CEO ปั้นธุรกิจ: Pete Cashmore เขียนบทความหลังเลิกเรียน สู่เจ้าของเว็บข่าวไอที 200 ล้านเหรียญ

CEO ปั้นธุรกิจ: Pete Cashmore เขียนบทความหลังเลิกเรียน สู่เจ้าของเว็บข่าวไอที 200 ล้านเหรียญ

6087
0
SHARE

แรงบันดาลใจดี ๆ สำหรับคนรักการเขียนบทความ และการเขียนบล็อก (Blog) เมื่อหนุ่มผู้หลงใหลการเขียนบทความด้านไอที สร้างเว็บไซต์และลงบทความข่าวของตนเองจนมีผู้เยี่ยมชมจำนวนมาก และเติบโตจนวันนี้เว็บไซต์ของเขามีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านเหรียญ — พบกับเจ้าของเว็บไซต์ระดับโลกที่คนรักเทคโนโลยีรู้จักในนาม Mashable ครับ!

Mashable [ดอทคอม] เว็บไซต์มูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญ

Pete Cashmore เป็นเจ้าของเว็บไซต์ Mashable และจากการบันทึกและจัดอันดับโดย Sunday Times UK Rich List และนิตยสารชั้นนำต่าง ๆ ที่มีรายการจัดอันดับรายชื่อคนรวย, หรือผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ปี 2012 รายงานทรัพย์สินสุทธิของ Pete Cashmore ที่ประมาณ 95 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากนำมาคูณอัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/เหรียญ จะเท่ากับประมาณ 3,325 ล้านบาท

ในปีเดียวกัน Mr. Felix Salmon นักข่าวการเงินค่าย Reuters ได้รายงานอย่างไม่เป็นทางการว่า CNN มีการเสนอขอซื้อเว็บไซต์ Mashable ในราคา 200 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/ เหรียญ จะเท่ากับประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่เขาไม่ขาย! (Source: TheNextWeb.com

พื้นฐานของ Mashable เป็นเว็บไซต์ข่าว เน้นรายงานข่าวเทคโนโลยี อาทิ Gadgets, Software, Application, Digital marketing เป็นต้น

รายได้ของเว็บไซต์ได้แก่ ค่าโฆษณาและค่าลงประกาศ ได้แก่ Google AdSense, Text Ads, Banner Ads, Sponsored Articles, Event Listing, Job Listing ฯลฯ โดยค่าพื้นที่ลง Banner Ads ราคาเริ่มต้นประมาณ 2,000 เหรียญต่อสัปดาห์เลยทีเดียว

ด้วยปริมาณผู้เข้าเว็บไซต์ปี 2015 สูงถึง 10 ล้าน – 16 ล้าน Unique visitors ต่อเดือนทำให้สื่อคาดการณ์รายได้จากค่าโฆษณาของ Mashable สูงกว่า 4 แสนเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน

จุดเริ่มต้นของ Mashable

Pete Cashmore เป็นชาวสก็อตแลนด์ เริ่ม Mashable ในปี 2005 ตอนอายุ 19 ปี เขาหลงใหลการติดตามกระแสเทคโนโลยี, และธุรกิจไฮเทค, และเขารักการเขียนเรื่องราวที่เขาสนใจ จึงเลือกที่จะเขียนลงในบล็อก

ตอนนั้นเขายังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนของบล็อกเสียทีเดียวเขาจึงไม่อยากตั้งชื่ออะไรที่มันเจาะจงมากไปจนเป็นการผูกมัดตัวเองจนเกินไป เขาจึงตั้งชื่อเว็บไซต์ว่า Mashable

เขาทุ่มเทให้กับการสร้างเว็บไซต์เป็นอย่างมาก ใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนกับการเขียนบทความ และนอนพักเพียงวันละ 4 ชั่วโมงในช่วงเริ่มต้น เขาพบว่าผู้เข้าเยี่ยมชมส่วนใหญ่มาจากทางอเมริกา โดยตัวเขาเองตอนนั้นอาศัยอยู่ในฝั่งยุโรป เขาจึงพยายามปรับเปลี่ยนการโพสต์บทความให้ตรงกับช่วงเวลาที่คนอเมริกันจะอ่านบทความของเขาได้อย่างสดๆร้อนๆ — เรียกได้ว่าแทบจะหมกตัวอยู่กับการการทำเว็บไซต์โดยที่แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าวัน ๆ ลูกของเขาทำอะไรอยู่ในห้องเงียบ ๆ

