเป็นของเขา ไม่ใช่ของบริษัทเก่าที่เคยทำงานด้วย เพราะเขาไม่เคยโอนสิทธิ์ให้เป็นของบริษัท

Betty ยิ่งตะลึงและตกใจมากกว่าเดิม ทำไมผู้ร่วมก่อตั้งฝ่ายเทคนิคที่ทำงานซอฟต์แวร์ให้ธุรกิจ startup ออกจากบริษัทและได้เงินกลับไป สามารถอ้างว่าธุรกิจไม่ได้เป็นเจ้าของซอฟแวร์ได้ ทั้งที่ซอฟต์แวร์ที่ Anthony สร้างมาให้บริษัทก็เป็นตัวเดียวกันกับที่ Betty หาลูกค้ามาให้ใช้ซอฟต์แวร์มากกว่าปี

Betty เริ่มตั้งคำถามว่า หากเธอและ Anthony ยังทำธุรกิจด้วยกันต่อไปอีก 3 ปีและได้ลูกค้าเป็นล้าน เขาจะอ้างว่าเขาเป็นเจ้าของ platform อยู่ไหมและจะต้องการค่าตอบแทนมากขึ้นอีกรึเปล่า เธองงว่าเขาวางแผนนี้มานานแค่ไหน ทำไมเธอไม่รับรู้การเคลื่อนไหวหรือแผนการของเขาเลย

จุดอ่อนที่ไม่คาดคิด

Betty ได้แต่คิดว่า ผู้ก่อตั้งบริษัทร่วมฝ่ายเทคนิคจะเหมือน Anthony ทุกคนไหม หรือเป็นแค่เขาคนเดียว หรือบางทีเขาแค่ขาดความภักดี เธอเสนอว่าบางทีธุรกิจ Startup ควรป้องกันปัญหานี้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเซ็นสัญญาที่บ่งบอกว่าตัวธุรกิจเป็นเจ้าของซอฟต์แวร์เลย

เพราะเธอไม่มีสัญญาเรื่อง platform กับหุ้นส่วน ปัญหาทุกอย่างจึงเกิดขึ้นมาและแก้ไขยาก เธอแค่รู้สึกว่าเพราะว่าเธอเป็นคนสร้าง และบริษัทก็เป็นของเธอที่จ่ายให้ฝ่ายพัฒนาโปรแกรม ดังนั้น ซอฟต์แวร์ควรเป็นของบริษัทที่ก่อตั้ง หรือว่า Anthony เซ็นชื่อยอมเสียสิทธิ์เมื่อเขาย้าย platform และ source code เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้ Betty แทน แล้วสุดท้ายผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ไม่สามารถเขียนโปรแกรมได้ต้องกลายเป็นผู้แพ้ไปโดยปริยายเหรอ?

ดังนั้น การพิจารณาผู้ร่วมลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญมากก่อนการลงทุน เพราะเรื่องราวข้างต้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกผู้ถือหุ้นที่ถูกต้องคงทำได้ยากมาก เพราะคุณไม่มีทางรู้เจตนาแฝงที่เขาซ่อนไว้ตั้งแต่แรก ทางที่ดีคุณควรปกป้องตัวเองทางกฏหมายไว้ก่อน อย่าคาดหวังว่าทุกคนจะภักดีกับธุรกิจของคุณ เพราะคุณหาความซื่อสัตย์จากคนที่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องได้ไม่มากหรอก

บทความนี้เขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้ผู้ประกอบธุรกิจ หากใครที่เกิดเรื่องนี้เหมือนกันถือเป็นเรื่องบังเอิญทั้งสิ้น และไร้ประโยชน์จะกล่าวถึง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here