เขียนบทความ 18 เดือนกว่าที่จะมีรายได้ก้อนแรก

Pete Cashmore เขียนบทความด้วย Passion ทำให้เนื้อหาของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสำนวนและสไตล์ในแบบของเขาเองหรือจะเรียกว่านี่คือ Unique content สไตล์เหล่านี้ทำให้เนื้อหาถูกจริตผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม ดึงดูดคนคอเดียวกันเข้าเว็บมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งย่างเข้าเดือนที่ 18 เขาได้รับการติดต่อจากบริษัทที่ทำธุรกิจด้านโปรแกรม Chat ออนไลน์เพื่อขอลงโฆษณา ในที่สุดตกลวราคาค่าเช่าเดือนละ $3,000 ซึ่ง ณ ตอนนั้น Mashable มีผู้เยี่ยมชมเว็บสูงถึงเดือนละ 2 ล้าน Unique visitors

เดินทางสู่อเมริกาเพื่อขยับขยาย

Mashable เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีรายได้จากค่าโฆษณาอย่างต่อเนื่อง, ในปี 2008 Pete Cashmore จึงตัดสินใจย้ายไปอเมริกาเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นธุรกิจอย่างจริงจัง เปิดเป็นบริษัท และจ้างทีมงานผลิตเนื้อหาเพื่อผลักดันบทความให้มีหลากหลายและมีจำนวนมากขึ้น

จากทีมงานหลักสิบเติบโตสู่หลักร้อย และจากบล็อกข่าวเทคโนโลยีสู่บล็อกข่าวธุรกิจและไลฟ์สไตล์ ปัจจุบัน Mashable แตกกลุ่มเนื้อหาออกเป็น Social media, Tech, Business, Entertainment, US& World, Life Style ฯลฯ

หลักคิดคู่ความสำเร็จของ Pete Cashmore : Mashable

Image by Dave Moser at www.blog.davemoser.com
Image by Dave Moser at www.blog.davemoser.com

ในโลกนี้มีเว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีและไอทีจำนวนมาก แต่ส่วนน้อยจะประสบความสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีเป็น Niche ที่มีความต้องการของตลาดสูง ฉะนั้นสาเหตุความสำเร็จของ Peter Cashmore ที่มีต่อ Mashable เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้อย่างยิ่งซึ่งต้องบอกว่าพอผมได้ทราบหลักคิดของแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงกลายเป็น เจ้าของเว็บไซต์/ นักเขียนบทความ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

รากฐานทางความคิดในการก่อตั้ง Mashable คือการเป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์บนสมมุติฐานว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความอัพเดทตลอดเวลาอาจทำให้คนจำนวนมากยังไม่รู้ถึงประโยชน์และวิธีใช้งาน

Pete Cashmore ยกตัวอย่าง Twitter ว่าในวันที่เปิดตัว มีคนจำนวนมากไม่รู้ว่าเจ้าเครื่องมือนี้มีประโยชน์อย่างไร ใครเขาจะอยากพิมพ์ข้อความผ่านเครื่องมือที่จำกัดแค่ 160 ตัวอักษร — Mashable ทำหน้าที่รายงานข่าวและให้ข้อมูลการเกิดขึ้นของ Twitter เพื่อให้คนทันข่าวและเข้าใจเทคโนโลยี แอพพลิเคชั่น และซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก และให้ผู้คนเหล่านั้นสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์

เขาใส่ใจรายละเอียดของบทความไล่ตั้งแต่ ชื่อ, รูปภาพประกอบ (Feature image), ความสัมพันธ์ของเนื้อหาภายใน ต่อชื่อ, และต่อรูปภาพประกอบ การส่งต่อผู้อ่านไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกเว็บไซต์ การหาคำกระตุ้นให้คนมีส่วนร่วมกับบทความ เช่น Comment และ Share ทำให้ Mashable กลายเป็นชุมชนย่อยๆ บนโลกออนไลน์ที่มีผู้คนร่วมกันแชร์บทความไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้าน Shares ต่อเดือน

คมความคิดของ Pete Cashmore

เหล่านี้คือคมความคิดที่คัดกรองมาจากประโยคที่เขาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างน่าสนใจ

“Put a face to your product or company. Make yourself known to give a more personal impression to everyone…”

แสดงตัวตนของคุณลงไปในสินค้าหรือบริษัท ทำให้ตัวตนของคุณป็นที่รับรู้เพื่อที่จะเข้าถึงใจผู้คนได้มากขึ้น

“Loyalty is incredibly important. There’s a base of stability in [our] organization that [feels] like we can weather anything because we have these relationships with key people and they’re going to be with us whatever we do…”

ความจงรักภักดีเป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นรากฐานความมั่นคงขององค์กรและเราสามารถจะก้าวไปข้างหน้าได้เพราะความสัมพันธ์อันดีทำให้ผู้คนพร้อมจะสนับสนุนเราไปตลอดไม่ว่าจะทำอะไร

“Failure has to be built into your business model. You only need more than a 50 per cent hit rate to be successful. It’s the mistakes that will teach you the way…”

อันที่จริงความล้มเหลวมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ คุณทำถูกแค่ 50% ก็สามารถประสบผลได้แล้ว ความผิดพลาดต่างๆจะเป็นตัวสอนและชี้แนวทางที่ถูกต้องให้คุณ

หากเราต้องการเป็นเจ้าของเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ

ใครที่สร้างเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม Wordpress จะคุ้นเคยกับ Default tag line ที่ทาง WordPress กำหนดมาให้ในตอนเริ่มต้นว่า ‘Just another wordpress blog’ แปลตรงตัวคือ ‘ก็แค่บล็อกเวิร์ดเพรสอีกอันหนึ่ง’

ประโยคนี้ไม่ได้ระบุเป็น Default ไว้ขำ ๆ แต่เพื่อเตือนใจเจ้าของเว็บเปิดใหม่ว่าคุณทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่ออะไร หาจุดยืน จุดเด่น หรือจุดต่างจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วได้หรือไม่ หน้าที่ของคุณคืออการหาเหตุผลของการมีตัวตนของคุณให้เจอแล้วเปลี่ยน Tag line เป็นบางสิ่งบางอย่างที่มีเอกลักษณ์

Mashable เองก็เริ่มต้นจาก Just another tech site ในขณะที่ปัจจุบันเขาได้เปลี่ยน Tag line ไปเป็น Leading source for news, information & resources for the CONNECTED GENERATION.

Pete Cashmore บอกว่าการเริ่มต้นทำเว็บไซต์และเขียนบทความเพื่อหวังจะทำเงินล้านเป็นเรื่องตลก — ผมเองก็เข้าใจความรู้สึกนี้อย่างดี ผมเริ่มต้น CEOblog ด้วยความรักที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่มีประโยชน์สำหรับคนอยากเริ่มทำธุรกิจออนไลน์เป็นหลักและวิธีการทำเงินเป็นรอง

ไม่ได้แปลว่าเงินไม่สำคัญ แต่หากผมเอาเรื่องเงินขึ้นนำจนละเลยที่จะลงมือทำงานและสร้างคุณค่าออกไปก่อน CEOblog ก็คงไปได้ไม่ไกล ผมคงจะรู้สึกเสียเวลาและเบื่อหน่าย และหันไปทำอย่างอื่นที่ได้เงินเร็วกว่า (แม้จะไม่ยั่งยืนก็ตาม)

การพัฒนาเว็บไซต์และการสร้างเนื้อหาดี ๆ ให้แก่เว็บไซต์ถือเป็นการสร้างสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง เป็นการสร้างสินทรัพย์บนโลกออนไลน์ ที่อาศัยเวลาและความอดทนอย่างมาก คุณจะยังมองไม่เห็นรายได้เป็นเวลาหลายเดือน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง คุณจะเริ่มสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากเว็บไซต์ของคุณได้ และพูดเลยว่ามันจะสร้างผลผลิตต่อเนื่องและยาวนานไม่รู้จบ!

NO COMMENTS

LEAVE A REPLY